วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.         


          เรามักได้ไปในสถานที่ที่เรานึกถึงอยู่เสมอ นั้นเป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกประทับใจ เมื่อมีโอกาสได้ไป “วัดป่าหนองผือ” อย่างไม่คาดคิดและเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก กับเรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งที่จาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เส้นทางธุดงค์ผ่านป่าถ้ำลำไพร ซึ่งเราอาจเคยอ่านพบตามหนังสือประวัติพระเกจิอาจารย์เก่าๆเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือในรายการสารคดี แผ่นซีดีที่ไหนสักแห่งจัดทำขึ้นเพื่อจำหน่ายและร่วมอนุโมทนาบุญ  จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยรื้อหนังสือนิตยสารพระอย่างโลกทิพย์ ,คนเหนือโลก ,โลกลี้ลับหรืออะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่พ่อมักรับไว้ทุกเดือนจนเต็มตู้ หนังสือ เรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ หรือที่เรียกติดปากว่าหลวงปู่มั่น กับเส้นทางและสถานที่ธุดงค์ในอดีตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในเรื่องราวปาฏิหาริย์ในยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเช่นทุกวัน คงไม่ต้องกล่าวถึงไฟฟ้าหรือโทรศัพท์ ในช่วงก่อนสิ้นอายุขัยของท่านเมื่อ
64 ปีที่ผ่านมา

          โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีสัมผัสพิเศษหรือญาณทิพย์อะไร หากเชื่อว่าเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ สัมผัสรู้ถึงโลกทิพย์ต่างมิตินั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสรู้ได้เฉพาะบุคคล ในยุคที่น้ำไหลไฟสว่าง หากไปพูดคุยกับคนรุ่นใหม่บางคนเขาอาจรู้สึกขำ เมื่อเราพูดถึงเทพเทวดา ผี สางนางไม้ จึงคิดว่าค่อนข้างเสียเวลาเปล่าที่เราจะหยิบยกเหตุผลมายืนยันความมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ ผมจึงค่อนข้างระมัดระวังเมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และมักเลือกพูดคุยกับคนที่เปิดรับเรื่องนี้ได้ โอกาสดีที่ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศได้ขอตัวผม ผ่านทางภรรยาซึ่งทำงานอยู่ที่นั้น ให้ช่วยดูแลนำคณะชาวอินเดียจากรัฐอัสสัมไปวัดหลวงปู่มั่นที่จังหวัดสกลนคร  เบื้องต้นทราบข้อมูลเพียงว่าเป็นคณะของ “คุณงียอด เวียงแก่น” ซึ่งเป็นชาวอินเดียเชื้อสายไทพาเก หนึ่งในชนเผ่าที่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมตระกูลชานไตในรัฐอัสสัมดินแดนรอยต่อกับพม่า ภูฐาน สิขิม เนปาลและดินแดนที่มีชื่อว่าอรุณจันทร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เหตุผลประการสำคัญที่ผมต้องรับหน้าที่นี้มีด้วยกัน 2 อย่าง หนึ่งคือน้ำใจของหมอต้อม ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศที่ให้ความช่วยเหลือในความเป็นเครือข่ายกิจกรรมมาโดยตลอด สองคือคราวที่หมอต้อมและคุณเบญจวรรณ บุญเผือก(ภรรยาของผม)เดินทางไปนำเสนองานวิชาการด้านสมุนไพรนานาชาติ  เคยลงพื้นที่ในชุมชนของคุณงียอดในรัฐอัสสัม คุณงียอดให้สถานที่พักและการต้อนรับอย่างเต็มที่  ภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้จึงรับไว้อย่างเต็มใจ และอาจมีอีกหนึ่งเหตุผลส่วนตัวลึกๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ผมเคยรู้ประวัติหลวงปู่มั่นมาบาง เคยได้ยินชื่อเสียงและสถานที่มานาน แล้วตั้งใจว่าต้องหาโอกาสไปเยือนสักครั้งในชีวิต

          คณะของเรารวมทั้งหมด 5 ชีวิต คือคุณดอยพนักงานขับรถของมูลนิธิ พระภิกษุชาวอัสสัม 2 รูป คุณงียอด และตัวผมเอง ในตอนแรกผมไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้มากนัก รู้คร่าวๆเพียงว่า เราต้องเดินทางไปจังหวัดสกลนครในเช้าวันที่ 20 พฤจิกายน 2556 นี้ โดยผมไม่รู้เลยว่าวัดป่าที่จะไปตั้งอยู่ที่ใด?ในจังหวัดสกลนคร ก็ไม่รู้ว่าวัดชื่ออะไร? คณะจากอินเดียไปวัดหลวงปู่มั่นทำไม? เจ้าอาวาสจะอยู่ไหม? แล้วพวกเขาจะไปพบเจ้าอาวาสทำไม? เรามีการเตรียมการล่วงหน้า 1 วันโดยคุณดอยแวะมาพูดนัดหมายก่อนการเดินทาง เช้าวันที่ 20 คุณดอยมารับผมราว 6 โมงครึ่งออกรถไปรับคณะที่ อาคารเปรมสุขในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ เราคุยกันถึงเรื่องอาหารมื้อเช้าอย่างกังวลใจว่าพระทั้งสองสามารถรับประทานเกาเหลาเลือดหมูที่ร้านข้างสถานีรถไฟได้ไหม แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี สังเกตว่าคุณดอยมีความทะมัดทะแมง และรอบคอบตรวจตรารถก่อนเดินทางไกล

          สำหรับคุณดอยนั้นผมเคยรู้จักมาก่อนนี้แล้ว จึงทักทายปราศรัยกันอย่างสนิทสนม ส่วนการทำความรู้จักคุณงียอด และพระทั้งสองรูป ผมใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงป่าตองภูเก็ตรู้เรื่อง พระรูปแรกยิ้มกว้างหน้าตาคล้ายคนไทยชื่อเรวัตตะ ท่านบอกว่าเป็นชื่อของพระสารีบุตรสมัยเด็ก องค์ที่สองมีหน้าตาละม้ายจีนหรือธิเบตมากกว่าอินเดีย ถ้าใครไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าท่านเป็นหลวงจีนมาจากไต้หวัน แรกๆท่านไม่ค่อยยิ้ม แต่พอผ่านไปจึงพบว่าท่านอ่อนโยน มีอารมณ์ขัน และชอบทำท่าทางในทันทีเมื่อกล้องจับภาพ ภาษาอินเดียเรียกพระว่าภิกขุหรือภันเต ทราบความหมายภายหลังภันเตแปลว่าผู้เจริญ ส่วนภิกขุนั้นเคยรู้มาก่อนแล้วว่าแปลว่า “ผู้ขอ” เมื่อรับประทานอาหาร จัดข้าวของตรวจตราสภาพรถเรียบร้อยแล้ว  คุณดอยจึงขับรถตู้พาพวกเราข้ามเทือกเขาใหญ่ทางเส้นทางทับลาน ประเด็นพูดคุยบนรถตู้ที่ผมพยายามหยิบโยงเข้าสู่เรื่องราวของหลวงปู่มั่น เริ่มจากแผ่นป้ายไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราช จากปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์ไทย สู่การต่อสู้ทางการเมือง พรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยกับศาสนาพุทธแบบไทยๆ สุดที่คำว่า “ภูริทัตโต”ซึ่งเป็นชื่อของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่เสวยชาติเป็นพญานาค ภิกขุปัญญาศิริแสดงอาการสนใจยืดตัวตรงจากพนักเก้าอี้ที่ปรับเอนแล้วกล่าวคาถาภาษาบาลีได้น่าฟัง บทพระคาถาจับใจความได้นิดหนึ่งว่าเกี่ยวกับการรักษาศีลของพระโพธิสัตว์ภูริทัตตะ และบั้งไฟพระยานาค ผมเล่าต่อถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับลูกไฟวันออกพรรษาที่แม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่ทั้งสามให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะคุณงียอดถึงขนาดตื่นตั้งแต่ตีสี่ในวันรุ่งมาบอกผมว่า อยากให้เปลี่ยนแผนออกเดินทางไปดูจุดที่เกิดบั้งไฟพระยานาค แต่ผมกับคุณดอยพยายามอธิบายเส้นทางว่ามันไกลมาก และที่สำคัญคือเรานัดทางวัดไว้แล้วว่าจะไปร่วมเดินบิณฑบาตกันกับคณะพระที่วัด

          คณะของเรามาถึงวัดวัดป่าภูริทัตตถิราวาสค่ำร่ำไร คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางเข้ามาในภาคอิสานแบบลึกๆ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสิน ก่อนถึงจังหวัดสกลนครปลายทาง การเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง วัดป่าภูริทัตตถิราวาส ตั้งอยู่บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร บรรยากาศที่เงียบจนผมรู้สึกเกรงใจเข้ามาของคณะโดยเสียงรถตู้อาจทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบนี้เสีย เมื่อรถจอดพวกเราลงรถจึงพบว่า สิ่งที่ทั้งสามได้ปฏิบัติซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ชาวไทพาเกมีศรัทธาและวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ทั้งพระและฆาราวาสถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าไปในเขตกุฎิพระอาจารย์มั่น พวกเราถอดรองเท้าตามชาวไทพาเกเดินไปกราบกุฏิที่มีป้ายบอกชื่อว่ากุฏิหลวงปู่มั่น ภาพกุฏิหลวงปู่มั่นที่เคยเห็นชาวเฟสบุ๊คโพสรูป เมื่อได้มาสัมผัสสถานที่จริง ความรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก ความสงบเงียบของบรรยากาศโดยรอบ มีเพียงเสียงแมลงเรไรยามค่ำเท่านั้นกระมัง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของผมคือความรู้สึกศรัทธา กุฎิหลวงปู่มั่นเป็นเรือนไม้ยกพื้นหลังคาปั้นหยามีชานยื่นออกมาเล็กน้อยระเบียงโล่งสังเกตว่าบนเรือนมีห้องเล็กๆห้องหนึ่ง แล้วความรู้สึกสะท้อนใจก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่ เมื่อเข้าใจได้ว่ากฎธรรมชาติ หรือไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ในยุคที่เราเดินทางอย่างรวดเร็ว หากเปรียบเทียบกับยุคของหลวงปู่ที่เดินเท้ารอนแรมกลางป่า นี้กระมังที่เป็นคุณค่าของการอนุรักษ์ แม้สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่บทเรียนจากอดีตที่คนรุ่นสร้างไว้นั้น เป็นคุณค่าที่เตือนให้เราเข้าใจที่จะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุขขึ้นและพร้อมเผชิญหน้ากับอนาคตอย่างไม่ประมาทขึ้น หลังจากคณะกราบไหว้เสร็จแล้วบรรยากาศมืดอย่างรวดเร็วในช่วงรอยต่อพลบค่ำ พวกเรารีบเดินตามแสงไฟนีออนจากกุฏิที่อยู่ถัดไป ร้องถามว่า “มีใครอยู่รึเปล่า” มีชายหัวโล้นในชุดขาวแบบชุดนาคเตรียมบวชโผล่ร่างออกมา ดูรูปร่างยังเป็นวัยรุ่น เมื่อบอกที่มาที่ไปเขาก็นำเราไปหาเจ้าอาวาส
          เมื่อไปถึงกุฏิท่านเจ้าอาวาส ผมจึงพอจับต้นชนปลายได้ถึงเส้นทางที่ไปที่มาของคณะชาวไทพาเกในครั้งนี้ เมื่อเข้าพบเจ้าอาวาส พระอาจารย์พยูง ชวนปัญโญ ชื่อชั้นยศตามตำแหน่งทางสงฆ์คือพระครูสุทธธรรมมาภรณ์  พวกเราแนะนำตัว ผมเป็นล่ามจำเป็นให้ พระอาจารย์พยูงจำคุณงียอดได้ โดยผมในฐานะล่ามจำเป็นต้องนำเรียนเรื่องการเดินทางมาครั้งนี้ เรื่องราวของคณะสงฆ์จากเมืองไทยที่อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานในประเทศอินเดีย พระมุตโตทัยสยามเป็นชื่อพระพุทธรูปที่ทางวัดได้หล่อขึ้นจัดทำพิธีพุทธาภิเษกแล้วนำไปมอบให้วัดพุทธในประเทศอินเดีย คำว่า”มุตโตทัย”เป็นเสมือนคำเฉพาะของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จากเนื้อหาในหนังสือที่ทางวัดจัดทำขึ้น ให้ความหมายไว้ว่า สมัยพระอาจารย์มั่นได้แสดงโอวาท ณ วัดธรรมเจดีย์ ในคราวนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท)ได้กล่าวสัมโมทนียคาถา ชมเชยพระอาจารย์มั่นว่า ท่านแสดงธรรมด้วย “มุตโตทัย” ต่อมาภายหลังเมื่อศิษยานุศิษย์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกการแสดงธรรมของท่านจึงบันทึกหนังสือธรรมบทนี้ว่า “มุตโตทัย”  โดยคำว่า“ทัย”แปลว่าให้ “มุตโต”แปลว่าพ้น รวมความหมายแปลว่า “ให้ทางพ้นทุกข์”นั้นเอง พระพุทธรูปมุตโตทัยสยาม จากประเทศไทยที่มอบไปยังประเทศอินเดียนั้น ยังเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีแด่พระเดชพระคุณหลวงปู่มั่นภูริทัตตโต และเพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

           เราคุยกันสักครู่หนึ่งท่านเจ้าอาวาสจึงให้พระลูกวัดนำเราไปหาที่นอน ทางวัดจัดให้พวกเรานอนกันที่ศาลาพักหลังเก่า มีป้ายเก่าเขียนว่าศาลาพักอาคันตุกะที่มาเยี่ยมวัด เป็นเรือนไม้ยกพื้น มีรูปปั้นหลวงปู่มั่นและหลวงปู่ฝั้น กับโต๊ะหมู่พระพุทธรูปตั้งอยู่เรือนไม้มีพื้นสองระดับเราจัดให้พระทั้งสองงรูปนอนด้านบน คณะของเราทยอยอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัว ผมสังเกตว่าคุณงียอดอาบน้ำเสร็จก็นั่งนับลูกประคำอยู่ในมุ้ง ผมถือโอกาสเดินเล่นบริเวณรอบๆวัด วัดป่าแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่ๆหลายต้น มีต้นหนึ่งตรงบริเวณใกล้ที่จอดรถ ซึ่งโดยปกติผมชอบต้นไม้ และด้วยที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกมาว่าหากเราเปิดใจจริงๆ เราจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ได้ ต้นไม้ต้นนี้ขนาด 2คนโอบ เปลือกของต้นสีน้ำตาลนวลสว่าง ร่องรอยของเปลือกไม้เป็นแผ่นคล้ายผืนดินนาหน้าแหล่งแผ่น ผมลองเพ่งอยู่นานๆ ตาค่อยๆลายมองเห็นเป็นใบหน้าของผู้เฒ่าที่มีหนวดใส่หมวกแบบจีนอยู่ในต้นไม้  ตอนรุ่งเช้าไม่รู้จริงเท็จประการใดคุณดอยบอกว่าลุงในวัดคนหนึ่งบอกว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นที่หลวงปู่มั่นดูแลมาตั้งแต่ยังเล็กรดน้ำให้จนโตสูงใหญ่ ตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้นพบว่ามีขบวนมดป่าเดินเป็นทางมาตามลานทรายจากศาลาการเปรียญไต่ขึ้นไปบนต้นไม้
          เพียงคืนเดียวที่ได้มาที่นี่ผมใช้โอกาสในครั้งนี้ให้สัมผัสถึงความรู้สึกสงบมากที่สุด ตั้งใจพิจารณาลมหายใจแบบพื้นๆเท่าที่รู้มา  เดินไปรอบๆบริเวณวัดมีทางเดินเป็นลานทรายสบายเท้า ต้นไม้ครึ้ม แต่ก็ยังได้ยินเสียงรถแม็คโฮขุดดินกับเสียงมอเตอร์ไซค์แว่วอยู่ไกลๆ คล้ายบอกว่านั้นคือสัญลักษณ์ของความวุ่นวายจากโลกภายนอก ความคิดที่ติดกับอดีตของผมเองมันทำงานเปรียบเทียบกันทุกครั้ง ระหว่างความเป็นปัจจุบันกับร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แน่นอนว่านั้นคือผลของการตระหนักในคุณค่าที่ไม่มีทางสัมผัสได้ ในยุคที่พระอาจารย์มั่นเดินเท้า แน่นอนว่าในยุคนั้นก็ไม่มีถนนหนทางหรือรถตู้เช่นยุคปัจจุบันแน่ๆ ในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ความรู้อันแสดงถึงความชานฉลาดของยุคสมัย แต่แล้วความสัมผัสอันเป็นทิพย์อย่างผู้คนยุคก่อนสัมผัสนั้นหายไป ยุคของพวกเราคล้ายเป็นจินตนาการแห่งสวรรค์บันดาลของคนยุคก่อน ผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนคงจินตนาการได้ถึงดินแดนที่เดินทางได้อย่างรวดเร็ว พูดคุยถึงกันได้แม้อยู่ห่างไกลกัน สัมผัสกันด้วยภาพและเสียง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ปรับอากาศให้ร้อนเย็นได้ตามความต้องการ อาหารการกินที่ปรุงได้ง่ายรวดเร็วเหลือเฟือย ในที่สุดคนเราก็มักหาคำตอบในคำถามพื้นๆไม่ได้ว่า เราต่างดิ้นรนไปเพื่ออะไรกัน

          การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ผมรู้สึกภูมิใจที่ประสานให้พระจากรัฐอ้สสัม ประเทศอินเดียได้เดินบิณฑบาตร่วมขบวนกับพระที่วัดภูริทัตตธิราวาส คณะพวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดทยอยล้างหน้าแปรงฟัน ผมรู้สึกแปลกใจที่คุณงียอดบอกว่า ถ้าเป็นไปได้คณะอยากไปดูสถานที่เกิดบั้งไฟพระยานาคมากกว่า เช่นเดียวกับ ภิกขุปัญญาศิริที่บอกว่าเขาเคยอ่านหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ท่านภาวนาอยู่ในถ้ำ ต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว พวกยักษ์หรือพระยานาค แล้วก็อยากไปดูถ้ำของพระอาจารย์มั่นด้วย ท่านยังสงสัยว่าทำไมที่นี่ไม่มีถ้ำ ออกอาการคล้ายเสียดาย แต่นั้นคือข้อเสนอที่ผมกับคุณดอยค่อนข้างหนักใจเนื่องจากเวลาเรามีน้อย อีกทั้งคณะเรานัดกับทางวัดไว้แล้วว่าจะร่วมเดินบิณฑบาต คุณดอยเอาแผนที่มากางให้คณะได้ดู เพื่อให้พวกเราทั้งหมดได้เข้าใจ เห็นว่าระยะทางจากที่นี่ไปอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคายนั้นอีก 400 กิโลเมตร ผมจึงพยายามอธิบายจนคณะเข้าใจว่าเราจะเสียเวลามากๆและอาจตกเครื่อง  จึงได้ข้อสรุปตกลงว่าเราไปร่วมเดินบิณฑบาต โดยทางวัดได้จัดเตรียมบาตรไว้ 2 บาตร มีพระพี่เลี้ยงแสดงวิธีจัดบาตร  เมื่อแสงตอนเช้าส่องได้ที่ พวกเราจึงเดินเพื่อไปตั้งขบวนที่ทางเข้าหมู่บ้าน ผมถอดรองเท้าเดินตามแบบคุณงียอด สองข้างทางเป็นทุ่งนาช่วงฤดูเกี่ยวข้าว มีกองฟางอยู่ในทุ่งหน้า ต้นข้าวแห้งเป็นสีเหลืองสว่างตาเมื่อต้องแสงยามเช้า บรรดาพระ 24 รูปตั้งขบวนที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อพร้อมแล้วจึงออกเดินอย่างเป็นระเบียบและสงบ ชาวบ้านตั้งขบวนกันอยู่จุดเดียว จึงใช้เวลาไม่มาก ชาวบ้านหนองผือยังใสบาตรทุกเช้า บางบ้านมีเรือนไม้ขนาดประมาณตู้กับข้าวยกพื้นสูงตั้งไว้หน้าบ้านสำหรับวางปิ่นโตและของใส่บาตร ทราบมาว่าทางหมู่บ้านและวัดพึ่งจัดพิธีฉลองครบรอบวันละสังขารหลวงปู่มั่น แม้หลวงปู่มั่นละสังขารไปครบ 64 ก่อนเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา เท่าที่สังเกตดูคุณงี่ยอดประทับใจในกิจกรรมยามเช้าครั้งนี้มาก เดินเท่าเปล่าตามขบวนพระ ทักทายชาวบ้านซึ่งเป็นชาวภูไท ภาษาไทพาเกกับภาษาภูไทสื่อสารกันได้ เพียงไม่กี่นาทีที่พูดคุยกันชาวบ้านก็เปิดกระติบข้าวให้ล้วงข้าวเหนียวที่เหลือจากขึ้นมาชิม เราโชคดีที่ได้รับมิตรไมตรีจากชาวบ้านที่นี่ บางคนถามผมว่าเป็นนักข่าวมาจากช่องไหน จึงต้องอธิบายให้พอเข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และหนึ่งในนั้นคือลุงสมหมายที่ปั่นจักรยานมาจอดคุย เมื่อขบวนพระเดินกลับวัดไปแล้ว ลุงสมหมายชวนพวกเราไปบ้านเพื่อแวะดูพระธาตุที่แกสะสมไว้ ถือเป็นมิตรไมตรีที่ดีมากสำหรับผู้ที่พบกันเป็นครั้งแรก แล้วเชิญพวกเราเข้าไปชมห้องพระที่อยู่บนบ้านลึกถึงห้องนอน ลุงสมหมายเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่เกษียณอายุปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ในห้องพระมีพระเครื่องและพระพุทธรูปอยู่เกือบเต็มทุกด้าน  ระหว่างที่อัญเชิญพระเครื่องลงมาให้พวกเราชม กับอาการเร่งรีบของลุงสมหมายที่พูดสอนธรรมให้พวกเราฟัง ไม่รู้ว่าเป็นบาปหรือเปล่าที่ผมแอบขำแกมหมั่นไส้ลุงเขาอยู่ในใจ เนื่องจากเวลามีจำกัด จึงขอบอกขอบใจและหวังว่าหากมีโอกาสจะกลับมาขอชมพระธาตุอีกครั้ง

          ช่วงก่อนพระฉันเช้าทางพระอาจารย์พยุงได้กล่าวแนะนำคณะของพวกเรา คุณงียอดเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มอุบาสิกา หลายคนสนใจถามถึงพระมุตโตทัยสยามที่ส่งไปที่อินเดีย พวกเราร่วมรับประทานอาหารเช้ากับกลุ่มอุบาสิกาในวัด หลังจากนั้นจึงนั่งสนทนากับพระอาจารย์ เรื่องพระมุตโตทัยสยามที่ดำเนินการไปประดิษฐ์ฐาน ณ ประเทศอินเดีย ซึ่งคุณงียอดขอให้ผมช่วยนำเรียนหลวงพ่อพยุงเป็นภาษาไทยว่า พระพุทธรูปได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนที่ไปสักการะได้ฝากให้มาแสดงความซาบซึ้งใจกับคณะผู้จัดทำด้วย คุณงียอดมอบของที่เตรียมนำมาถวาย พระอาจารย์พยุงได้มอบพระและหนังสือให้คณะของเรานำไปแจกจ่ายด้วย เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยคุณงียอดเข้าไปขอบคุณบรรดาชาวบ้านที่กำลังล้างจาน ผมพบว่าคุณงียอดเขามีความคล่องแคล้วกระชับกระเฉ่งมาก ในการเคลื่อนไหวร่างกายยืนเดิน และดังที่ได้ทราบมาก่อนว่า เขาทำกิจกรรมเพื่อชุมชมที่เป็นประโยชน์ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและพระพุทธศาสนา หมู่บ้านไทพาเกในรัฐอัสสัม มีคนพุทธกลุ่มน้อยซึ่งอยู่ในพื้นที่รายล้อมด้วยชาวฮินดู มีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน เรื่องศาสนา และในความคิดของผมเท่าที่สังเกตเห็น เขาดูจะจัดการความทุกข์ใจระหว่างเรื่องงานกับการเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ค่อนข้างลงตัว

          รถตู้ออกจากวัดราวเก้าโมงครึ่ง ซึ่งเลยกำหนดการเดิมมากว่าชั่วโมง คนที่เหนื่อยที่สุดคือคุณดอยที่ขับรถให้เร็วขึ้นจากเช้าถึงดึก เราแวะสักการะพระธาตุพนมถ่ายรูปริมแม่น้ำโขงเพียงที่เดียว ที่เหลือคือสถานีน้ำมันและเติมแก๊ส ตลอดเส้นทางยอมรับว่าใจผมกังวลว่าว่าเราจะไปถึงทันเวลาหรือเปล่า ช่วงที่หวาดเสียวคือช่วงข้ามเขาใหญ่ในตอนค่ำ แล้วมีรถพ่วงและสิบล้อวิ่งบนถนนหลายคันที่คุณดอยขับแซงไป เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอย่างปลอดภัยพวกเรารีบช่วยกันจัดสัมภาระสวมกอดและนมัสการก่อนกล่าวคำลากัน

          มิตรภาพชั่วข้ามคืนกลับงดงามประหนึ่งญาติพี่น้อง หากคงเพราะความเป็นชาวพุทธหรือความเป็นเผ่าเชื้อไทยในต่างแดนที่ทำให้ผมสนใจและใส่ใจกับคณะที่เดินทางมาในครั้งนี้ ชาวพุทธเราเชื่อในเรื่องบุพเพหรือกรรมแต่ชาติปางก่อน การได้พบกันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญสำหรับคนเชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างผม ลึกๆแล้วผมเชื่ออีกว่าคนเราเกิดมามีหน้าที่ เช่นเรื่องราวการเสวยชาติต่างๆของพระโพธิสัตว์ล้วนมีหน้าที่ในการแสดงธรรมมะให้ประจักษ์แด่หมู่สัตว์ในชาตินั้นๆ สำหรับปุถุชนอย่างผมนั้นคงเป็นหน้าที่ในส่วนเล็กเท่าที่ได้เชื่อมต่อผู้คนให้ได้พบเจอกัน  และในปมลึกๆคือการเดินทางไปตามเรื่องราวที่ค้างงัดด้วยเหตุผลในระหว่างศรัทธาความเชื่อ อิทธิปาฏิหาริย์ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในหัวสมองอันตื้นเขลาเบาปัญญาของตัวเอง กับคำถามและปริศนาของผู้คนยุคก่อนเก่า ผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้น มีกำลังใจสูงส่ง กำลังกายที่เข้มแข็ง ความเพียรอันแก่กล้า การเดินทางจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ทุกครั้งสำหรับผมและสำหรับคำถามนั้นคำตอบอาจไม่จำเป็นต้องเฉลยในตอนนี้ ก็ได้.

 

ด้วยจิตคารวะ
นวพล ลีนิน
22 พ.ย. 2556

 

                                           


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.         


          เรามักได้ไปในสถานที่ที่เรานึกถึงอยู่เสมอ นั้นเป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกประทับใจ เมื่อมีโอกาสได้ไป “วัดป่าหนองผือ” อย่างไม่คาดคิดและเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก กับเรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งที่จาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เส้นทางธุดงค์ผ่านป่าถ้ำลำไพร ซึ่งเราอาจเคยอ่านพบตามหนังสือประวัติพระเกจิอาจารย์เก่าๆเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือในรายการสารคดี แผ่นซีดีที่ไหนสักแห่งจัดทำขึ้นเพื่อจำหน่ายและร่วมอนุโมทนาบุญ  จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยรื้อหนังสือนิตยสารพระอย่างโลกทิพย์ ,คนเหนือโลก ,โลกลี้ลับหรืออะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่พ่อมักรับไว้ทุกเดือนจนเต็มตู้ หนังสือ เรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ หรือที่เรียกติดปากว่าหลวงปู่มั่น กับเส้นทางและสถานที่ธุดงค์ในอดีตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในเรื่องราวปาฏิหาริย์ในยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเช่นทุกวัน คงไม่ต้องกล่าวถึงไฟฟ้าหรือโทรศัพท์ ในช่วงก่อนสิ้นอายุขัยของท่านเมื่อ
64 ปีที่ผ่านมา

          โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีสัมผัสพิเศษหรือญาณทิพย์อะไร หากเชื่อว่าเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ สัมผัสรู้ถึงโลกทิพย์ต่างมิตินั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสรู้ได้เฉพาะบุคคล ในยุคที่น้ำไหลไฟสว่าง หากไปพูดคุยกับคนรุ่นใหม่บางคนเขาอาจรู้สึกขำ เมื่อเราพูดถึงเทพเทวดา ผี สางนางไม้ จึงคิดว่าค่อนข้างเสียเวลาเปล่าที่เราจะหยิบยกเหตุผลมายืนยันความมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ ผมจึงค่อนข้างระมัดระวังเมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และมักเลือกพูดคุยกับคนที่เปิดรับเรื่องนี้ได้ โอกาสดีที่ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศได้ขอตัวผม ผ่านทางภรรยาซึ่งทำงานอยู่ที่นั้น ให้ช่วยดูแลนำคณะชาวอินเดียจากรัฐอัสสัมไปวัดหลวงปู่มั่นที่จังหวัดสกลนคร  เบื้องต้นทราบข้อมูลเพียงว่าเป็นคณะของ “คุณงียอด เวียงแก่น” ซึ่งเป็นชาวอินเดียเชื้อสายไทพาเก หนึ่งในชนเผ่าที่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมตระกูลชานไตในรัฐอัสสัมดินแดนรอยต่อกับพม่า ภูฐาน สิขิม เนปาลและดินแดนที่มีชื่อว่าอรุณจันทร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เหตุผลประการสำคัญที่ผมต้องรับหน้าที่นี้มีด้วยกัน 2 อย่าง หนึ่งคือน้ำใจของหมอต้อม ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศที่ให้ความช่วยเหลือในความเป็นเครือข่ายกิจกรรมมาโดยตลอด สองคือคราวที่หมอต้อมและคุณเบญจวรรณ บุญเผือก(ภรรยาของผม)เดินทางไปนำเสนองานวิชาการด้านสมุนไพรนานาชาติ  เคยลงพื้นที่ในชุมชนของคุณงียอดในรัฐอัสสัม คุณงียอดให้สถานที่พักและการต้อนรับอย่างเต็มที่  ภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้จึงรับไว้อย่างเต็มใจ และอาจมีอีกหนึ่งเหตุผลส่วนตัวลึกๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ผมเคยรู้ประวัติหลวงปู่มั่นมาบาง เคยได้ยินชื่อเสียงและสถานที่มานาน แล้วตั้งใจว่าต้องหาโอกาสไปเยือนสักครั้งในชีวิต

          คณะของเรารวมทั้งหมด 5 ชีวิต คือคุณดอยพนักงานขับรถของมูลนิธิ พระภิกษุชาวอัสสัม 2 รูป คุณงียอด และตัวผมเอง ในตอนแรกผมไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้มากนัก รู้คร่าวๆเพียงว่า เราต้องเดินทางไปจังหวัดสกลนครในเช้าวันที่ 20 พฤจิกายน 2556 นี้ โดยผมไม่รู้เลยว่าวัดป่าที่จะไปตั้งอยู่ที่ใด?ในจังหวัดสกลนคร ก็ไม่รู้ว่าวัดชื่ออะไร? คณะจากอินเดียไปวัดหลวงปู่มั่นทำไม? เจ้าอาวาสจะอยู่ไหม? แล้วพวกเขาจะไปพบเจ้าอาวาสทำไม? เรามีการเตรียมการล่วงหน้า 1 วันโดยคุณดอยแวะมาพูดนัดหมายก่อนการเดินทาง เช้าวันที่ 20 คุณดอยมารับผมราว 6 โมงครึ่งออกรถไปรับคณะที่ อาคารเปรมสุขในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ เราคุยกันถึงเรื่องอาหารมื้อเช้าอย่างกังวลใจว่าพระทั้งสองสามารถรับประทานเกาเหลาเลือดหมูที่ร้านข้างสถานีรถไฟได้ไหม แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี สังเกตว่าคุณดอยมีความทะมัดทะแมง และรอบคอบตรวจตรารถก่อนเดินทางไกล

          สำหรับคุณดอยนั้นผมเคยรู้จักมาก่อนนี้แล้ว จึงทักทายปราศรัยกันอย่างสนิทสนม ส่วนการทำความรู้จักคุณงียอด และพระทั้งสองรูป ผมใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงป่าตองภูเก็ตรู้เรื่อง พระรูปแรกยิ้มกว้างหน้าตาคล้ายคนไทยชื่อเรวัตตะ ท่านบอกว่าเป็นชื่อของพระสารีบุตรสมัยเด็ก องค์ที่สองมีหน้าตาละม้ายจีนหรือธิเบตมากกว่าอินเดีย ถ้าใครไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าท่านเป็นหลวงจีนมาจากไต้หวัน แรกๆท่านไม่ค่อยยิ้ม แต่พอผ่านไปจึงพบว่าท่านอ่อนโยน มีอารมณ์ขัน และชอบทำท่าทางในทันทีเมื่อกล้องจับภาพ ภาษาอินเดียเรียกพระว่าภิกขุหรือภันเต ทราบความหมายภายหลังภันเตแปลว่าผู้เจริญ ส่วนภิกขุนั้นเคยรู้มาก่อนแล้วว่าแปลว่า “ผู้ขอ” เมื่อรับประทานอาหาร จัดข้าวของตรวจตราสภาพรถเรียบร้อยแล้ว  คุณดอยจึงขับรถตู้พาพวกเราข้ามเทือกเขาใหญ่ทางเส้นทางทับลาน ประเด็นพูดคุยบนรถตู้ที่ผมพยายามหยิบโยงเข้าสู่เรื่องราวของหลวงปู่มั่น เริ่มจากแผ่นป้ายไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราช จากปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์ไทย สู่การต่อสู้ทางการเมือง พรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยกับศาสนาพุทธแบบไทยๆ สุดที่คำว่า “ภูริทัตโต”ซึ่งเป็นชื่อของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่เสวยชาติเป็นพญานาค ภิกขุปัญญาศิริแสดงอาการสนใจยืดตัวตรงจากพนักเก้าอี้ที่ปรับเอนแล้วกล่าวคาถาภาษาบาลีได้น่าฟัง บทพระคาถาจับใจความได้นิดหนึ่งว่าเกี่ยวกับการรักษาศีลของพระโพธิสัตว์ภูริทัตตะ และบั้งไฟพระยานาค ผมเล่าต่อถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับลูกไฟวันออกพรรษาที่แม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่ทั้งสามให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะคุณงียอดถึงขนาดตื่นตั้งแต่ตีสี่ในวันรุ่งมาบอกผมว่า อยากให้เปลี่ยนแผนออกเดินทางไปดูจุดที่เกิดบั้งไฟพระยานาค แต่ผมกับคุณดอยพยายามอธิบายเส้นทางว่ามันไกลมาก และที่สำคัญคือเรานัดทางวัดไว้แล้วว่าจะไปร่วมเดินบิณฑบาตกันกับคณะพระที่วัด

          คณะของเรามาถึงวัดวัดป่าภูริทัตตถิราวาสค่ำร่ำไร คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางเข้ามาในภาคอิสานแบบลึกๆ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสิน ก่อนถึงจังหวัดสกลนครปลายทาง การเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง วัดป่าภูริทัตตถิราวาส ตั้งอยู่บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร บรรยากาศที่เงียบจนผมรู้สึกเกรงใจเข้ามาของคณะโดยเสียงรถตู้อาจทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบนี้เสีย เมื่อรถจอดพวกเราลงรถจึงพบว่า สิ่งที่ทั้งสามได้ปฏิบัติซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ชาวไทพาเกมีศรัทธาและวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ทั้งพระและฆาราวาสถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าไปในเขตกุฎิพระอาจารย์มั่น พวกเราถอดรองเท้าตามชาวไทพาเกเดินไปกราบกุฏิที่มีป้ายบอกชื่อว่ากุฏิหลวงปู่มั่น ภาพกุฏิหลวงปู่มั่นที่เคยเห็นชาวเฟสบุ๊คโพสรูป เมื่อได้มาสัมผัสสถานที่จริง ความรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก ความสงบเงียบของบรรยากาศโดยรอบ มีเพียงเสียงแมลงเรไรยามค่ำเท่านั้นกระมัง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของผมคือความรู้สึกศรัทธา กุฎิหลวงปู่มั่นเป็นเรือนไม้ยกพื้นหลังคาปั้นหยามีชานยื่นออกมาเล็กน้อยระเบียงโล่งสังเกตว่าบนเรือนมีห้องเล็กๆห้องหนึ่ง แล้วความรู้สึกสะท้อนใจก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่ เมื่อเข้าใจได้ว่ากฎธรรมชาติ หรือไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ในยุคที่เราเดินทางอย่างรวดเร็ว หากเปรียบเทียบกับยุคของหลวงปู่ที่เดินเท้ารอนแรมกลางป่า นี้กระมังที่เป็นคุณค่าของการอนุรักษ์ แม้สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่บทเรียนจากอดีตที่คนรุ่นสร้างไว้นั้น เป็นคุณค่าที่เตือนให้เราเข้าใจที่จะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุขขึ้นและพร้อมเผชิญหน้ากับอนาคตอย่างไม่ประมาทขึ้น หลังจากคณะกราบไหว้เสร็จแล้วบรรยากาศมืดอย่างรวดเร็วในช่วงรอยต่อพลบค่ำ พวกเรารีบเดินตามแสงไฟนีออนจากกุฏิที่อยู่ถัดไป ร้องถามว่า “มีใครอยู่รึเปล่า” มีชายหัวโล้นในชุดขาวแบบชุดนาคเตรียมบวชโผล่ร่างออกมา ดูรูปร่างยังเป็นวัยรุ่น เมื่อบอกที่มาที่ไปเขาก็นำเราไปหาเจ้าอาวาส
          เมื่อไปถึงกุฏิท่านเจ้าอาวาส ผมจึงพอจับต้นชนปลายได้ถึงเส้นทางที่ไปที่มาของคณะชาวไทพาเกในครั้งนี้ เมื่อเข้าพบเจ้าอาวาส พระอาจารย์พยูง ชวนปัญโญ ชื่อชั้นยศตามตำแหน่งทางสงฆ์คือพระครูสุทธธรรมมาภรณ์  พวกเราแนะนำตัว ผมเป็นล่ามจำเป็นให้ พระอาจารย์พยูงจำคุณงียอดได้ โดยผมในฐานะล่ามจำเป็นต้องนำเรียนเรื่องการเดินทางมาครั้งนี้ เรื่องราวของคณะสงฆ์จากเมืองไทยที่อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานในประเทศอินเดีย พระมุตโตทัยสยามเป็นชื่อพระพุทธรูปที่ทางวัดได้หล่อขึ้นจัดทำพิธีพุทธาภิเษกแล้วนำไปมอบให้วัดพุทธในประเทศอินเดีย คำว่า”มุตโตทัย”เป็นเสมือนคำเฉพาะของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จากเนื้อหาในหนังสือที่ทางวัดจัดทำขึ้น ให้ความหมายไว้ว่า สมัยพระอาจารย์มั่นได้แสดงโอวาท ณ วัดธรรมเจดีย์ ในคราวนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท)ได้กล่าวสัมโมทนียคาถา ชมเชยพระอาจารย์มั่นว่า ท่านแสดงธรรมด้วย “มุตโตทัย” ต่อมาภายหลังเมื่อศิษยานุศิษย์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกการแสดงธรรมของท่านจึงบันทึกหนังสือธรรมบทนี้ว่า “มุตโตทัย”  โดยคำว่า“ทัย”แปลว่าให้ “มุตโต”แปลว่าพ้น รวมความหมายแปลว่า “ให้ทางพ้นทุกข์”นั้นเอง พระพุทธรูปมุตโตทัยสยาม จากประเทศไทยที่มอบไปยังประเทศอินเดียนั้น ยังเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีแด่พระเดชพระคุณหลวงปู่มั่นภูริทัตตโต และเพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

           เราคุยกันสักครู่หนึ่งท่านเจ้าอาวาสจึงให้พระลูกวัดนำเราไปหาที่นอน ทางวัดจัดให้พวกเรานอนกันที่ศาลาพักหลังเก่า มีป้ายเก่าเขียนว่าศาลาพักอาคันตุกะที่มาเยี่ยมวัด เป็นเรือนไม้ยกพื้น มีรูปปั้นหลวงปู่มั่นและหลวงปู่ฝั้น กับโต๊ะหมู่พระพุทธรูปตั้งอยู่เรือนไม้มีพื้นสองระดับเราจัดให้พระทั้งสองงรูปนอนด้านบน คณะของเราทยอยอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัว ผมสังเกตว่าคุณงียอดอาบน้ำเสร็จก็นั่งนับลูกประคำอยู่ในมุ้ง ผมถือโอกาสเดินเล่นบริเวณรอบๆวัด วัดป่าแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่ๆหลายต้น มีต้นหนึ่งตรงบริเวณใกล้ที่จอดรถ ซึ่งโดยปกติผมชอบต้นไม้ และด้วยที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกมาว่าหากเราเปิดใจจริงๆ เราจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ได้ ต้นไม้ต้นนี้ขนาด 2คนโอบ เปลือกของต้นสีน้ำตาลนวลสว่าง ร่องรอยของเปลือกไม้เป็นแผ่นคล้ายผืนดินนาหน้าแหล่งแผ่น ผมลองเพ่งอยู่นานๆ ตาค่อยๆลายมองเห็นเป็นใบหน้าของผู้เฒ่าที่มีหนวดใส่หมวกแบบจีนอยู่ในต้นไม้  ตอนรุ่งเช้าไม่รู้จริงเท็จประการใดคุณดอยบอกว่าลุงในวัดคนหนึ่งบอกว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นที่หลวงปู่มั่นดูแลมาตั้งแต่ยังเล็กรดน้ำให้จนโตสูงใหญ่ ตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้นพบว่ามีขบวนมดป่าเดินเป็นทางมาตามลานทรายจากศาลาการเปรียญไต่ขึ้นไปบนต้นไม้
          เพียงคืนเดียวที่ได้มาที่นี่ผมใช้โอกาสในครั้งนี้ให้สัมผัสถึงความรู้สึกสงบมากที่สุด ตั้งใจพิจารณาลมหายใจแบบพื้นๆเท่าที่รู้มา  เดินไปรอบๆบริเวณวัดมีทางเดินเป็นลานทรายสบายเท้า ต้นไม้ครึ้ม แต่ก็ยังได้ยินเสียงรถแม็คโฮขุดดินกับเสียงมอเตอร์ไซค์แว่วอยู่ไกลๆ คล้ายบอกว่านั้นคือสัญลักษณ์ของความวุ่นวายจากโลกภายนอก ความคิดที่ติดกับอดีตของผมเองมันทำงานเปรียบเทียบกันทุกครั้ง ระหว่างความเป็นปัจจุบันกับร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แน่นอนว่านั้นคือผลของการตระหนักในคุณค่าที่ไม่มีทางสัมผัสได้ ในยุคที่พระอาจารย์มั่นเดินเท้า แน่นอนว่าในยุคนั้นก็ไม่มีถนนหนทางหรือรถตู้เช่นยุคปัจจุบันแน่ๆ ในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ความรู้อันแสดงถึงความชานฉลาดของยุคสมัย แต่แล้วความสัมผัสอันเป็นทิพย์อย่างผู้คนยุคก่อนสัมผัสนั้นหายไป ยุคของพวกเราคล้ายเป็นจินตนาการแห่งสวรรค์บันดาลของคนยุคก่อน ผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนคงจินตนาการได้ถึงดินแดนที่เดินทางได้อย่างรวดเร็ว พูดคุยถึงกันได้แม้อยู่ห่างไกลกัน สัมผัสกันด้วยภาพและเสียง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ปรับอากาศให้ร้อนเย็นได้ตามความต้องการ อาหารการกินที่ปรุงได้ง่ายรวดเร็วเหลือเฟือย ในที่สุดคนเราก็มักหาคำตอบในคำถามพื้นๆไม่ได้ว่า เราต่างดิ้นรนไปเพื่ออะไรกัน

          การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ผมรู้สึกภูมิใจที่ประสานให้พระจากรัฐอ้สสัม ประเทศอินเดียได้เดินบิณฑบาตร่วมขบวนกับพระที่วัดภูริทัตตธิราวาส คณะพวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดทยอยล้างหน้าแปรงฟัน ผมรู้สึกแปลกใจที่คุณงียอดบอกว่า ถ้าเป็นไปได้คณะอยากไปดูสถานที่เกิดบั้งไฟพระยานาคมากกว่า เช่นเดียวกับ ภิกขุปัญญาศิริที่บอกว่าเขาเคยอ่านหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ท่านภาวนาอยู่ในถ้ำ ต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว พวกยักษ์หรือพระยานาค แล้วก็อยากไปดูถ้ำของพระอาจารย์มั่นด้วย ท่านยังสงสัยว่าทำไมที่นี่ไม่มีถ้ำ ออกอาการคล้ายเสียดาย แต่นั้นคือข้อเสนอที่ผมกับคุณดอยค่อนข้างหนักใจเนื่องจากเวลาเรามีน้อย อีกทั้งคณะเรานัดกับทางวัดไว้แล้วว่าจะร่วมเดินบิณฑบาต คุณดอยเอาแผนที่มากางให้คณะได้ดู เพื่อให้พวกเราทั้งหมดได้เข้าใจ เห็นว่าระยะทางจากที่นี่ไปอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคายนั้นอีก 400 กิโลเมตร ผมจึงพยายามอธิบายจนคณะเข้าใจว่าเราจะเสียเวลามากๆและอาจตกเครื่อง  จึงได้ข้อสรุปตกลงว่าเราไปร่วมเดินบิณฑบาต โดยทางวัดได้จัดเตรียมบาตรไว้ 2 บาตร มีพระพี่เลี้ยงแสดงวิธีจัดบาตร  เมื่อแสงตอนเช้าส่องได้ที่ พวกเราจึงเดินเพื่อไปตั้งขบวนที่ทางเข้าหมู่บ้าน ผมถอดรองเท้าเดินตามแบบคุณงียอด สองข้างทางเป็นทุ่งนาช่วงฤดูเกี่ยวข้าว มีกองฟางอยู่ในทุ่งหน้า ต้นข้าวแห้งเป็นสีเหลืองสว่างตาเมื่อต้องแสงยามเช้า บรรดาพระ 24 รูปตั้งขบวนที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อพร้อมแล้วจึงออกเดินอย่างเป็นระเบียบและสงบ ชาวบ้านตั้งขบวนกันอยู่จุดเดียว จึงใช้เวลาไม่มาก ชาวบ้านหนองผือยังใสบาตรทุกเช้า บางบ้านมีเรือนไม้ขนาดประมาณตู้กับข้าวยกพื้นสูงตั้งไว้หน้าบ้านสำหรับวางปิ่นโตและของใส่บาตร ทราบมาว่าทางหมู่บ้านและวัดพึ่งจัดพิธีฉลองครบรอบวันละสังขารหลวงปู่มั่น แม้หลวงปู่มั่นละสังขารไปครบ 64 ก่อนเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา เท่าที่สังเกตดูคุณงี่ยอดประทับใจในกิจกรรมยามเช้าครั้งนี้มาก เดินเท่าเปล่าตามขบวนพระ ทักทายชาวบ้านซึ่งเป็นชาวภูไท ภาษาไทพาเกกับภาษาภูไทสื่อสารกันได้ เพียงไม่กี่นาทีที่พูดคุยกันชาวบ้านก็เปิดกระติบข้าวให้ล้วงข้าวเหนียวที่เหลือจากขึ้นมาชิม เราโชคดีที่ได้รับมิตรไมตรีจากชาวบ้านที่นี่ บางคนถามผมว่าเป็นนักข่าวมาจากช่องไหน จึงต้องอธิบายให้พอเข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และหนึ่งในนั้นคือลุงสมหมายที่ปั่นจักรยานมาจอดคุย เมื่อขบวนพระเดินกลับวัดไปแล้ว ลุงสมหมายชวนพวกเราไปบ้านเพื่อแวะดูพระธาตุที่แกสะสมไว้ ถือเป็นมิตรไมตรีที่ดีมากสำหรับผู้ที่พบกันเป็นครั้งแรก แล้วเชิญพวกเราเข้าไปชมห้องพระที่อยู่บนบ้านลึกถึงห้องนอน ลุงสมหมายเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่เกษียณอายุปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ในห้องพระมีพระเครื่องและพระพุทธรูปอยู่เกือบเต็มทุกด้าน  ระหว่างที่อัญเชิญพระเครื่องลงมาให้พวกเราชม กับอาการเร่งรีบของลุงสมหมายที่พูดสอนธรรมให้พวกเราฟัง ไม่รู้ว่าเป็นบาปหรือเปล่าที่ผมแอบขำแกมหมั่นไส้ลุงเขาอยู่ในใจ เนื่องจากเวลามีจำกัด จึงขอบอกขอบใจและหวังว่าหากมีโอกาสจะกลับมาขอชมพระธาตุอีกครั้ง

          ช่วงก่อนพระฉันเช้าทางพระอาจารย์พยุงได้กล่าวแนะนำคณะของพวกเรา คุณงียอดเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มอุบาสิกา หลายคนสนใจถามถึงพระมุตโตทัยสยามที่ส่งไปที่อินเดีย พวกเราร่วมรับประทานอาหารเช้ากับกลุ่มอุบาสิกาในวัด หลังจากนั้นจึงนั่งสนทนากับพระอาจารย์ เรื่องพระมุตโตทัยสยามที่ดำเนินการไปประดิษฐ์ฐาน ณ ประเทศอินเดีย ซึ่งคุณงียอดขอให้ผมช่วยนำเรียนหลวงพ่อพยุงเป็นภาษาไทยว่า พระพุทธรูปได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนที่ไปสักการะได้ฝากให้มาแสดงความซาบซึ้งใจกับคณะผู้จัดทำด้วย คุณงียอดมอบของที่เตรียมนำมาถวาย พระอาจารย์พยุงได้มอบพระและหนังสือให้คณะของเรานำไปแจกจ่ายด้วย เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยคุณงียอดเข้าไปขอบคุณบรรดาชาวบ้านที่กำลังล้างจาน ผมพบว่าคุณงียอดเขามีความคล่องแคล้วกระชับกระเฉ่งมาก ในการเคลื่อนไหวร่างกายยืนเดิน และดังที่ได้ทราบมาก่อนว่า เขาทำกิจกรรมเพื่อชุมชมที่เป็นประโยชน์ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและพระพุทธศาสนา หมู่บ้านไทพาเกในรัฐอัสสัม มีคนพุทธกลุ่มน้อยซึ่งอยู่ในพื้นที่รายล้อมด้วยชาวฮินดู มีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน เรื่องศาสนา และในความคิดของผมเท่าที่สังเกตเห็น เขาดูจะจัดการความทุกข์ใจระหว่างเรื่องงานกับการเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ค่อนข้างลงตัว

          รถตู้ออกจากวัดราวเก้าโมงครึ่ง ซึ่งเลยกำหนดการเดิมมากว่าชั่วโมง คนที่เหนื่อยที่สุดคือคุณดอยที่ขับรถให้เร็วขึ้นจากเช้าถึงดึก เราแวะสักการะพระธาตุพนมถ่ายรูปริมแม่น้ำโขงเพียงที่เดียว ที่เหลือคือสถานีน้ำมันและเติมแก๊ส ตลอดเส้นทางยอมรับว่าใจผมกังวลว่าว่าเราจะไปถึงทันเวลาหรือเปล่า ช่วงที่หวาดเสียวคือช่วงข้ามเขาใหญ่ในตอนค่ำ แล้วมีรถพ่วงและสิบล้อวิ่งบนถนนหลายคันที่คุณดอยขับแซงไป เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอย่างปลอดภัยพวกเรารีบช่วยกันจัดสัมภาระสวมกอดและนมัสการก่อนกล่าวคำลากัน

          มิตรภาพชั่วข้ามคืนกลับงดงามประหนึ่งญาติพี่น้อง หากคงเพราะความเป็นชาวพุทธหรือความเป็นเผ่าเชื้อไทยในต่างแดนที่ทำให้ผมสนใจและใส่ใจกับคณะที่เดินทางมาในครั้งนี้ ชาวพุทธเราเชื่อในเรื่องบุพเพหรือกรรมแต่ชาติปางก่อน การได้พบกันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญสำหรับคนเชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างผม ลึกๆแล้วผมเชื่ออีกว่าคนเราเกิดมามีหน้าที่ เช่นเรื่องราวการเสวยชาติต่างๆของพระโพธิสัตว์ล้วนมีหน้าที่ในการแสดงธรรมมะให้ประจักษ์แด่หมู่สัตว์ในชาตินั้นๆ สำหรับปุถุชนอย่างผมนั้นคงเป็นหน้าที่ในส่วนเล็กเท่าที่ได้เชื่อมต่อผู้คนให้ได้พบเจอกัน  และในปมลึกๆคือการเดินทางไปตามเรื่องราวที่ค้างงัดด้วยเหตุผลในระหว่างศรัทธาความเชื่อ อิทธิปาฏิหาริย์ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในหัวสมองอันตื้นเขลาเบาปัญญาของตัวเอง กับคำถามและปริศนาของผู้คนยุคก่อนเก่า ผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้น มีกำลังใจสูงส่ง กำลังกายที่เข้มแข็ง ความเพียรอันแก่กล้า การเดินทางจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ทุกครั้งสำหรับผมและสำหรับคำถามนั้นคำตอบอาจไม่จำเป็นต้องเฉลยในตอนนี้ ก็ได้.

 

ด้วยจิตคารวะ
นวพล ลีนิน
22 พ.ย. 2556

 

                                           


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.         


          เรามักได้ไปในสถานที่ที่เรานึกถึงอยู่เสมอ นั้นเป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกประทับใจ เมื่อมีโอกาสได้ไป “วัดป่าหนองผือ” อย่างไม่คาดคิดและเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก กับเรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งที่จาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เส้นทางธุดงค์ผ่านป่าถ้ำลำไพร ซึ่งเราอาจเคยอ่านพบตามหนังสือประวัติพระเกจิอาจารย์เก่าๆเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือในรายการสารคดี แผ่นซีดีที่ไหนสักแห่งจัดทำขึ้นเพื่อจำหน่ายและร่วมอนุโมทนาบุญ  จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยรื้อหนังสือนิตยสารพระอย่างโลกทิพย์ ,คนเหนือโลก ,โลกลี้ลับหรืออะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่พ่อมักรับไว้ทุกเดือนจนเต็มตู้ หนังสือ เรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ หรือที่เรียกติดปากว่าหลวงปู่มั่น กับเส้นทางและสถานที่ธุดงค์ในอดีตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในเรื่องราวปาฏิหาริย์ในยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเช่นทุกวัน คงไม่ต้องกล่าวถึงไฟฟ้าหรือโทรศัพท์ ในช่วงก่อนสิ้นอายุขัยของท่านเมื่อ
64 ปีที่ผ่านมา

          โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีสัมผัสพิเศษหรือญาณทิพย์อะไร หากเชื่อว่าเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ สัมผัสรู้ถึงโลกทิพย์ต่างมิตินั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสรู้ได้เฉพาะบุคคล ในยุคที่น้ำไหลไฟสว่าง หากไปพูดคุยกับคนรุ่นใหม่บางคนเขาอาจรู้สึกขำ เมื่อเราพูดถึงเทพเทวดา ผี สางนางไม้ จึงคิดว่าค่อนข้างเสียเวลาเปล่าที่เราจะหยิบยกเหตุผลมายืนยันความมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ ผมจึงค่อนข้างระมัดระวังเมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และมักเลือกพูดคุยกับคนที่เปิดรับเรื่องนี้ได้ โอกาสดีที่ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศได้ขอตัวผม ผ่านทางภรรยาซึ่งทำงานอยู่ที่นั้น ให้ช่วยดูแลนำคณะชาวอินเดียจากรัฐอัสสัมไปวัดหลวงปู่มั่นที่จังหวัดสกลนคร  เบื้องต้นทราบข้อมูลเพียงว่าเป็นคณะของ “คุณงียอด เวียงแก่น” ซึ่งเป็นชาวอินเดียเชื้อสายไทพาเก หนึ่งในชนเผ่าที่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมตระกูลชานไตในรัฐอัสสัมดินแดนรอยต่อกับพม่า ภูฐาน สิขิม เนปาลและดินแดนที่มีชื่อว่าอรุณจันทร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เหตุผลประการสำคัญที่ผมต้องรับหน้าที่นี้มีด้วยกัน 2 อย่าง หนึ่งคือน้ำใจของหมอต้อม ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศที่ให้ความช่วยเหลือในความเป็นเครือข่ายกิจกรรมมาโดยตลอด สองคือคราวที่หมอต้อมและคุณเบญจวรรณ บุญเผือก(ภรรยาของผม)เดินทางไปนำเสนองานวิชาการด้านสมุนไพรนานาชาติ  เคยลงพื้นที่ในชุมชนของคุณงียอดในรัฐอัสสัม คุณงียอดให้สถานที่พักและการต้อนรับอย่างเต็มที่  ภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้จึงรับไว้อย่างเต็มใจ และอาจมีอีกหนึ่งเหตุผลส่วนตัวลึกๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ผมเคยรู้ประวัติหลวงปู่มั่นมาบาง เคยได้ยินชื่อเสียงและสถานที่มานาน แล้วตั้งใจว่าต้องหาโอกาสไปเยือนสักครั้งในชีวิต

          คณะของเรารวมทั้งหมด 5 ชีวิต คือคุณดอยพนักงานขับรถของมูลนิธิ พระภิกษุชาวอัสสัม 2 รูป คุณงียอด และตัวผมเอง ในตอนแรกผมไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้มากนัก รู้คร่าวๆเพียงว่า เราต้องเดินทางไปจังหวัดสกลนครในเช้าวันที่ 20 พฤจิกายน 2556 นี้ โดยผมไม่รู้เลยว่าวัดป่าที่จะไปตั้งอยู่ที่ใด?ในจังหวัดสกลนคร ก็ไม่รู้ว่าวัดชื่ออะไร? คณะจากอินเดียไปวัดหลวงปู่มั่นทำไม? เจ้าอาวาสจะอยู่ไหม? แล้วพวกเขาจะไปพบเจ้าอาวาสทำไม? เรามีการเตรียมการล่วงหน้า 1 วันโดยคุณดอยแวะมาพูดนัดหมายก่อนการเดินทาง เช้าวันที่ 20 คุณดอยมารับผมราว 6 โมงครึ่งออกรถไปรับคณะที่ อาคารเปรมสุขในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ เราคุยกันถึงเรื่องอาหารมื้อเช้าอย่างกังวลใจว่าพระทั้งสองสามารถรับประทานเกาเหลาเลือดหมูที่ร้านข้างสถานีรถไฟได้ไหม แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี สังเกตว่าคุณดอยมีความทะมัดทะแมง และรอบคอบตรวจตรารถก่อนเดินทางไกล

          สำหรับคุณดอยนั้นผมเคยรู้จักมาก่อนนี้แล้ว จึงทักทายปราศรัยกันอย่างสนิทสนม ส่วนการทำความรู้จักคุณงียอด และพระทั้งสองรูป ผมใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงป่าตองภูเก็ตรู้เรื่อง พระรูปแรกยิ้มกว้างหน้าตาคล้ายคนไทยชื่อเรวัตตะ ท่านบอกว่าเป็นชื่อของพระสารีบุตรสมัยเด็ก องค์ที่สองมีหน้าตาละม้ายจีนหรือธิเบตมากกว่าอินเดีย ถ้าใครไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าท่านเป็นหลวงจีนมาจากไต้หวัน แรกๆท่านไม่ค่อยยิ้ม แต่พอผ่านไปจึงพบว่าท่านอ่อนโยน มีอารมณ์ขัน และชอบทำท่าทางในทันทีเมื่อกล้องจับภาพ ภาษาอินเดียเรียกพระว่าภิกขุหรือภันเต ทราบความหมายภายหลังภันเตแปลว่าผู้เจริญ ส่วนภิกขุนั้นเคยรู้มาก่อนแล้วว่าแปลว่า “ผู้ขอ” เมื่อรับประทานอาหาร จัดข้าวของตรวจตราสภาพรถเรียบร้อยแล้ว  คุณดอยจึงขับรถตู้พาพวกเราข้ามเทือกเขาใหญ่ทางเส้นทางทับลาน ประเด็นพูดคุยบนรถตู้ที่ผมพยายามหยิบโยงเข้าสู่เรื่องราวของหลวงปู่มั่น เริ่มจากแผ่นป้ายไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราช จากปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์ไทย สู่การต่อสู้ทางการเมือง พรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยกับศาสนาพุทธแบบไทยๆ สุดที่คำว่า “ภูริทัตโต”ซึ่งเป็นชื่อของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่เสวยชาติเป็นพญานาค ภิกขุปัญญาศิริแสดงอาการสนใจยืดตัวตรงจากพนักเก้าอี้ที่ปรับเอนแล้วกล่าวคาถาภาษาบาลีได้น่าฟัง บทพระคาถาจับใจความได้นิดหนึ่งว่าเกี่ยวกับการรักษาศีลของพระโพธิสัตว์ภูริทัตตะ และบั้งไฟพระยานาค ผมเล่าต่อถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับลูกไฟวันออกพรรษาที่แม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่ทั้งสามให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะคุณงียอดถึงขนาดตื่นตั้งแต่ตีสี่ในวันรุ่งมาบอกผมว่า อยากให้เปลี่ยนแผนออกเดินทางไปดูจุดที่เกิดบั้งไฟพระยานาค แต่ผมกับคุณดอยพยายามอธิบายเส้นทางว่ามันไกลมาก และที่สำคัญคือเรานัดทางวัดไว้แล้วว่าจะไปร่วมเดินบิณฑบาตกันกับคณะพระที่วัด

          คณะของเรามาถึงวัดวัดป่าภูริทัตตถิราวาสค่ำร่ำไร คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางเข้ามาในภาคอิสานแบบลึกๆ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสิน ก่อนถึงจังหวัดสกลนครปลายทาง การเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง วัดป่าภูริทัตตถิราวาส ตั้งอยู่บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร บรรยากาศที่เงียบจนผมรู้สึกเกรงใจเข้ามาของคณะโดยเสียงรถตู้อาจทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบนี้เสีย เมื่อรถจอดพวกเราลงรถจึงพบว่า สิ่งที่ทั้งสามได้ปฏิบัติซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ชาวไทพาเกมีศรัทธาและวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ทั้งพระและฆาราวาสถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าไปในเขตกุฎิพระอาจารย์มั่น พวกเราถอดรองเท้าตามชาวไทพาเกเดินไปกราบกุฏิที่มีป้ายบอกชื่อว่ากุฏิหลวงปู่มั่น ภาพกุฏิหลวงปู่มั่นที่เคยเห็นชาวเฟสบุ๊คโพสรูป เมื่อได้มาสัมผัสสถานที่จริง ความรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก ความสงบเงียบของบรรยากาศโดยรอบ มีเพียงเสียงแมลงเรไรยามค่ำเท่านั้นกระมัง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของผมคือความรู้สึกศรัทธา กุฎิหลวงปู่มั่นเป็นเรือนไม้ยกพื้นหลังคาปั้นหยามีชานยื่นออกมาเล็กน้อยระเบียงโล่งสังเกตว่าบนเรือนมีห้องเล็กๆห้องหนึ่ง แล้วความรู้สึกสะท้อนใจก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่ เมื่อเข้าใจได้ว่ากฎธรรมชาติ หรือไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ในยุคที่เราเดินทางอย่างรวดเร็ว หากเปรียบเทียบกับยุคของหลวงปู่ที่เดินเท้ารอนแรมกลางป่า นี้กระมังที่เป็นคุณค่าของการอนุรักษ์ แม้สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่บทเรียนจากอดีตที่คนรุ่นสร้างไว้นั้น เป็นคุณค่าที่เตือนให้เราเข้าใจที่จะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุขขึ้นและพร้อมเผชิญหน้ากับอนาคตอย่างไม่ประมาทขึ้น หลังจากคณะกราบไหว้เสร็จแล้วบรรยากาศมืดอย่างรวดเร็วในช่วงรอยต่อพลบค่ำ พวกเรารีบเดินตามแสงไฟนีออนจากกุฏิที่อยู่ถัดไป ร้องถามว่า “มีใครอยู่รึเปล่า” มีชายหัวโล้นในชุดขาวแบบชุดนาคเตรียมบวชโผล่ร่างออกมา ดูรูปร่างยังเป็นวัยรุ่น เมื่อบอกที่มาที่ไปเขาก็นำเราไปหาเจ้าอาวาส
          เมื่อไปถึงกุฏิท่านเจ้าอาวาส ผมจึงพอจับต้นชนปลายได้ถึงเส้นทางที่ไปที่มาของคณะชาวไทพาเกในครั้งนี้ เมื่อเข้าพบเจ้าอาวาส พระอาจารย์พยูง ชวนปัญโญ ชื่อชั้นยศตามตำแหน่งทางสงฆ์คือพระครูสุทธธรรมมาภรณ์  พวกเราแนะนำตัว ผมเป็นล่ามจำเป็นให้ พระอาจารย์พยูงจำคุณงียอดได้ โดยผมในฐานะล่ามจำเป็นต้องนำเรียนเรื่องการเดินทางมาครั้งนี้ เรื่องราวของคณะสงฆ์จากเมืองไทยที่อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานในประเทศอินเดีย พระมุตโตทัยสยามเป็นชื่อพระพุทธรูปที่ทางวัดได้หล่อขึ้นจัดทำพิธีพุทธาภิเษกแล้วนำไปมอบให้วัดพุทธในประเทศอินเดีย คำว่า”มุตโตทัย”เป็นเสมือนคำเฉพาะของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จากเนื้อหาในหนังสือที่ทางวัดจัดทำขึ้น ให้ความหมายไว้ว่า สมัยพระอาจารย์มั่นได้แสดงโอวาท ณ วัดธรรมเจดีย์ ในคราวนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท)ได้กล่าวสัมโมทนียคาถา ชมเชยพระอาจารย์มั่นว่า ท่านแสดงธรรมด้วย “มุตโตทัย” ต่อมาภายหลังเมื่อศิษยานุศิษย์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกการแสดงธรรมของท่านจึงบันทึกหนังสือธรรมบทนี้ว่า “มุตโตทัย”  โดยคำว่า“ทัย”แปลว่าให้ “มุตโต”แปลว่าพ้น รวมความหมายแปลว่า “ให้ทางพ้นทุกข์”นั้นเอง พระพุทธรูปมุตโตทัยสยาม จากประเทศไทยที่มอบไปยังประเทศอินเดียนั้น ยังเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีแด่พระเดชพระคุณหลวงปู่มั่นภูริทัตตโต และเพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

           เราคุยกันสักครู่หนึ่งท่านเจ้าอาวาสจึงให้พระลูกวัดนำเราไปหาที่นอน ทางวัดจัดให้พวกเรานอนกันที่ศาลาพักหลังเก่า มีป้ายเก่าเขียนว่าศาลาพักอาคันตุกะที่มาเยี่ยมวัด เป็นเรือนไม้ยกพื้น มีรูปปั้นหลวงปู่มั่นและหลวงปู่ฝั้น กับโต๊ะหมู่พระพุทธรูปตั้งอยู่เรือนไม้มีพื้นสองระดับเราจัดให้พระทั้งสองงรูปนอนด้านบน คณะของเราทยอยอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัว ผมสังเกตว่าคุณงียอดอาบน้ำเสร็จก็นั่งนับลูกประคำอยู่ในมุ้ง ผมถือโอกาสเดินเล่นบริเวณรอบๆวัด วัดป่าแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่ๆหลายต้น มีต้นหนึ่งตรงบริเวณใกล้ที่จอดรถ ซึ่งโดยปกติผมชอบต้นไม้ และด้วยที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกมาว่าหากเราเปิดใจจริงๆ เราจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ได้ ต้นไม้ต้นนี้ขนาด 2คนโอบ เปลือกของต้นสีน้ำตาลนวลสว่าง ร่องรอยของเปลือกไม้เป็นแผ่นคล้ายผืนดินนาหน้าแหล่งแผ่น ผมลองเพ่งอยู่นานๆ ตาค่อยๆลายมองเห็นเป็นใบหน้าของผู้เฒ่าที่มีหนวดใส่หมวกแบบจีนอยู่ในต้นไม้  ตอนรุ่งเช้าไม่รู้จริงเท็จประการใดคุณดอยบอกว่าลุงในวัดคนหนึ่งบอกว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นที่หลวงปู่มั่นดูแลมาตั้งแต่ยังเล็กรดน้ำให้จนโตสูงใหญ่ ตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้นพบว่ามีขบวนมดป่าเดินเป็นทางมาตามลานทรายจากศาลาการเปรียญไต่ขึ้นไปบนต้นไม้
          เพียงคืนเดียวที่ได้มาที่นี่ผมใช้โอกาสในครั้งนี้ให้สัมผัสถึงความรู้สึกสงบมากที่สุด ตั้งใจพิจารณาลมหายใจแบบพื้นๆเท่าที่รู้มา  เดินไปรอบๆบริเวณวัดมีทางเดินเป็นลานทรายสบายเท้า ต้นไม้ครึ้ม แต่ก็ยังได้ยินเสียงรถแม็คโฮขุดดินกับเสียงมอเตอร์ไซค์แว่วอยู่ไกลๆ คล้ายบอกว่านั้นคือสัญลักษณ์ของความวุ่นวายจากโลกภายนอก ความคิดที่ติดกับอดีตของผมเองมันทำงานเปรียบเทียบกันทุกครั้ง ระหว่างความเป็นปัจจุบันกับร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แน่นอนว่านั้นคือผลของการตระหนักในคุณค่าที่ไม่มีทางสัมผัสได้ ในยุคที่พระอาจารย์มั่นเดินเท้า แน่นอนว่าในยุคนั้นก็ไม่มีถนนหนทางหรือรถตู้เช่นยุคปัจจุบันแน่ๆ ในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ความรู้อันแสดงถึงความชานฉลาดของยุคสมัย แต่แล้วความสัมผัสอันเป็นทิพย์อย่างผู้คนยุคก่อนสัมผัสนั้นหายไป ยุคของพวกเราคล้ายเป็นจินตนาการแห่งสวรรค์บันดาลของคนยุคก่อน ผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนคงจินตนาการได้ถึงดินแดนที่เดินทางได้อย่างรวดเร็ว พูดคุยถึงกันได้แม้อยู่ห่างไกลกัน สัมผัสกันด้วยภาพและเสียง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ปรับอากาศให้ร้อนเย็นได้ตามความต้องการ อาหารการกินที่ปรุงได้ง่ายรวดเร็วเหลือเฟือย ในที่สุดคนเราก็มักหาคำตอบในคำถามพื้นๆไม่ได้ว่า เราต่างดิ้นรนไปเพื่ออะไรกัน

          การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ผมรู้สึกภูมิใจที่ประสานให้พระจากรัฐอ้สสัม ประเทศอินเดียได้เดินบิณฑบาตร่วมขบวนกับพระที่วัดภูริทัตตธิราวาส คณะพวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดทยอยล้างหน้าแปรงฟัน ผมรู้สึกแปลกใจที่คุณงียอดบอกว่า ถ้าเป็นไปได้คณะอยากไปดูสถานที่เกิดบั้งไฟพระยานาคมากกว่า เช่นเดียวกับ ภิกขุปัญญาศิริที่บอกว่าเขาเคยอ่านหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ท่านภาวนาอยู่ในถ้ำ ต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว พวกยักษ์หรือพระยานาค แล้วก็อยากไปดูถ้ำของพระอาจารย์มั่นด้วย ท่านยังสงสัยว่าทำไมที่นี่ไม่มีถ้ำ ออกอาการคล้ายเสียดาย แต่นั้นคือข้อเสนอที่ผมกับคุณดอยค่อนข้างหนักใจเนื่องจากเวลาเรามีน้อย อีกทั้งคณะเรานัดกับทางวัดไว้แล้วว่าจะร่วมเดินบิณฑบาต คุณดอยเอาแผนที่มากางให้คณะได้ดู เพื่อให้พวกเราทั้งหมดได้เข้าใจ เห็นว่าระยะทางจากที่นี่ไปอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคายนั้นอีก 400 กิโลเมตร ผมจึงพยายามอธิบายจนคณะเข้าใจว่าเราจะเสียเวลามากๆและอาจตกเครื่อง  จึงได้ข้อสรุปตกลงว่าเราไปร่วมเดินบิณฑบาต โดยทางวัดได้จัดเตรียมบาตรไว้ 2 บาตร มีพระพี่เลี้ยงแสดงวิธีจัดบาตร  เมื่อแสงตอนเช้าส่องได้ที่ พวกเราจึงเดินเพื่อไปตั้งขบวนที่ทางเข้าหมู่บ้าน ผมถอดรองเท้าเดินตามแบบคุณงียอด สองข้างทางเป็นทุ่งนาช่วงฤดูเกี่ยวข้าว มีกองฟางอยู่ในทุ่งหน้า ต้นข้าวแห้งเป็นสีเหลืองสว่างตาเมื่อต้องแสงยามเช้า บรรดาพระ 24 รูปตั้งขบวนที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อพร้อมแล้วจึงออกเดินอย่างเป็นระเบียบและสงบ ชาวบ้านตั้งขบวนกันอยู่จุดเดียว จึงใช้เวลาไม่มาก ชาวบ้านหนองผือยังใสบาตรทุกเช้า บางบ้านมีเรือนไม้ขนาดประมาณตู้กับข้าวยกพื้นสูงตั้งไว้หน้าบ้านสำหรับวางปิ่นโตและของใส่บาตร ทราบมาว่าทางหมู่บ้านและวัดพึ่งจัดพิธีฉลองครบรอบวันละสังขารหลวงปู่มั่น แม้หลวงปู่มั่นละสังขารไปครบ 64 ก่อนเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา เท่าที่สังเกตดูคุณงี่ยอดประทับใจในกิจกรรมยามเช้าครั้งนี้มาก เดินเท่าเปล่าตามขบวนพระ ทักทายชาวบ้านซึ่งเป็นชาวภูไท ภาษาไทพาเกกับภาษาภูไทสื่อสารกันได้ เพียงไม่กี่นาทีที่พูดคุยกันชาวบ้านก็เปิดกระติบข้าวให้ล้วงข้าวเหนียวที่เหลือจากขึ้นมาชิม เราโชคดีที่ได้รับมิตรไมตรีจากชาวบ้านที่นี่ บางคนถามผมว่าเป็นนักข่าวมาจากช่องไหน จึงต้องอธิบายให้พอเข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และหนึ่งในนั้นคือลุงสมหมายที่ปั่นจักรยานมาจอดคุย เมื่อขบวนพระเดินกลับวัดไปแล้ว ลุงสมหมายชวนพวกเราไปบ้านเพื่อแวะดูพระธาตุที่แกสะสมไว้ ถือเป็นมิตรไมตรีที่ดีมากสำหรับผู้ที่พบกันเป็นครั้งแรก แล้วเชิญพวกเราเข้าไปชมห้องพระที่อยู่บนบ้านลึกถึงห้องนอน ลุงสมหมายเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่เกษียณอายุปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ในห้องพระมีพระเครื่องและพระพุทธรูปอยู่เกือบเต็มทุกด้าน  ระหว่างที่อัญเชิญพระเครื่องลงมาให้พวกเราชม กับอาการเร่งรีบของลุงสมหมายที่พูดสอนธรรมให้พวกเราฟัง ไม่รู้ว่าเป็นบาปหรือเปล่าที่ผมแอบขำแกมหมั่นไส้ลุงเขาอยู่ในใจ เนื่องจากเวลามีจำกัด จึงขอบอกขอบใจและหวังว่าหากมีโอกาสจะกลับมาขอชมพระธาตุอีกครั้ง

          ช่วงก่อนพระฉันเช้าทางพระอาจารย์พยุงได้กล่าวแนะนำคณะของพวกเรา คุณงียอดเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มอุบาสิกา หลายคนสนใจถามถึงพระมุตโตทัยสยามที่ส่งไปที่อินเดีย พวกเราร่วมรับประทานอาหารเช้ากับกลุ่มอุบาสิกาในวัด หลังจากนั้นจึงนั่งสนทนากับพระอาจารย์ เรื่องพระมุตโตทัยสยามที่ดำเนินการไปประดิษฐ์ฐาน ณ ประเทศอินเดีย ซึ่งคุณงียอดขอให้ผมช่วยนำเรียนหลวงพ่อพยุงเป็นภาษาไทยว่า พระพุทธรูปได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนที่ไปสักการะได้ฝากให้มาแสดงความซาบซึ้งใจกับคณะผู้จัดทำด้วย คุณงียอดมอบของที่เตรียมนำมาถวาย พระอาจารย์พยุงได้มอบพระและหนังสือให้คณะของเรานำไปแจกจ่ายด้วย เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยคุณงียอดเข้าไปขอบคุณบรรดาชาวบ้านที่กำลังล้างจาน ผมพบว่าคุณงียอดเขามีความคล่องแคล้วกระชับกระเฉ่งมาก ในการเคลื่อนไหวร่างกายยืนเดิน และดังที่ได้ทราบมาก่อนว่า เขาทำกิจกรรมเพื่อชุมชมที่เป็นประโยชน์ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและพระพุทธศาสนา หมู่บ้านไทพาเกในรัฐอัสสัม มีคนพุทธกลุ่มน้อยซึ่งอยู่ในพื้นที่รายล้อมด้วยชาวฮินดู มีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน เรื่องศาสนา และในความคิดของผมเท่าที่สังเกตเห็น เขาดูจะจัดการความทุกข์ใจระหว่างเรื่องงานกับการเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ค่อนข้างลงตัว

          รถตู้ออกจากวัดราวเก้าโมงครึ่ง ซึ่งเลยกำหนดการเดิมมากว่าชั่วโมง คนที่เหนื่อยที่สุดคือคุณดอยที่ขับรถให้เร็วขึ้นจากเช้าถึงดึก เราแวะสักการะพระธาตุพนมถ่ายรูปริมแม่น้ำโขงเพียงที่เดียว ที่เหลือคือสถานีน้ำมันและเติมแก๊ส ตลอดเส้นทางยอมรับว่าใจผมกังวลว่าว่าเราจะไปถึงทันเวลาหรือเปล่า ช่วงที่หวาดเสียวคือช่วงข้ามเขาใหญ่ในตอนค่ำ แล้วมีรถพ่วงและสิบล้อวิ่งบนถนนหลายคันที่คุณดอยขับแซงไป เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอย่างปลอดภัยพวกเรารีบช่วยกันจัดสัมภาระสวมกอดและนมัสการก่อนกล่าวคำลากัน

          มิตรภาพชั่วข้ามคืนกลับงดงามประหนึ่งญาติพี่น้อง หากคงเพราะความเป็นชาวพุทธหรือความเป็นเผ่าเชื้อไทยในต่างแดนที่ทำให้ผมสนใจและใส่ใจกับคณะที่เดินทางมาในครั้งนี้ ชาวพุทธเราเชื่อในเรื่องบุพเพหรือกรรมแต่ชาติปางก่อน การได้พบกันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญสำหรับคนเชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างผม ลึกๆแล้วผมเชื่ออีกว่าคนเราเกิดมามีหน้าที่ เช่นเรื่องราวการเสวยชาติต่างๆของพระโพธิสัตว์ล้วนมีหน้าที่ในการแสดงธรรมมะให้ประจักษ์แด่หมู่สัตว์ในชาตินั้นๆ สำหรับปุถุชนอย่างผมนั้นคงเป็นหน้าที่ในส่วนเล็กเท่าที่ได้เชื่อมต่อผู้คนให้ได้พบเจอกัน  และในปมลึกๆคือการเดินทางไปตามเรื่องราวที่ค้างงัดด้วยเหตุผลในระหว่างศรัทธาความเชื่อ อิทธิปาฏิหาริย์ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในหัวสมองอันตื้นเขลาเบาปัญญาของตัวเอง กับคำถามและปริศนาของผู้คนยุคก่อนเก่า ผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้น มีกำลังใจสูงส่ง กำลังกายที่เข้มแข็ง ความเพียรอันแก่กล้า การเดินทางจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ทุกครั้งสำหรับผมและสำหรับคำถามนั้นคำตอบอาจไม่จำเป็นต้องเฉลยในตอนนี้ ก็ได้.

 

ด้วยจิตคารวะ
นวพล ลีนิน
22 พ.ย. 2556

 

                                           


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.


นำคณะชาวไทพาเกตามรอยหลวงปู่มั่น.         


          เรามักได้ไปในสถานที่ที่เรานึกถึงอยู่เสมอ นั้นเป็นความคิดที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกประทับใจ เมื่อมีโอกาสได้ไป “วัดป่าหนองผือ” อย่างไม่คาดคิดและเรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก กับเรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งที่จาริกไปยังสถานที่ต่างๆ เส้นทางธุดงค์ผ่านป่าถ้ำลำไพร ซึ่งเราอาจเคยอ่านพบตามหนังสือประวัติพระเกจิอาจารย์เก่าๆเล่มใดเล่มหนึ่ง หรือในรายการสารคดี แผ่นซีดีที่ไหนสักแห่งจัดทำขึ้นเพื่อจำหน่ายและร่วมอนุโมทนาบุญ  จำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเคยรื้อหนังสือนิตยสารพระอย่างโลกทิพย์ ,คนเหนือโลก ,โลกลี้ลับหรืออะไรประมาณนี้ ซึ่งเป็นหนังสือที่พ่อมักรับไว้ทุกเดือนจนเต็มตู้ หนังสือ เรื่องราวของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ หรือที่เรียกติดปากว่าหลวงปู่มั่น กับเส้นทางและสถานที่ธุดงค์ในอดีตที่เต็มไปด้วยอุปสรรคในเรื่องราวปาฏิหาริย์ในยุคที่ถนนหนทางยังไม่สะดวกสบายเช่นทุกวัน คงไม่ต้องกล่าวถึงไฟฟ้าหรือโทรศัพท์ ในช่วงก่อนสิ้นอายุขัยของท่านเมื่อ
64 ปีที่ผ่านมา

          โดยส่วนตัวผมไม่ได้มีสัมผัสพิเศษหรือญาณทิพย์อะไร หากเชื่อว่าเรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ สัมผัสรู้ถึงโลกทิพย์ต่างมิตินั้น เป็นเรื่องที่สัมผัสรู้ได้เฉพาะบุคคล ในยุคที่น้ำไหลไฟสว่าง หากไปพูดคุยกับคนรุ่นใหม่บางคนเขาอาจรู้สึกขำ เมื่อเราพูดถึงเทพเทวดา ผี สางนางไม้ จึงคิดว่าค่อนข้างเสียเวลาเปล่าที่เราจะหยิบยกเหตุผลมายืนยันความมีอยู่ของเรื่องราวเหล่านี้ ผมจึงค่อนข้างระมัดระวังเมื่อพูดถึงเรื่องเหล่านี้ และมักเลือกพูดคุยกับคนที่เปิดรับเรื่องนี้ได้ โอกาสดีที่ทางมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศได้ขอตัวผม ผ่านทางภรรยาซึ่งทำงานอยู่ที่นั้น ให้ช่วยดูแลนำคณะชาวอินเดียจากรัฐอัสสัมไปวัดหลวงปู่มั่นที่จังหวัดสกลนคร  เบื้องต้นทราบข้อมูลเพียงว่าเป็นคณะของ “คุณงียอด เวียงแก่น” ซึ่งเป็นชาวอินเดียเชื้อสายไทพาเก หนึ่งในชนเผ่าที่พูดภาษาและมีวัฒนธรรมตระกูลชานไตในรัฐอัสสัมดินแดนรอยต่อกับพม่า ภูฐาน สิขิม เนปาลและดินแดนที่มีชื่อว่าอรุณจันทร์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย เหตุผลประการสำคัญที่ผมต้องรับหน้าที่นี้มีด้วยกัน 2 อย่าง หนึ่งคือน้ำใจของหมอต้อม ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศที่ให้ความช่วยเหลือในความเป็นเครือข่ายกิจกรรมมาโดยตลอด สองคือคราวที่หมอต้อมและคุณเบญจวรรณ บุญเผือก(ภรรยาของผม)เดินทางไปนำเสนองานวิชาการด้านสมุนไพรนานาชาติ  เคยลงพื้นที่ในชุมชนของคุณงียอดในรัฐอัสสัม คุณงียอดให้สถานที่พักและการต้อนรับอย่างเต็มที่  ภารกิจที่สำคัญในครั้งนี้จึงรับไว้อย่างเต็มใจ และอาจมีอีกหนึ่งเหตุผลส่วนตัวลึกๆดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า ผมเคยรู้ประวัติหลวงปู่มั่นมาบาง เคยได้ยินชื่อเสียงและสถานที่มานาน แล้วตั้งใจว่าต้องหาโอกาสไปเยือนสักครั้งในชีวิต

          คณะของเรารวมทั้งหมด 5 ชีวิต คือคุณดอยพนักงานขับรถของมูลนิธิ พระภิกษุชาวอัสสัม 2 รูป คุณงียอด และตัวผมเอง ในตอนแรกผมไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้มากนัก รู้คร่าวๆเพียงว่า เราต้องเดินทางไปจังหวัดสกลนครในเช้าวันที่ 20 พฤจิกายน 2556 นี้ โดยผมไม่รู้เลยว่าวัดป่าที่จะไปตั้งอยู่ที่ใด?ในจังหวัดสกลนคร ก็ไม่รู้ว่าวัดชื่ออะไร? คณะจากอินเดียไปวัดหลวงปู่มั่นทำไม? เจ้าอาวาสจะอยู่ไหม? แล้วพวกเขาจะไปพบเจ้าอาวาสทำไม? เรามีการเตรียมการล่วงหน้า 1 วันโดยคุณดอยแวะมาพูดนัดหมายก่อนการเดินทาง เช้าวันที่ 20 คุณดอยมารับผมราว 6 โมงครึ่งออกรถไปรับคณะที่ อาคารเปรมสุขในโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ เราคุยกันถึงเรื่องอาหารมื้อเช้าอย่างกังวลใจว่าพระทั้งสองสามารถรับประทานเกาเหลาเลือดหมูที่ร้านข้างสถานีรถไฟได้ไหม แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี สังเกตว่าคุณดอยมีความทะมัดทะแมง และรอบคอบตรวจตรารถก่อนเดินทางไกล

          สำหรับคุณดอยนั้นผมเคยรู้จักมาก่อนนี้แล้ว จึงทักทายปราศรัยกันอย่างสนิทสนม ส่วนการทำความรู้จักคุณงียอด และพระทั้งสองรูป ผมใช้ภาษาอังกฤษสำเนียงป่าตองภูเก็ตรู้เรื่อง พระรูปแรกยิ้มกว้างหน้าตาคล้ายคนไทยชื่อเรวัตตะ ท่านบอกว่าเป็นชื่อของพระสารีบุตรสมัยเด็ก องค์ที่สองมีหน้าตาละม้ายจีนหรือธิเบตมากกว่าอินเดีย ถ้าใครไม่รู้มาก่อนคงคิดว่าท่านเป็นหลวงจีนมาจากไต้หวัน แรกๆท่านไม่ค่อยยิ้ม แต่พอผ่านไปจึงพบว่าท่านอ่อนโยน มีอารมณ์ขัน และชอบทำท่าทางในทันทีเมื่อกล้องจับภาพ ภาษาอินเดียเรียกพระว่าภิกขุหรือภันเต ทราบความหมายภายหลังภันเตแปลว่าผู้เจริญ ส่วนภิกขุนั้นเคยรู้มาก่อนแล้วว่าแปลว่า “ผู้ขอ” เมื่อรับประทานอาหาร จัดข้าวของตรวจตราสภาพรถเรียบร้อยแล้ว  คุณดอยจึงขับรถตู้พาพวกเราข้ามเทือกเขาใหญ่ทางเส้นทางทับลาน ประเด็นพูดคุยบนรถตู้ที่ผมพยายามหยิบโยงเข้าสู่เรื่องราวของหลวงปู่มั่น เริ่มจากแผ่นป้ายไว้อาลัยสมเด็จพระสังฆราช จากปัญหาความขัดแย้งในคณะสงฆ์ไทย สู่การต่อสู้ทางการเมือง พรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยกับศาสนาพุทธแบบไทยๆ สุดที่คำว่า “ภูริทัตโต”ซึ่งเป็นชื่อของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่เสวยชาติเป็นพญานาค ภิกขุปัญญาศิริแสดงอาการสนใจยืดตัวตรงจากพนักเก้าอี้ที่ปรับเอนแล้วกล่าวคาถาภาษาบาลีได้น่าฟัง บทพระคาถาจับใจความได้นิดหนึ่งว่าเกี่ยวกับการรักษาศีลของพระโพธิสัตว์ภูริทัตตะ และบั้งไฟพระยานาค ผมเล่าต่อถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับลูกไฟวันออกพรรษาที่แม่น้ำโขงเป็นเรื่องที่ทั้งสามให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะคุณงียอดถึงขนาดตื่นตั้งแต่ตีสี่ในวันรุ่งมาบอกผมว่า อยากให้เปลี่ยนแผนออกเดินทางไปดูจุดที่เกิดบั้งไฟพระยานาค แต่ผมกับคุณดอยพยายามอธิบายเส้นทางว่ามันไกลมาก และที่สำคัญคือเรานัดทางวัดไว้แล้วว่าจะไปร่วมเดินบิณฑบาตกันกับคณะพระที่วัด

          คณะของเรามาถึงวัดวัดป่าภูริทัตตถิราวาสค่ำร่ำไร คงเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเดินทางเข้ามาในภาคอิสานแบบลึกๆ ผ่านจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสิน ก่อนถึงจังหวัดสกลนครปลายทาง การเดินทางกว่า 10 ชั่วโมง วัดป่าภูริทัตตถิราวาส ตั้งอยู่บ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม จังหวัดสกลนคร บรรยากาศที่เงียบจนผมรู้สึกเกรงใจเข้ามาของคณะโดยเสียงรถตู้อาจทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบนี้เสีย เมื่อรถจอดพวกเราลงรถจึงพบว่า สิ่งที่ทั้งสามได้ปฏิบัติซึ่งสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ชาวไทพาเกมีศรัทธาและวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ทั้งพระและฆาราวาสถอดรองเท้าก่อนเดินเข้าไปในเขตกุฎิพระอาจารย์มั่น พวกเราถอดรองเท้าตามชาวไทพาเกเดินไปกราบกุฏิที่มีป้ายบอกชื่อว่ากุฏิหลวงปู่มั่น ภาพกุฏิหลวงปู่มั่นที่เคยเห็นชาวเฟสบุ๊คโพสรูป เมื่อได้มาสัมผัสสถานที่จริง ความรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก ความสงบเงียบของบรรยากาศโดยรอบ มีเพียงเสียงแมลงเรไรยามค่ำเท่านั้นกระมัง สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความรู้สึกของผมคือความรู้สึกศรัทธา กุฎิหลวงปู่มั่นเป็นเรือนไม้ยกพื้นหลังคาปั้นหยามีชานยื่นออกมาเล็กน้อยระเบียงโล่งสังเกตว่าบนเรือนมีห้องเล็กๆห้องหนึ่ง แล้วความรู้สึกสะท้อนใจก็ค่อยๆเข้ามาแทนที่ เมื่อเข้าใจได้ว่ากฎธรรมชาติ หรือไตรลักษณ์ที่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สรรพสิ่งเปลี่ยนแปลง ในยุคที่เราเดินทางอย่างรวดเร็ว หากเปรียบเทียบกับยุคของหลวงปู่ที่เดินเท้ารอนแรมกลางป่า นี้กระมังที่เป็นคุณค่าของการอนุรักษ์ แม้สรรพสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาแต่บทเรียนจากอดีตที่คนรุ่นสร้างไว้นั้น เป็นคุณค่าที่เตือนให้เราเข้าใจที่จะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความสุขขึ้นและพร้อมเผชิญหน้ากับอนาคตอย่างไม่ประมาทขึ้น หลังจากคณะกราบไหว้เสร็จแล้วบรรยากาศมืดอย่างรวดเร็วในช่วงรอยต่อพลบค่ำ พวกเรารีบเดินตามแสงไฟนีออนจากกุฏิที่อยู่ถัดไป ร้องถามว่า “มีใครอยู่รึเปล่า” มีชายหัวโล้นในชุดขาวแบบชุดนาคเตรียมบวชโผล่ร่างออกมา ดูรูปร่างยังเป็นวัยรุ่น เมื่อบอกที่มาที่ไปเขาก็นำเราไปหาเจ้าอาวาส
          เมื่อไปถึงกุฏิท่านเจ้าอาวาส ผมจึงพอจับต้นชนปลายได้ถึงเส้นทางที่ไปที่มาของคณะชาวไทพาเกในครั้งนี้ เมื่อเข้าพบเจ้าอาวาส พระอาจารย์พยูง ชวนปัญโญ ชื่อชั้นยศตามตำแหน่งทางสงฆ์คือพระครูสุทธธรรมมาภรณ์  พวกเราแนะนำตัว ผมเป็นล่ามจำเป็นให้ พระอาจารย์พยูงจำคุณงียอดได้ โดยผมในฐานะล่ามจำเป็นต้องนำเรียนเรื่องการเดินทางมาครั้งนี้ เรื่องราวของคณะสงฆ์จากเมืองไทยที่อัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานในประเทศอินเดีย พระมุตโตทัยสยามเป็นชื่อพระพุทธรูปที่ทางวัดได้หล่อขึ้นจัดทำพิธีพุทธาภิเษกแล้วนำไปมอบให้วัดพุทธในประเทศอินเดีย คำว่า”มุตโตทัย”เป็นเสมือนคำเฉพาะของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ จากเนื้อหาในหนังสือที่ทางวัดจัดทำขึ้น ให้ความหมายไว้ว่า สมัยพระอาจารย์มั่นได้แสดงโอวาท ณ วัดธรรมเจดีย์ ในคราวนั้นท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท)ได้กล่าวสัมโมทนียคาถา ชมเชยพระอาจารย์มั่นว่า ท่านแสดงธรรมด้วย “มุตโตทัย” ต่อมาภายหลังเมื่อศิษยานุศิษย์ได้ตีพิมพ์หนังสือบันทึกการแสดงธรรมของท่านจึงบันทึกหนังสือธรรมบทนี้ว่า “มุตโตทัย”  โดยคำว่า“ทัย”แปลว่าให้ “มุตโต”แปลว่าพ้น รวมความหมายแปลว่า “ให้ทางพ้นทุกข์”นั้นเอง พระพุทธรูปมุตโตทัยสยาม จากประเทศไทยที่มอบไปยังประเทศอินเดียนั้น ยังเป็นเครื่องหมายเพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีแด่พระเดชพระคุณหลวงปู่มั่นภูริทัตตโต และเพื่อเป็นการบูชาระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกด้วย

           เราคุยกันสักครู่หนึ่งท่านเจ้าอาวาสจึงให้พระลูกวัดนำเราไปหาที่นอน ทางวัดจัดให้พวกเรานอนกันที่ศาลาพักหลังเก่า มีป้ายเก่าเขียนว่าศาลาพักอาคันตุกะที่มาเยี่ยมวัด เป็นเรือนไม้ยกพื้น มีรูปปั้นหลวงปู่มั่นและหลวงปู่ฝั้น กับโต๊ะหมู่พระพุทธรูปตั้งอยู่เรือนไม้มีพื้นสองระดับเราจัดให้พระทั้งสองงรูปนอนด้านบน คณะของเราทยอยอาบน้ำทำภารกิจส่วนตัว ผมสังเกตว่าคุณงียอดอาบน้ำเสร็จก็นั่งนับลูกประคำอยู่ในมุ้ง ผมถือโอกาสเดินเล่นบริเวณรอบๆวัด วัดป่าแห่งนี้มีต้นไม้ใหญ่ๆหลายต้น มีต้นหนึ่งตรงบริเวณใกล้ที่จอดรถ ซึ่งโดยปกติผมชอบต้นไม้ และด้วยที่มีอาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกมาว่าหากเราเปิดใจจริงๆ เราจะสามารถสื่อสารกับต้นไม้ได้ ต้นไม้ต้นนี้ขนาด 2คนโอบ เปลือกของต้นสีน้ำตาลนวลสว่าง ร่องรอยของเปลือกไม้เป็นแผ่นคล้ายผืนดินนาหน้าแหล่งแผ่น ผมลองเพ่งอยู่นานๆ ตาค่อยๆลายมองเห็นเป็นใบหน้าของผู้เฒ่าที่มีหนวดใส่หมวกแบบจีนอยู่ในต้นไม้  ตอนรุ่งเช้าไม่รู้จริงเท็จประการใดคุณดอยบอกว่าลุงในวัดคนหนึ่งบอกว่าต้นไม้ต้นนี้เป็นต้นที่หลวงปู่มั่นดูแลมาตั้งแต่ยังเล็กรดน้ำให้จนโตสูงใหญ่ ตอนเช้ามืดของวันรุ่งขึ้นพบว่ามีขบวนมดป่าเดินเป็นทางมาตามลานทรายจากศาลาการเปรียญไต่ขึ้นไปบนต้นไม้
          เพียงคืนเดียวที่ได้มาที่นี่ผมใช้โอกาสในครั้งนี้ให้สัมผัสถึงความรู้สึกสงบมากที่สุด ตั้งใจพิจารณาลมหายใจแบบพื้นๆเท่าที่รู้มา  เดินไปรอบๆบริเวณวัดมีทางเดินเป็นลานทรายสบายเท้า ต้นไม้ครึ้ม แต่ก็ยังได้ยินเสียงรถแม็คโฮขุดดินกับเสียงมอเตอร์ไซค์แว่วอยู่ไกลๆ คล้ายบอกว่านั้นคือสัญลักษณ์ของความวุ่นวายจากโลกภายนอก ความคิดที่ติดกับอดีตของผมเองมันทำงานเปรียบเทียบกันทุกครั้ง ระหว่างความเป็นปัจจุบันกับร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แน่นอนว่านั้นคือผลของการตระหนักในคุณค่าที่ไม่มีทางสัมผัสได้ ในยุคที่พระอาจารย์มั่นเดินเท้า แน่นอนว่าในยุคนั้นก็ไม่มีถนนหนทางหรือรถตู้เช่นยุคปัจจุบันแน่ๆ ในยุคที่สิ่งอำนวยความสะดวก และองค์ความรู้อันแสดงถึงความชานฉลาดของยุคสมัย แต่แล้วความสัมผัสอันเป็นทิพย์อย่างผู้คนยุคก่อนสัมผัสนั้นหายไป ยุคของพวกเราคล้ายเป็นจินตนาการแห่งสวรรค์บันดาลของคนยุคก่อน ผู้คนเมื่อร้อยปีก่อนคงจินตนาการได้ถึงดินแดนที่เดินทางได้อย่างรวดเร็ว พูดคุยถึงกันได้แม้อยู่ห่างไกลกัน สัมผัสกันด้วยภาพและเสียง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ปรับอากาศให้ร้อนเย็นได้ตามความต้องการ อาหารการกินที่ปรุงได้ง่ายรวดเร็วเหลือเฟือย ในที่สุดคนเราก็มักหาคำตอบในคำถามพื้นๆไม่ได้ว่า เราต่างดิ้นรนไปเพื่ออะไรกัน

          การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีครั้งหนึ่งในชีวิต ผมรู้สึกภูมิใจที่ประสานให้พระจากรัฐอ้สสัม ประเทศอินเดียได้เดินบิณฑบาตร่วมขบวนกับพระที่วัดภูริทัตตธิราวาส คณะพวกเราตื่นกันตั้งแต่เช้ามืดทยอยล้างหน้าแปรงฟัน ผมรู้สึกแปลกใจที่คุณงียอดบอกว่า ถ้าเป็นไปได้คณะอยากไปดูสถานที่เกิดบั้งไฟพระยานาคมากกว่า เช่นเดียวกับ ภิกขุปัญญาศิริที่บอกว่าเขาเคยอ่านหนังสือประวัติพระอาจารย์มั่น ท่านภาวนาอยู่ในถ้ำ ต้องเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว พวกยักษ์หรือพระยานาค แล้วก็อยากไปดูถ้ำของพระอาจารย์มั่นด้วย ท่านยังสงสัยว่าทำไมที่นี่ไม่มีถ้ำ ออกอาการคล้ายเสียดาย แต่นั้นคือข้อเสนอที่ผมกับคุณดอยค่อนข้างหนักใจเนื่องจากเวลาเรามีน้อย อีกทั้งคณะเรานัดกับทางวัดไว้แล้วว่าจะร่วมเดินบิณฑบาต คุณดอยเอาแผนที่มากางให้คณะได้ดู เพื่อให้พวกเราทั้งหมดได้เข้าใจ เห็นว่าระยะทางจากที่นี่ไปอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคายนั้นอีก 400 กิโลเมตร ผมจึงพยายามอธิบายจนคณะเข้าใจว่าเราจะเสียเวลามากๆและอาจตกเครื่อง  จึงได้ข้อสรุปตกลงว่าเราไปร่วมเดินบิณฑบาต โดยทางวัดได้จัดเตรียมบาตรไว้ 2 บาตร มีพระพี่เลี้ยงแสดงวิธีจัดบาตร  เมื่อแสงตอนเช้าส่องได้ที่ พวกเราจึงเดินเพื่อไปตั้งขบวนที่ทางเข้าหมู่บ้าน ผมถอดรองเท้าเดินตามแบบคุณงียอด สองข้างทางเป็นทุ่งนาช่วงฤดูเกี่ยวข้าว มีกองฟางอยู่ในทุ่งหน้า ต้นข้าวแห้งเป็นสีเหลืองสว่างตาเมื่อต้องแสงยามเช้า บรรดาพระ 24 รูปตั้งขบวนที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน เมื่อพร้อมแล้วจึงออกเดินอย่างเป็นระเบียบและสงบ ชาวบ้านตั้งขบวนกันอยู่จุดเดียว จึงใช้เวลาไม่มาก ชาวบ้านหนองผือยังใสบาตรทุกเช้า บางบ้านมีเรือนไม้ขนาดประมาณตู้กับข้าวยกพื้นสูงตั้งไว้หน้าบ้านสำหรับวางปิ่นโตและของใส่บาตร ทราบมาว่าทางหมู่บ้านและวัดพึ่งจัดพิธีฉลองครบรอบวันละสังขารหลวงปู่มั่น แม้หลวงปู่มั่นละสังขารไปครบ 64 ก่อนเมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา เท่าที่สังเกตดูคุณงี่ยอดประทับใจในกิจกรรมยามเช้าครั้งนี้มาก เดินเท่าเปล่าตามขบวนพระ ทักทายชาวบ้านซึ่งเป็นชาวภูไท ภาษาไทพาเกกับภาษาภูไทสื่อสารกันได้ เพียงไม่กี่นาทีที่พูดคุยกันชาวบ้านก็เปิดกระติบข้าวให้ล้วงข้าวเหนียวที่เหลือจากขึ้นมาชิม เราโชคดีที่ได้รับมิตรไมตรีจากชาวบ้านที่นี่ บางคนถามผมว่าเป็นนักข่าวมาจากช่องไหน จึงต้องอธิบายให้พอเข้าใจว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และหนึ่งในนั้นคือลุงสมหมายที่ปั่นจักรยานมาจอดคุย เมื่อขบวนพระเดินกลับวัดไปแล้ว ลุงสมหมายชวนพวกเราไปบ้านเพื่อแวะดูพระธาตุที่แกสะสมไว้ ถือเป็นมิตรไมตรีที่ดีมากสำหรับผู้ที่พบกันเป็นครั้งแรก แล้วเชิญพวกเราเข้าไปชมห้องพระที่อยู่บนบ้านลึกถึงห้องนอน ลุงสมหมายเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่เกษียณอายุปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ในห้องพระมีพระเครื่องและพระพุทธรูปอยู่เกือบเต็มทุกด้าน  ระหว่างที่อัญเชิญพระเครื่องลงมาให้พวกเราชม กับอาการเร่งรีบของลุงสมหมายที่พูดสอนธรรมให้พวกเราฟัง ไม่รู้ว่าเป็นบาปหรือเปล่าที่ผมแอบขำแกมหมั่นไส้ลุงเขาอยู่ในใจ เนื่องจากเวลามีจำกัด จึงขอบอกขอบใจและหวังว่าหากมีโอกาสจะกลับมาขอชมพระธาตุอีกครั้ง

          ช่วงก่อนพระฉันเช้าทางพระอาจารย์พยุงได้กล่าวแนะนำคณะของพวกเรา คุณงียอดเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มอุบาสิกา หลายคนสนใจถามถึงพระมุตโตทัยสยามที่ส่งไปที่อินเดีย พวกเราร่วมรับประทานอาหารเช้ากับกลุ่มอุบาสิกาในวัด หลังจากนั้นจึงนั่งสนทนากับพระอาจารย์ เรื่องพระมุตโตทัยสยามที่ดำเนินการไปประดิษฐ์ฐาน ณ ประเทศอินเดีย ซึ่งคุณงียอดขอให้ผมช่วยนำเรียนหลวงพ่อพยุงเป็นภาษาไทยว่า พระพุทธรูปได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ประชาชนที่ไปสักการะได้ฝากให้มาแสดงความซาบซึ้งใจกับคณะผู้จัดทำด้วย คุณงียอดมอบของที่เตรียมนำมาถวาย พระอาจารย์พยุงได้มอบพระและหนังสือให้คณะของเรานำไปแจกจ่ายด้วย เมื่อเก็บข้าวของเรียบร้อยคุณงียอดเข้าไปขอบคุณบรรดาชาวบ้านที่กำลังล้างจาน ผมพบว่าคุณงียอดเขามีความคล่องแคล้วกระชับกระเฉ่งมาก ในการเคลื่อนไหวร่างกายยืนเดิน และดังที่ได้ทราบมาก่อนว่า เขาทำกิจกรรมเพื่อชุมชมที่เป็นประโยชน์ในหลายๆเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการศึกษาและพระพุทธศาสนา หมู่บ้านไทพาเกในรัฐอัสสัม มีคนพุทธกลุ่มน้อยซึ่งอยู่ในพื้นที่รายล้อมด้วยชาวฮินดู มีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน เรื่องศาสนา และในความคิดของผมเท่าที่สังเกตเห็น เขาดูจะจัดการความทุกข์ใจระหว่างเรื่องงานกับการเข้าถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ค่อนข้างลงตัว

          รถตู้ออกจากวัดราวเก้าโมงครึ่ง ซึ่งเลยกำหนดการเดิมมากว่าชั่วโมง คนที่เหนื่อยที่สุดคือคุณดอยที่ขับรถให้เร็วขึ้นจากเช้าถึงดึก เราแวะสักการะพระธาตุพนมถ่ายรูปริมแม่น้ำโขงเพียงที่เดียว ที่เหลือคือสถานีน้ำมันและเติมแก๊ส ตลอดเส้นทางยอมรับว่าใจผมกังวลว่าว่าเราจะไปถึงทันเวลาหรือเปล่า ช่วงที่หวาดเสียวคือช่วงข้ามเขาใหญ่ในตอนค่ำ แล้วมีรถพ่วงและสิบล้อวิ่งบนถนนหลายคันที่คุณดอยขับแซงไป เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินอย่างปลอดภัยพวกเรารีบช่วยกันจัดสัมภาระสวมกอดและนมัสการก่อนกล่าวคำลากัน

          มิตรภาพชั่วข้ามคืนกลับงดงามประหนึ่งญาติพี่น้อง หากคงเพราะความเป็นชาวพุทธหรือความเป็นเผ่าเชื้อไทยในต่างแดนที่ทำให้ผมสนใจและใส่ใจกับคณะที่เดินทางมาในครั้งนี้ ชาวพุทธเราเชื่อในเรื่องบุพเพหรือกรรมแต่ชาติปางก่อน การได้พบกันจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญสำหรับคนเชื่อเรื่องโชคชะตาฟ้าลิขิตอย่างผม ลึกๆแล้วผมเชื่ออีกว่าคนเราเกิดมามีหน้าที่ เช่นเรื่องราวการเสวยชาติต่างๆของพระโพธิสัตว์ล้วนมีหน้าที่ในการแสดงธรรมมะให้ประจักษ์แด่หมู่สัตว์ในชาตินั้นๆ สำหรับปุถุชนอย่างผมนั้นคงเป็นหน้าที่ในส่วนเล็กเท่าที่ได้เชื่อมต่อผู้คนให้ได้พบเจอกัน  และในปมลึกๆคือการเดินทางไปตามเรื่องราวที่ค้างงัดด้วยเหตุผลในระหว่างศรัทธาความเชื่อ อิทธิปาฏิหาริย์ที่ขับเคี่ยวกันอยู่ในหัวสมองอันตื้นเขลาเบาปัญญาของตัวเอง กับคำถามและปริศนาของผู้คนยุคก่อนเก่า ผู้มีศรัทธาเปี่ยมล้น มีกำลังใจสูงส่ง กำลังกายที่เข้มแข็ง ความเพียรอันแก่กล้า การเดินทางจึงเป็นเรื่องอัศจรรย์ทุกครั้งสำหรับผมและสำหรับคำถามนั้นคำตอบอาจไม่จำเป็นต้องเฉลยในตอนนี้ ก็ได้.

 

ด้วยจิตคารวะ
นวพล ลีนิน
22 พ.ย. 2556