วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ไทพาเก 5000 ชีวิต ในพันล้านประชากรอินเดีย


ไทพาเก 5000 ชีวิต ในพันล้านประชากรอินเดีย

โดย นวพล ลีนิน

คำนำ
          งานเขียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายงานการเดินทางลงพื้นที่รัฐอัสสัมประเทศอินดีย หากการเดินทางในครั้งนี้ คล้ายการไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่พลัดพรากกันมา พี่น้องที่พลัดพรากกันตั้งแต่เด็กพอจำความได้เลาๆ  เมื่อได้มาพบกันอีกครั้ง สิ่งที่พอรื้อฟื้นขึ้นมาได้ เพื่อทบทวนความทรงจำหรือเรื่องราวในอดีต ในความเป็นพี่น้องย่อมมีความสัมพันธ์ด้วยต่างมีพ่อแม่เดียวกัน ซึ่งช่วงชีวิตคนคนหนึ่งคงไม่ยากนักที่จะทบทวนเรื่องราวในอดีต โดยเฉพาะเรื่องราวที่ทำร่วมกันมา อย่างน้อยญาติผู้ใหญ่หรือคนใกล้ชิดที่มีอายุอาจช่วยทบทวนเรื่องราวให้ได้บ้าง มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่มีชาติพันธุ์เป็นอัตตะลักษณ์ร่วม ในแต่ละกลุ่มสังคมย่อมมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นับจากกลุ่มเครือญาติสู่กลุ่มสังคมรัฐชาติ เรื่องราวของแต่ละกลุ่มชนบันทึก เป็นประวัติศาสตร์ในแบบเรียน หรือในงานวิชาการ เหตุปัจจัยหลายประการที่ทำให้กลุ่มคนในอดีตต้องอพยพโยกย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆบนแผ่นดินโลก ทั้งภัยธรรมชาติและสงคราม การรุกรานระหว่างเผ่าพันธุ์ หรือการแสวงหาดินแดนใหม่อันเหมาะสมต่อการตั้งบ้านเมือง เมื่อกล่าวถึงกลุ่มชนฉานไตซึ่งเป็นกลุ่มชนที่มีบรรพบุรุษสายเดียวกับคนไทสยามในประเทศไทยนั้น ผู้สนใจสามารถศึกษาได้จากหลักฐานที่เก็บรวบรวมไว้ด้วยงานเอกสาร หากมีดินแดนสักแห่งหนึ่งที่พร้อมบอกเล่าเรื่องราวด้วยกลุ่มคน สังคม บ้านเรือน ภูมิปัญญา ดั่งตำราเรียนที่ยังมีลมหายใจอยู่ ในความเป็นวิถีชีวิตของพี่น้องเผ่าไท ที่หมู่บ้านไทพาเกรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย คือสถานที่ดั่งที่กล่าวมาเป็นอีกที่หนึ่ง  
          บทเรียนทางประวัติศาสตร์อาจช่วยให้ผู้คนนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของประเทศไทย มองย้อนจากปัจจุบันสู่เหตุการณ์ในยุคความรุ่งเรืองของอาณาจักรต่างๆแห่งชนเผ่าไทอันไกลโพ้น ตำนานที่กล่าวถึงอาณาจักรของกลุ่มชาติพันธุ์ไทมากมายที่รุ่งเรืองขึ้น แล้วเสื่อมสลายไปด้วยสาเหตุที่กล่าวไว้คล้ายๆกัน พงศาวดารหรือตำนานทางประวัติศาสตร์มักกล่าวถึงการรุกรานจากภายนอกประการหนึ่ง ประการที่มักกล่าวกันแต่เพียงผ่านไปแต่ไม่ลึกซึ้งนัก เมื่อมองในมุมมองของความสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์ ความเสื่อมสลายที่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยภายใน นั้นคือความขัดแย้งที่ไม่สามารถหาทางออกอื่นได้ นอกจากการใช้กำลังเข้าทำร้ายกันเอง ไทสยามหรือไทน้อยกับไทพาเกจึงเป็นดั่งพี่น้องที่พลัดพรากกันมา เพราะสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดจากความอ่อนแอของคนในครอบครัว พ่อแม่พี่น้องต่างกระจัดกระจายกัน เมื่อได้มาพบกันอีกครั้งความรู้สึกซาบซึ้งใจและอบอุ่นใจจึงเกิดขึ้น
           การเดินทาง
10 วันในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย  โดยโครงการสำรวจพืชสมุนไพรชาวไทพาเกของคณะมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ จังหวัดปราจีนบุรี คณะเดินทางรวม 5 ชีวิต มีหัวหน้าคณะคือ หมอต้อมหรือ ภญ.ดร.สุภาพร ปิติพร และคณะร่วมทางอีก 4 ท่านหมอนิตย์ นิตยา ภิญโญตระกูล ในฐานะคุณหมอช่างภาพรับเชิญ พี่วี วีระศักดิ์ จันทร์ส่องแสง นักเขียนสารคดี จากนิตยสารสารคดี  คุณเหมียว เบญจวรรณ บุญเผือก หัวหน้าแผนกข้อมูลสาระสนเทศ และตัวผมเอง นวพล ลีนิน ซึ่งต้องขอขอบพระคุณสำหรับโอกาสในการเดินทางครั้งนี้ เพราะมันมากกว่าเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ จากสนามบินสุวรรณภูมิสู่กัลกัตต้า (k0lkata)  ต่อเครื่องบิน อีกสองต่อไปสู่กูวาฮาตี(Guwahati)ซึ่งเป็นศูนย์กลางของรัฐอัสสัม ต่อไปยัง ดิบรูกาห์ (Dibrugarh) ก่อนเข้าสู่ดินแดนที่คล้ายกาลเวลาได้ชะลอความเป็นไทไว้ที่นั้น 10 วันแห่งการเดินทางมากพอที่ทำให้เห็นความสำคัญของคำว่าวัฒนธรรม ความเข้มแข็งของกลุ่มคนที่มีประชากรเพียงหลักพันอันน้อยนิด เมื่อเปรียบกับจำนวนประชากรเกือบ 30 ล้านคนในรัฐอัสสัม หรือกว่า 1พันล้านของในประเทศอินเดีย มิตรภาพอันอบอุ่นที่เราได้รับจากการต้อนรับในหมู่บ้านไทพาเกกว่า 5 หมู่บ้าน มันมากกว่าการเดินทางท่องเที่ยวพักนอนตามโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวโดยทั่วไป จากมุมเมืองอันคับคั่งด้วยผู้คนของอินเดีย เลี้ยวเข้าสู่หมู่ชนบท บ้านไม้ไผ่ยกพื้นผู้คน และการแต่งกายที่คล้ายชาวภาคเหนือหรือภาคอีสานของประเทศไทย สำเนียงคำพูดที่สามารถจับความได้ในบางคำ นั้นคือความประทับใจที่ผสมอยู่ด้วยความประหลาดใจว่านี้คือประเทศอินเดีย โอกาสที่ได้ดูงานแหล่งผลิตชาอันดับต้นๆของโลก คณะของเราได้เห็นมากกว่าดื่มชาต้อนรับ ด้วยการเดินเข้าไปชมในสวน เดินชมกระบวนการผลิตชาในโรงงาน ผู้คนที่ต้อนรับเราประหนึ่งญาติพี่น้อง คุณงี่ยอดและครอบครัวที่ให้การต้อนรับทั้งเรื่องที่พักและประสานงานการลงพื้นที่ พระปัญญาศิริในฉายาโฮรุภันเต(ภิกษุผู้ต่ำต้อย)และอีกหลายคน เรื่องราวการเดินทางพบเครือญาติพี่น้องไทพาเก กลุ่มคนที่รักษาความเป็นไทไว้ได้ในจำนวนเพียงหยิบมือ คือเรื่องราวหลังการเดินทางของผู้เขียน เพื่อใช้ประกอบรายงานนำเสนอมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ หรือจัดพิมพ์เผยแพร่ตามเห็นสมควร โดยโพสไว้ใน blogger Nawapol leenin เพื่อผู้สนใจติดตามอ่านได้ง่ายขึ้น

          ความรู้สึกที่ดี ผู้สละเวลามาให้การต้อนรับและร่วมขบวนไปพร้อมกับพวกเรา และสายน้ำพรหมบุตร สายน้ำบุรีดิฮิง อันอยู่ไม่ไกลนักจากต้นธารแห่งธรรมชาติเชิงเขาหิมาลัย เรือกสวนไร่นา วัดวาและหมู่บ้านที่ยังคงกลิ่นอายในอดีตกาลบนเส้นทางการอพยพของชนเผ่าไท คือไทพาเก คือหนึ่งในเครือญาติไท.


นวพล ลีนิน
ผู้เขียน

 

 

 

บันทึกกำหนดการเดินทาง
22 มีนาคม 2557        ออกเดินทางจากเมืองปราจีนบุรีโดยรถตู้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ เช้ามืดเวลาตีสาม ถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ 05.30 น. เครื่องบิน Flight 9W 65 ออกจากเมืองไทย 06.50 น. ถึงสนามนานาชาติสุภาส จันดราโพส (Subhas Chandra Bose) เมืองกัลกัตต้า (Kolkata)อินเดียใช้เวลา 2 ชม.ในการเดินทาง ต่อไปเครื่องบิน Flight 9W 2363 ไป สนามบินนานาชาติกอปีนาทบอร์โดลอย(Gopinath Bordoloi)        เมืองกูฮาวาตี(Guwahati)ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.( 09.50 ถึง 11.05)  ต่อเครื่องบิน Flight 9W 7079 ไปสนามบินโมฮันบาริ (Mohanbari) เมืองดิบรูกา(Dibrugath)ใช้เวลาประมาณ 55 นาที (12.40 น ถึง13.35 น) หมายเหตุ ช่วงเวลาสนามบินที่อินเดียใช้เวลาประเทศอินเดียซึ่งช้ากว่าเวลาประเทศไทย 1.30 ชม.
ออกเดินทางจากสนามบินไปบ้านของคุณงี่ยอดที่อำเภอนาฮากาเทียใช้เวลาประมาณ
1 เข้าหมู่บ้านนำพาเก พบหมอยาชาวบ้านส่วนหนึ่งมาต้อนรับ

23 มีนาคม 2557 ออกเดินทางจากที่พักไปหมู่บ้านนำพาเกโดยรถแวนแวะวัด พบโฮรุพันเต ชมหนังสือที่วัดรับขวัญที่บ้านนำพาเก ไปวัดพบโฮรุ เดินไปบ้านที่ชายน้ำ ชมพิพิธภัณฑ์น้อย
คณะส่วนหนึ่งไปจ่ายตลาดนาฮากาเตีย

24 มีนาคม 2557 เดินทางจากที่พักไปเยี่ยมวัด และโรงเรียน ของงี่ยอด เดินสำรวจสมุนไพรป่าพร้อมคณะหมอยาบ้านนำพาเกกลับมานอนพักที่บ้านคุณงี่ยอด
25 มีนาคม 2557 คณะเดินจากบ้านคุณงี่ยอดไปรับประทานอาหารเช้าบ้านอ้ายเซียง ชมหนังสือโบราญ ออกเดินทางไป หมู่บ้านทิบามพาเก เดินพบเครือข่ายทางธรรมโฮรุภันเต กลับมานอนบ้านงี่ยอด

26 มีนาคม 2557 เดินทางไปบ้านบอร์พาเก และมันโมพาเก นอนที่บ้านยายเยนาวมันโมพาเก

27 มีนาคม 2557 เดินสำรวจสมุนไพรทุ่งนาบ้านมันโม เสร็จแล้วเดินทางต่อไปหมู่บ้านพานาง นอนบ้านพานาง

28 มีนาคม 2557 ลงพื้นที่สำรวจสมุนไพรหมู่บ้านพานาง พบชาวเนปาลี พบชาวอาหมที่แต่งงานกับคนไทพาเก เดินทางกลับบ้านงี่ยอด ชาวบ้านเดินมาส่งที่ท่าน้ำ

29 มีนาคม 2557 ดูงานไร่ชาและโรงงานผลิตชา ไปลงพื้นที่และกินข้าวบ้านพ่อแม่งี่ยอดนำพาเก ดูศิลปะการแสดงของเด็ก แวะบ้านบังกะโลที่ริมน้ำ กลับมานอนบ้านคุณงี่ยอด

30 มีนาคม 2557 รับประทานอาหารเช้า พูดคุยและถ่ายภาพกับครอบครัวงี่ยอดเดินทางไปไปสนามบิน แวะถ่ายภาพแม่น้ำพรหมบุตร ถึงสนามบินช่วงบ่าย เครื่องบิน Flight 9W 7080 จากสนามบินโมฮันบาริ (Mohanbari) เมืองดิบรูกา(Dibrugath)ไปสนามบินนานาชาติกอปีนาทบอร์โดลอย(Gopinath Bordoloi)        เมืองกูฮาวาตี(Guwahati)ใช้เวลาประมาณ 55 นาที (14.00 ถึง 14.55 น.) ต่อเครื่องบิน Flight 9w 2364 ไปสนามนานาชาติสุภาส จันดราโพส (Subhas Chandra Bose) เมืองกัลกัตต้า (Kolkata) .ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. (15.50 ถึง 17.05) รอต่อเครื่อง Flight 9W616 (เครื่องเสียเวลา) เดินทางกลับถึงประเทศไทยในช่วงเช้า และเดินทางต่อด้วยรถตู้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศถึงที่พักจังหวัดปราจีนโดยสวัสดิภาพ

 

                   __________________________________________________

 

 

ภาพชาวบ้านนำพาเกทำพิธีในวันสางแกน หรือปีใหม่ไทน


 

 

 

 

 

 

 

 

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ปฏิรูปประเทศในวาระแห่งกฎธรรมชาติ


ปฏิรูปประเทศในวาระแห่งกฎธรรมชาติ
บทความโดย นวพล ลีนิน
                ใครเคยถูกไฟตะเกียงลนผมจนไหม้ส่งกลิ่นบ้าง
? วันนี้อาจหาผู้ตอบว่า “เคย”ได้อยู่บ้าง ขณะที่ผู้คนโดยส่วนใหญ่อ่านเขียนในมุมแสงสว่างจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ สังคมไทยกำลังก้าวสู่ยุคเปลี่ยนผ่านในทุกๆด้าน ผู้คนในสังคมชนบทแบบดั้งเดิมกำลังทยอยลาจากไปพร้อมๆภูมิปัญญาที่สร้างสมมาด้วยตัวของตัวเอง วิธีคิดหรือเครื่องมือเครื่องใช้หลายๆอย่างที่หมดความจำเป็นไปแล้ว ความเป็นเมืองหรือตลาดร้านรวงเข้าไปสู่แทบทุกพื้นที่ในประเทศไทย ร้านค้าที่เกิดขึ้นในทุกๆที่ที่เป็นชุมชน นั้นคือประตูที่นำความทันสมัยและความเปลี่ยนแปลงกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ยกตัวอย่าง เมื่อลูกชาวไร่ชาวสวนสามารถสื่อสารกันทางเฟสบุ๊คผ่านจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือได้ แม้อยู่ในบ้านสวนดงลึก มิพักจะให้เข้าใจถึงกลิ่นตะเกียงน้ำมันก๊าดไหม้เส้นผมตอนอ่านหนังสือกันอีก องค์สาระความบันเทิง.ข่าวและความรู้ต่างๆสามารถเข้าถึงผู้คนในระดับล่างได้ง่ายขึ้น ความเปลี่ยนแปลงจากกระแสการรับรู้ที่ผ่านสื่อต่างๆอย่างรวดเร็วนั้น ได้สั่นคลอนกลไกของความสัมพันธ์แบบเดิมที่เคยมีอยู่ คนเก่าคนแก่ของหมู่บ้านที่เคยทรงภูมิ ผู้เป็นกลไกในการจัดการความขัดแย้งไม่สามารถทำงานได้เหมือนเก่า หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า “เด็กไม่ฟังผู้ใหญ่” และคำถามมากมายจากกระแสแห่งการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่รวดเร็ว โครงสร้างทางสังคม หรือสถาบันหลักในสีธงชาติที่ถูกปลูกฝังกันมาในช่วงเวลาประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา นั้นคือความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่กำลังก้าวข้ามยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลง และในวาระของการถ่ายโอนความรับผิดชอบต่อสังคมไทยโดยรวมให้กับผู้คนในยุคต่อไป
                จากเรื่องไฟตะเกียงไหม้เส้นผมขณะอ่านหนังสือ ลงไปสู่เรื่องวิธีการเรียนรู้ของชุมชนท้องถิ่นที่ผ่านมา ชาวนาในยุคก่อนมีภูมิความรู้จากการลงมือทำ มือกำกล้าข้าวปักดำ เท้าที่ย้ำดินโคลน หัวใจที่เต้นไปพร้อมฤดูกาล สิ่งที่สั่งสมเป็นวิถีชีวิตที่สำนึกในคุณค่าของดินฟ้าอากาศ เป็นองค์ความรู้ที่อาจไม่สามารถอธิบายตามหลักวิชาการได้ ในรากหนึ่งของปัญหาที่ซับซ้อนคือการถ่ายความรู้ในลักษณะที่ไม่สามารถถอดเป็นบทเรียนได้เท่าลงมือทำจริงๆด้วยชีวิตทั้งชีวิต หรือเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติการโดยตรง เชื่อมร้อยไปกับการเปลี่ยนแปลงของการเมืองการปกครองปกครอง ความศรัทธาระหว่างรัฐและมหาชน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นได้สะท้อนปัญหาความขัดแย้งและความรุ่นแรงประเทศไทยในระยะ
82ปี นับจากปี 2475 ที่ผลัดหมุนกงล้อแห่งอำนาจให้เคลื่อนไป  หากยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่า นี้คือห้วงเวลาสุดท้ายของการต่อสู้ทางแนวคิดกลุ่มสังคมนิยม(ฝ่ายซ้าย)กับกลุ่มอำนาจนิยม (ฝ่ายขวา)อันมีสัญลักษณ์ผ่านสถาบันหลักของชาติ 3 สถาบันคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การต่อสู้ในยกสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนผ่านในบริบทใหม่ของโลก อำนาจรัฐไม่อาจควบคุมหรือเซนเซอร์ได้เหมือนก่อน คำถามที่ยอกย้อนจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่งในคุณค่าของผืนแผ่นดิน รัฐชาติ และวิถีชีวิตแห่งยุคสมัย ที่ทำให้พวกเขาตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องกตัญญูรู้คุณแผ่นดิน”หรือ “สถาบันชาติศาสนาพระมหากษัตริย์มีความสำคัญอย่างไร” ในลักษณะเดียวกัน หากคำอธิบายที่ไม่อาจอธิบายได้ในทันที เช่นเดียวกับชาวนายุคดั้งเดิมคนหนึ่งที่ไม่สามารถอธิบายถึงความเข้าใจที่เขามีต่อ คุณค่าของดินฟ้าอากาศ หรือการสื่อสารกับธรรมชาติของเขาได้อย่างไร
                แน่นอนว่าโครงสังคมไทยเป็นโครงสร้างอำนาจนิยม อำนาจอันมีรากฐานมาจากมาจากบรรดาขุนศึก นักการทหาร อันเชื่อมโยงสู่สถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นจิตวิญญาณของรัฐชาติ ปัจจัยที่สำคัญคือพระราชกรณียะกิจที่ผ่านของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพลังในการรวมศูนย์กลางความศรัทธาในรัฐชาติ เพื่อการสร้างชาติในยุครอยต่อของสงครามขั้วมหาอำนาจ นับจากยุคหลังสงครามโลกครั้งที่
2 ,สงครามเย็น และสงครามทุนการค้าในยุคปัจจุบัน ในขณะที่การเคลื่อนไหวในทางลับฝ่ายสังคมนิยมหรือกลุ่มหัวขบวนพรรคคอมมิวนิตส์แห่งประเทศไทยในอดีต ส่วนที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ยังยึดมั่นในแนวทางเปลี่ยนแปลงสังคม ได้ปรับกระบวนการขับเคลื่อนภารกิจเดิมในรูปแบบใหม่ โดยแวดวงที่มีพลังพลังดันเป้าหมายของขั้วอำนาจทั้งสองที่มีมากที่สุดนั้นคือ

                1.แวดวงสื่อสารมวลชน (นักข่าว นักวิเคราะห์ข่าว สื่อบันเทิง งานศิลปะในทุกแขนง ศิลปิน ดารา หนังและละคร ฯลฯ)
              
2.แวดวงวิชาการ (ครู อาจารย์ นักคิดนักเขียน นักวิจัย นักเศรษฐศาสตร์ ปราชญ์ชาวบ้าน นักการศาสนาและผู้นำทางจิต   วิญญาณฯลฯ)
                ที่ผ่านมากลุ่มคนทั้งสองแวดวงพยายามต้านทานการครอบงำจากขั้วอำนาจต่างๆ ด้วยการพลังเคลื่อนไหวกดดันจากภาคประชาสังคมในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามอำนาจการครอบงำใหม่ที่เข้ามาคืออำนาจทุน การทำงานแบบเลือกข้างอย่างสุดโต่งของคนทั้ง
2 แวดวงนี้มีส่วนสำคัญมากต่อการสร้างความขัดแย้งที่เกิด อย่างไรก็ดีความขัดแย้งในครั้งนี้ แม้สุ่มเสี่ยงต่อการบานปลายของเหตุการณ์ความรุนแรง แต่เป็นโอกาสที่ดีของกระบวนการปฏิรูปในความขัดแย้งระหว่างสองคู่ขัดแย้งที่เรียกว่า “เหลืองแดง”นั้น เป็นผลที่ดีแก่ภาคประชาชนด้วย เมื่อทุกฝ่ายมองเห็นพลังของการมีส่วนร่วมทางการเมือง หากประชาชนสามารถมีบทบาทในการชุมนุมมากกว่ากลุ่มการเมือง ดังนั้นภาคประชาชนหรือประชาสังคมต้องได้รับการส่งเสริมให้มีบทบาทมากกว่านักการเมือง ด้วยเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวแทนมวลชนคู่ขัดแย้ง หลีกเลี่ยงประเด็นความ ความขัดแย้งในประเด็นที่ยังตกลงกันไม่ได้หรือประเด็นที่อาจนำไปสู่ความชิงชัง หลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค ซึ่งความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคที่แสดงผ่านสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง ในทำนองที่ว่าคนเหนือ คนอิสานคือฝ่ายเพื่อไทย คนภาคใต้ฝ่ายประชาธิปัตย์ นั้นเป็นสาเหตุลดทอนพลังอำนาจจากคุณค่าร่วมของประชาชน ประชาชนซึ่งเป็นพลังสำคัญที่สุดหากการปฏิรูปเกิดขึ้นจริง สื่อผ่านระหว่างเสียงเล็กเสียงน้อยของประชาชน การรวบรวมความคิดเห็นและกระจายข้อคิดเห็นสู่สาธารณะ สร้างประเด็นร่วมในระดับชาติ โดยก้าวข้ามเงื่อนไขทางการเมือง แม้ในความเป็นจริงอาจหลีกกลุ่มการเมืองที่เป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้ตาม หากการเพิ่มบทบาทของประชาชนให้มากขึ้น สามารถลดอิทธิพลครอบงำของกลุ่มการเมือง แม้กลุ่มการเมืองมีบทบาทสำคัญแต่มักสร้างปัจจัยให้เกิดความแตกร้าวลึกๆในสังคม และคนแวดวงทั้งสองดังที่กล่าวมาข้างตนคือกลุ่มที่สามารถสร้างพื้นที่ให้ประชาชนได้มีบทบาทมากขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าคนทำงานสื่อกับคนทำงานวิชาการมีความเป็นอิสระในการทำงานมากน้อยแค่ไหน และในบทบาทของ คนที่สามารถรับฟังเสียงชาวบ้าน แปลเป็นภาษาวิชาการนำเสนอสู่ผู้มีบทบาทนำในการปฏิรูป
                พลังหนุนเสริมจากคนทำงานด้านสื่อและวิชาการมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการระดมความคิดเห็นของประชาชน พร้อมๆกับสร้างความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างอำนาจของประชาชนเป็น เพราะอำนาจจากประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นในการรวมพลังผลักดันการปฏิรูปประเทศไทย วิธีการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจว่า “อำนาจที่แท้จริงคือการยอมรับของประชาชนเอง” สิ่งที่กดทับอำนาจที่แท้จริงของประชาชน  คือความกลัวที่สร้างขึ้นด้วยอำนาจความรุนแรง แนวทางปฏิรูปประเทศไทยควรยึดหลักสันติประชาธรรมธรรม สันติประชาธรรมเป็นแนวทางของการอยู่ร่วมกัน นั้นคือประชาชนทุกกลุ่มในประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้ มีกระบวนการยุติธรรมที่ใช้งานได้จริง กลไกกระบวนการยุตธรรมคือหัวใจสำคัญของโครงสร้างอำนาจ องค์กรอิสระหรือระบบตรวจสอบทำงานได้จริง ซึ่งแน่นอนว่ารากที่ยึดโยงระหว่างระบบอุปถัมภ์ดั้งเดิม ระบบอุปถัมภ์ทุนนิยม และระบบค่านิยมหมู่พวก สำหรับสังคมไทยอาจต้องใช้ระยะเวลานาน ในการปรับเข้าสู่ระบบคุณธรรม กระบวนการปฏิรูปจึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ส่งเสริมค่านิยมใหม่อย่างต่อเนื่องจริงจัง พร้อมรับความท้าทายกับการทำงานของคนยุคใหม่ได้ บนความเชื่อที่ว่ากฎหมายที่ทำงานได้คือกฎหมายที่สอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ ธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของกลุ่มสังคมที่หลากหลายในประเทศกระบวนการปฏิรูปจึงจำเป็นต้องระดมความคิดจากทุกภาคส่วนทุกๆองค์กรภาคประชาสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั้นหมายถึงความยั่งยืนในเสถียรภาพของรัฐชาติในยุคใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือการผสานรวมของกลุ่มความคิดต่าง กลุ่มวัฒนธรรม อัตตาลักษณ์และชาติพันธุ์ และสิ่งที่มีอยู่เดิม ซึ่งหลอมรวมกันออกมา ในความเป็นจริงที่ผู้คนในยุคของพวกเราจิตนาการได้เพียงบางส่วน แม้อาจสวยงามดั่งใจเราหรือไม่เป็นก็ตาม แต่หากนั้นเป็นวิถีตามกฎการเปลี่ยนแปลงของโลก อย่างไรก็ดีกฎธรรมชาติและปัจจัยใหม่ที่ไม่อาจคาดเดาได้นั้น ผู้คนจะต้องออกแบบสังคมของเขาเอง และเป็นสิ่งที่ค่อนข้างเป็นนามธรรม นั้นคือผลของการกระทำของกลุ่มคนห้วงเวลานี้อาจเป็นสิ่งที่ปรากฏชัดขึ้นในอีกร้อยปีข้างหน้า ผู้คนพยายามออกแบบวิถีชีวิตหรือสังคมที่สวยงาม ที่ซึ่งพวกเราคิดว่ามันยากในการออกแบบหรือทำให้เกิดขึ้นในวันนี้ อาจกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันของผู้คนในอีกร้อยปีข้างหน้า อันเป็นคำถามย้อนมาถึงตัวตนของผู้คนในปัจจุบัน ว่าพวกเราพร้อมยอมรับความคิดเห็นของกันและกันแล้วหรือยัง เพื่อการออกแบบสังคมในยุคต่อไป.