วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

"พยาบาล"กับงานมนุษยธรรมในไฟใต้


"พยาบาล"กับงานมนุษยธรรมในไฟใต้
บทความโดย นวพล ลีนิน
เด็กหญิงสักกี่่คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีโอกาสศึกษาต่อจนสำเร็จด้านพยาบาลสาธารณสุข


              หากความทุกข์ยากคือความจริงของวัฏฏะชีวิต ความงดงามอันเกิดจากการขัดสานวิธีการแก้ปัญหาความทุกข์ยาก ผู้ทำหน้าที่รักษาเยียวยาความทุกข์ยากที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บหรืออุบัติภัย ประหนึ่งการทักทอแพรผ้าเป็นอาภรณ์ทิพย์ ด้วยเส้นใยของการต่อสู้ต่ออุปสรรคในความเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ นั้นคืออาภรณ์ที่แสนอบอุ่นในความหมายแห่งความดีงามของชีวิต ทั้งยังเสริมให้ผู้พบเห็นได้รู้สึกปลื้มปิติ โดยเฉพาะคุณค่าของงานบริการผู้คน ผู้เจ็บป่วยในฐานะพยาบาล
เมื่อเราเดินเข้าไปในห้องป่วยรวม อาจเป็นห้องที่ญาติผู้ใหญ่สักคน เป็นคุณตาสักคนที่อายุมากแล้ว จำเป็นต้องพักในห้องผู้ป่วยรวมที่ชื่ออายุรกรรมชาย ในบรรยากาศซึ่งอวนไปด้วยเชื้อโรคดื้อยาของโรงพยาบาลของรัฐสักแห่งหนึ่ง เราจะพบว่าในห้องมีคนป่วยที่นอนเรียงกันอยู่บนเตียงอย่างแออัดเว้นช่องไว้พอให้พยาบาลเข้าออกได้ ผู้ป่วยนอนหายใจหอบแรงยาวๆ บ้างก็หายใจรวยระรินสั้นๆ มีเครื่องช่วยหายใจครอบอยู่ที่จมูกกับปาก มีสายยางให้อาหารสอดไว้ทางรูจมูกข้างหนึ่ง สายยางสำหรับให้น้ำเกลือที่แขนข้างหนึ่ง บ้างรายต้องเจาะที่คอเพื่อช่วยหายใจ สายท่อปัสสาวะที่สอดสวนไปถึงกระเพาะปัสสาวะ ผู้ป่วยตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงไว้ชรา เราได้ยินเสียงหายใจผสมเสียงครวญคราง เสียงเครื่องวัดระดับชีวิตดังเป็นจังหวะระงมประสานเสียงเครื่องช่วยหายใจ ในระหว่างนั้นมีเสียงที่สอดแทรกเข้ามาเป็นระยะ นั้นคือเสียงของพยาบาล เสียงญาติเฝ้าไข้ และเสียงผู้ดูแลผู้ป่วย เสียงที่ดุดัน ทั้งขู่เข็ญและปลอบประโลมผู้ป่วยให้คนป่วยกินยา กินอาหาร สอดสายยาง นอน ลุกนั่ง คนป่วยส่วนหนึ่งถูกมัดมือสองข้าง เพื่อป้องกันการดึงสายยาง รอบๆมีเครื่องช่วยหายใจเครื่องวัดระดับชีวิต อุปกรณ์เครื่องมือทางแพทย์ ข้าวของเครื่องใช้ของญาติคนป่วยที่วางอยู่ในพื้นที่จำกัด ญาติเฝ้าไข้ปูเสื่อนอนอยู่ข้างเตียงบ้าง ใต้เตียงบ้าง และตามระเบียงห้องด้านนอน ภายในห้องอวนไปด้วยกลิ่นยา ของเสีย และบรรยากาศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อตามคำเตือนของป้ายที่แขวนไว้ ภาพเสียงและกลิ่นแห่งความทุกข์ระทมที่ชวนให้อึดอัดใจ อาจทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราสามารถทนต่อสภาพเช่นนี้ หรือปล่อยให้ญาติที่เป็นคนป่วยของเราอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร และดูคล้ายท่าที่ชำนาญการอย่างเยือกเย็น พยาบาลสักคนหาได้สนใจต่อการยืนอย่างเกะกะของเรา เธอขอทางเดินเข้าไปใช้เครื่องดูดเสมหะคนป่วยทางช่องที่เจาะคอ เสียงดังครอกคราก ด้วยแววตาที่สงบนิ่งกับผ้าปิดปากที่ทำให้เราอาจหวาดหวั่นเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
อาชีพพยาบาลคือหนึ่งในคำตอบหนึ่งจากเด็กๆในคำถามที่ว่า “โตขึ้นหนูจะเป็นอะไร?”  โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงหลายๆคนพวกเธอเฝ้าถึงการสวมใส่เครื่องแบบพยาบาลอันสง่างาม ภาพหญิงสาวหน้าตาสะสวย รอยยิ้มที่อิ่มด้วยความใจดี ชุดขาวที่ช่วยทำให้รู้สึกอบอุ่นในท่วงท่าที่อ่อนโยน หมวกกะบังที่เสริมความเข้มขลังแสดงสัญลักษณ์ของความเป็นผู้อภิบาล ดั่งคำเปรียบเปรยนางพยาบาลว่าเป็นนางฟ้าหรือแม่พระที่ค่อยปรนนิบัติผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่ในความเป็นจริง อาชีพพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และผู้ดูแลผู้ป่วยนั้นต้องเผชิญกับสภาวการณ์ที่กดดันมากมายในแต่ละวัน ทั้งเหตุการณ์ที่เตรียมตัวรับมือ หรือเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าคุณพยาบาลจะเข้าเวรกะไหน ได้นอนเต็มอิ่มหรือไม่ก็ตาม คุณพยาบาลต้องพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา  การเจาะเลือด ล้างแผล เย็บแผลสด การผ่าตัด สอดใส่ท่ออาหาร ชำระล้างของเสียในร่างกาย ในท่วงท่าที่รวดเร็วแข่งกับจำนวนผู้ป่วย ความเป็นความตายที่ยากเกินกว่าจะรักษาท่วงท่าของนางฟ้าผู้อ่อนโยนเอาไว้ได้
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างพยาบาลกับคนไข้มีท่าที่ที่น่าสนใจ คือท่วงท่าที่แข็งกร้าวเมื่อคนป่วยดื้อดึง คำบางคำที่อาจกระทบต่อความรู้สึกของคนป่วยหรือญาติผู้เฝ้าไข้ “ถ้าอยากตาย ก็ถอดอีกทีได้เลยนะ เครื่องช่วยหายใจน่ะ คราวนี้จะไม่ใส่ให้แล้ว” นั้นอาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ต้องจัดการกับคนป่วยของพยาบาลสักคนหนึ่ง เมื่อพยาบาลที่ผ่านหลักสูตรในบทเรียนและได้ประสบการณ์จากการปฏิบัติจริง การจัดการกับสภาพร่างกายอารมณ์และความรู้สึกของพยาบาลเองจึงเป็นทักษะที่ละเอียดอ่อนมาก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริง จึงพบว่าผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานมามากกว่า 10 ปีสามารถควบคุมอารมณ์ในระหว่างการทำงานได้มากกว่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นมากสำหรับ แพทย์ พยาบาลและผู้ดูแลคนป่วยในการปรับสภาพอารมณ์ให้พร้อม เพื่อความรู้สึกที่ดีต่อการรักษาพยาบาลคนป่วยทั้งทางร่างกายและการเสริมสร้างกำลังใจ กระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดความตื่นตัวไปกับกระบวนการรักษา และให้ผู้ป่วยเห็นความสำคัญของการเยียวยาตนเองและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่
โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานของรัฐที่แสดงตัวชี้วัดระดับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ตัวชี้วัดในช่วงยุคเร่งรัดพัฒนานั้นคือ ถนน โรงเรียน ไฟฟ้า น้ำประปาและโรงพยาบาล คุณภาพของการพัฒนาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดำเนินนโยบายของรัฐ โรงพยาบาลสามารถสะท้อนภาพการปฏิบัติต่อพลเมืองของรัฐผ่านทางผู้ทำหน้าที่ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐในโรงพยาบาลกับพลเมืองคือผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย ที่ใกล้ชิดที่สุดคือ“พยาบาลและผู้ดูแลคนป่วย” ตามหลักจรรยาบรรณของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หมอ พยาบาล ไม่อาจเลือกปฏิบัติต่อคนป่วย ไม่ว่าคนป่วยจะเป็นใคร ความเป็นพลเมืองไทย เป็นคนกลุ่มน้อย หรือผู้ไม่มีสัญชาติไทย แม้กระทั่งผู้ป่วยฉุกเฉินที่เป็นโจรผู้ร้ายเข้ามาเนื่องจากสาเหตุการปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในความเป็นผู้ช่วยชีวิตตามหลักการที่ต้องให้การรักษาเพื่อช่วยชีวิตในฐานะมนุษย์ ในความเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ โรงพยาบาลจึงเป็นจุดเชื่อมต่อสายความสัมพันธ์ระหว่างพลเมืองกับรัฐ ในปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ในบทบาทระหว่าง “หมอพยาบาลเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล”กับ “คนป่วยและญาติคนป่วย” จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ความรู้สึกที่มีปัจจัยเสริมมาจากทัศนคติเดิมที่มีต่อกันได้ ในความเป็นตัวตน ในอัตตาลักษณ์แห่งตน ศาสนา ชาติกำเนิด สถานภาพ สีผิว หรือ ทัศนะแปลกแยกในทางความคิดอื่นๆ
ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสไปร่วมสัมมนากับกลุ่มมะขามป้อมที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 1 สัปดาห์ ในระหว่างนั้นมีโอกาสนั่งรถสองแถวจากอำเภอเชียงดาวมายังตัวเมืองเชียงใหม่ รถสองแถวแวะรับชาวไทยภูเขาสามคน(ไม่แน่ใจว่าใช้สรรพนามที่ถูกต้องหรือเปล่า) ที่เรียกชาวไทยภูเขาเพราะสังเกตจากลักษณะการแต่งกาย และศาลารอรถที่ปากทางขึ้นดอย เนื่องจากระยะทางที่ไกลและขดเคี้ยว ประกอบกับทางโค้งที่น่าหวาดเสียวในแต่ล่ะโค้งทำให้พวกเราบนรถเกิดรอยยิ้มและหัวเราะกัน แล้วจึงได้พูดคุยกัน หญิงชาย 2 สามีภรรยาวัยกลางคน กับลูกชายวัยรุ่นเป็นชาวเผ่าลีซอ พวกเขากำลังเดินทางไปเยี่ยมยายซึ่งกำลังนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลในตัวเมืองเชียงใหม่ ชายวัยรุ่นเล่าว่า พวกเขาโชคดีที่มีบัตรประชาชนไทย เพื่อนบ้านบางคนไม่มีบัตร เดินทางมาได้แค่ตัวอำเภอ หากจะมาเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาล บางครั้งต้องเสียเงินให้กับเจ้าหน้าที่ตามด่านตรวจรายทาง จากดอยเชียงดาวไปจนถึงโรงพยาบาลเชียงใหม่ต้องเสียเงินไปหลายร้อยบาท คนบนดอยต้องหยุดงานเพื่อไปเฝ้าไข้คนป่วยที่โรงพยาบาล ต้องเสียเงินให้กับเจ้าหน้าที่ที่เห็นแก่ได้ ส่วนหนึ่งมาจากทัศนะคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อชาวไทยภูเขาว่าเป็นพวกที่ร่ำรวยผิดปกติ ด้วยผลประโยชน์จากขบวนการค้ายาเสพติด จากการเป็นแหล่งพักยาหรือเป็นผู้ค้ายาเสพติด เช่นเดียวกันกันอคติที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ในทัศนคติด้านลบที่มองว่าชาวเขาส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด พวกตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่ถูกมองแบบเหมารวมได้รับผลกระทบไปด้วย
มองมาที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ในท่ามกลางปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น หากย้อนไปก่อนปี พ.ศ. 2547 ในช่วงประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา แพทย์และพยาบาลที่เป็นลูกหลานของชาวไทยเชื้อสายมลายูในพื้นที่เกิดขึ้นจำนวนหนึ่ง แต่ยังน้อยมากเนื่องจากโอกาสทางการศึกษา ตามระบบโรงเรียนของรัฐไทย อย่างไรก็ดีภาครัฐพยายามในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาเพื่อผลิตบุคคลากรด้านสาธารณสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเฉพาะวิชาชีพพยาบาลที่ภาครัฐเร่งส่งเสริมจากคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ วิทยาลัยพยาบาลจังหวัดยะลาและสงขลา การเพิ่มโอกาสพิเศษในการผลิตพยาบาล 3,000 คนในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐไทยพยายามสร้างสายสัมพันธ์ในจุดปมที่สำคัญที่สุด ระหว่างพลเมืองไทยเชื้อสายมลายูมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับความรู้สึกร่วมที่ให้ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อรัฐไทย อย่างน้อยพยาบาล 3,000 คน ที่ปฏิบัติหน้าที่แล้วนั้น ส่วนหนึ่งของหลักสูตรที่พวกเขาได้เรียนรู้ คือการเข้าเรียนในวิทยาลัยพยาบาล พร้อมกับลงพื้นที่ชุมชนสภาพสังคมในภูมิภาคอื่นๆของประเทศไทย และจุดยึดโยงในความเป็นลูกหลานของคนในท้องถิ่นที่ โดยส่วนหนึ่งพยาบาล 3,000 คนเป็นบุตรหลานผู้นำชุมชนที่มีส่วนสำคัญต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายความมั่นคง  อย่างไรก็ดีปัญหาด้านสาธารณสุขยังเป็นเหมือนฝุ่นใต้พรม ปัญหาส่วนหนึ่งเนื่องจากผลกระทบจากการปฏิบัติการทางการทหารของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายขบวนการ
เพื่อนสมัยมัธยมต้นโรงเรียนนราธิวาสของผมคนหนึ่ง ชื่อ “ขวัญ” ขวัญจบพยาบาลวิชาชีพจากวิทยาลัยพยาบาลนราธิวาสซึ่งปัจจุบันคือคณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อทำงานในพื้นที่ได้ระยะหนึ่งจึงไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโทในด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เมื่อสำเร็จจึงกลับมาทำงานกลุ่มงานบริหารในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนราธิวาส
“ขวัญ” เล่าถึงการทำงานในพื้นที่ความรุนแรง ซึ่งบ่อยครั้งที่เหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่เธอทำงานอยู่ แต่เนื่องจากเป็นคนในพื้นที่จึงเข้าใจสถานการณ์ดี ความกังวลในเรื่องความปลอดภัยจึงไม่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปมากนัก ในความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของฝ่ายขบวนการที่จ้องทำร้าย หากเปรียบเทียบกับ เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและครู สาเหตุหนึ่งเนื่องจากงานพยาบาลที่ทำงานด้านมนุษยธรรม ไม่ว่าฝ่ายไหนได้รับบาดเจ็บมา โรงพยาบาลรับดูแลรักษาเพื่อช่วยชีวิตอย่างถึงที่สุด
แม้ในช่วงที่ผ่านมาได้การตั้งข้อสงสัยในประสิทธิภาพการทำงานของพยาบาลในโครงการ 3,000 คน และปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องพยาบาลในโรงพยาบาลต่าง แต่ทางหน่วยงานหลักได้จัดโครงการอบรมพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง  สำหรับอุปสรรคในการทำงานนั้น เรื่องภาษานั้นมีไม่มากนัก เพราะพยาบาลได้รับการฝึกให้ใช้ภาษามลายูถิ่นพื้นฐาน ในคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล อาทิเช่น เจ็บ,ไข้,กินยา,เบาหวาน,ความดัน,น้ำเกลือ,ฉีดยา,ก่อนอาหาร,หลังอาหาร
อย่างไรก็ตามปัญหาอุปสรรคจากความเชื่อตามหลักศาสนาบางอย่าง พยาบาลต้องทำความเข้าใจกับคนป่วยมุสลิมที่ไม่ยอมรับเลือดคนต่างศาสนา หรือหากจำเป็นจริงๆก็ต้องขอบริจาคเลือดจากญาติพี่น้องที่ยอมรับ กรณีตัวยาบางชนิดที่ไม่ฮาลาลเพราะมีกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ส่วนประกอบจากสุกร ซึ่งจำเป็นต้องรณรงค์ส่งเสริมเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่
สำหรับความมุ่งในการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ให้มีสุขภาพที่ดี เนื่องจากจำนวนของหมอ เพียง 7 คน จากมาตรฐานโรงพยาบาลระดับอำเภอที่ควรมีหมอ 16 คน โครงการออกรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพประชาชนในพื้นที่ จึงเป็นงานที่สำคัญ มีเป้าหมายเพื่อให้คนในพื้นที่เกิดความเข้าใจในการดูแลใส่ใจสุขภาพ ซึ่งสามารถช่วยลดจำนวนคนป่วยที่ต้องเข้ารับรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล ในอีกด้านหนึ่งคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนในพื้นที่ แต่จากสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หน่วยงานส่งเสริมสุขภาพในโรงพยาบาลไม่สามารถออกพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย
การต่อสู้ด้วยวิธีการก่อการร้าย การดักซุ่มโจมตีทำร้ายเจ้าหน้าหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งเป็นยุคเร่งรัดพัฒนาจนกระทั่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อผู้คนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่องว่างในเรื่องคุณภาพชีวิตที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ระหว่างทัศนคติในระดับปัจเจกบุคคล ประชาชนที่เปิดใจรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของสาธารณสุขรัฐ เพื่อการพัฒนาสุขลักษณะในการดำเนินชีวิตประจำวันที่เอื้อต่อการมีสุขภาพร่างกายที่ดี กับสภาพความพร้อมในการทำงานของเจ้าหน้าที่พยาบาลและสาธารณสุข เชื่อมโยงสู่ปัญหาการพัฒนาในระดับโครงสร้าง ความพร้อมของรัฐในการขยายอาคารสถานที่พัฒนาอุปกรณ์เครื่องมือ และผลิตบุคคลากรด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะแพทย์พยาบาลให้เพียงพอต่อสัดส่วนประชากร
ในขณะเดียวกัน หากการปิดกั้นการทำงานส่งเสริมสุขภาพ จากการเคลื่อนไหวของฝ่ายขบวนการที่ต่อต้านอำนาจรัฐยังทำงานได้ผล การทำงานด้านมนุษยธรรมก็ชะงักงันขาดความต่อเนื่อง ในช่วงระยะเวลาไม่นานภาพความเหลื่อมล้ำทางด้านคุณภาพชีวิตจะปรากฏชัดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือวัตถุดิบชั้นดีในการจุดเชื้อไฟปลุกระดมมวลชนของฝ่ายขบวนการ โดยการตั้งกำแพงปฏิปักษ์ต่อความไม่จริงใจในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของรัฐ ด้วยข้ออ้างทางศักดิ์ศรีที่จะไม่รับการพัฒนาเพราะความไม่ศรัทธาในรัฐ นั้นคือโจทย์ที่ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำเป็นต้องรับไว้พิจารณา หากเจ้าหน้าที่งานพยาบาลสาธารณสุขผู้ชูธงนำในนามมนุษยธรรม ยังไม่สามารถทำงานส่งเสริมสุขภาพได้ คำถามคือคุณภาพชีวิตที่ดีของพลเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหน้าที่ของฝ่ายใด.





วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

“โต๊ะปาเก”สายสัมพันธ์สยามมลายูและความขัดแย้งที่คุณยายไม่เข้าใจ


“โต๊ะปาเก”สายสัมพันธ์สยามมลายูและความขัดแย้งที่คุณยายไม่เข้าใจ

บทความโดย นวพล ลีนิน

                ในการก่อเกิดมนุษย์เป็นปรากฏการณ์หนึ่งของธรรมชาติเท่านั้น ไม่ว่ามนุษย์สามารถพัฒนาอารยะธรรมหรือเทคโนโลยีไปได้ก้าวไกลแค่ไหน มนุษย์ก็ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ความมีชีวิตของมนุษย์ย่อมสัมพันธ์กับธรรมชาติ มนุษย์เรียนรู้การสื่อสารผ่านธรรมชาติเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสอดคล้อง ทั้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งสื่อสารกันในมิติที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ในรูปแบบของความเป็นมนุษย์ นั้นคือการสื่อผ่านในรูปแบบของผีสางเทวดา ซึ่งเป็นรูปลักษณ์ที่ง่ายต่อการอธิบาย ไม่ซับซ้อนต่อสิ่งที่ยากต่อการทำความเข้าใจ และเรื่องราวประสบการณ์ให้คุณให้โทษของบุคคลผู้ล่วงลับไปแล้ว สัมพันธ์กับประสบการณ์ที่ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ส่วนใหญ่ไม่สามารถอธิบายในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ชัดเจน เมื่อชีวิตคืนสู่ธรรมชาติ ใครคนหนึ่งเสียชีวิตไป แต่ยังทรงอิทธิพลต่อความเป็นไปในชุมชน นั้นคือกระบวนคิดของวิถีชาวบ้านในท้องถิ่นสังคมเกษตรกรรมสุวรรณภูมิที่ผสมผสานหลักศรัทธาเรื่องกรรมในพุทธศาสนา กับพิธีกรรมทางพราหมณ์ฮินดูและการนับถือดวงวิญญาณบรรพบุรุษ นำสู่การสถาปนาผู้ที่เคยทำคุณงามความดีให้กลายเป็นเทพภูมิค่อยปกปักษ์รักษาชุมชน
กลุ่มเยาวชน SEED OF PEACEลงพื้นที่เรียนรู้ชุมชนที่โต๊ะปาเก

                พื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดีครอบคลุมอำเภอ บาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอระแงะ และอำเภอสุไหงปาดีในจังหวัดนราธิวาส สภาพพื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นแหล่งเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างสวนยางพารา สวนผลไม้ ซึ่งแม้ในอดีตเคยมีนาข้าวอยู่มากแต่ปัจจุบันเหลือน้อยเพราะชาวบ้านหันมาปลูกยางพาราในช่วงที่ราคายางสูงขึ้น พื้นที่ที่เหลือเป็นป่าธรรมชาติ ป่าพรุ ป่าดิบชื้นที่อยู่บนภูเขา  หมู่บ้านเล็กๆที่กระจัดกระจายรายรอบอยู่ตามแนวเขาบูโดสุไหงปาดีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรีนั้น หลายหมู่บ้านเป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งชาวไทยพุทธ ชาวไทยมลายูมุสลิม ชาวไทยเชื้อสายจีน อาจเคยมีผู้คนเชื้อสายอินเดียและปากีสถานที่เร่ขายสินค้าอยู่บ้างในอดีตแต่คนกลุ่มนี้มักตั้งถิ่นฐานอยู่ในตัวเมืองที่เป็นเขตธุรกิจร้านตลาดมากกว่าพื้นที่ในชนบท  จากสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการแยกความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคน การลอบยิง ข่มขู่คุกคามทำร้ายต่อชีวิต และทำลายทรัพย์สิน ทำให้หลายพื้นที่ ชาวไทยพุทธ และชาวไทยเชื้อสายจีนส่วนหนึ่งอพยพออกจากพื้นที่ด้วยความหวาดกลัว

                อย่างไรก็ดี หมู่บ้านอีกหลายหมู่บ้านที่ชาวบ้านต่างศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างมีน้ำอดน้ำทน หนึ่งในนั้นคือหมู่บ้านตลิ่งสูง หมู่ 9 ตำบลสุไหงปาดี อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เป็นอีกหมู่บ้านที่มีสัดส่วนประชากรพุทธและอิสลามอยู่ร่วมกัน 30:70 จากประชากรประมาณ 400 คน เรื่องราวการเบิกร้างถางพงของกลุ่มชาวสยามที่อพยพมาจากรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เนื่องในช่วงก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่2 เศรษฐกิจในรัฐกลันตันประเทศมาเลเซียตกต่ำอย่างหนัก จากเรื่องเล่าของยายพลับ บุญศิริ ยายของผมเอง ท่านมีพื้นเพอยู่ที่บ้านยุงเกา อำเภอตุมปัต รัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ที่เล่าถึงความลำบากยากแค้น ชีวิตชาวบ้านชาวป่าแบบไทยๆที่ไม่สามารถทนต่อภาษีที่ดินของรัฐบาลอังกฤษได้ เข้าใจได้ว่ารัฐบาลอังกฤษกำลังเตรียมการเพื่อรับมือกับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงระดมเก็บภาษีในอาณานิคมเพื่อสะสมขุมกำลัง แม้ตอนนั้นยายยังเด็กมากและสุขภาพไม่ค่อยดีแต่ครอบครัวก็ตัดสินใจอพยพมาฝั่งประเทศไทยเพื่อโอกาสที่ดีกว่า  ยายเสียชีวิตในช่วงที่เหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนกำลังครุกรุ่น ช่วงปี จากปี2546 จนถึงปี 2551 (ซึ่งเป็นปีที่ยายเสียชีวิต) มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นในหมู่บ้านหลายครั้ง นับจากลอบยิงญาติที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน วางระเบิดถนนหน้าหมู่บ้าน การลอบยิงชุดเฝ้าโรงเรียน ฆ่าผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 2 สามีภรรยาในสวนยาง และเสียงปืนเสียงระเบิดในแต่ล่ะครั้งทำยายเสียขวัญ ความดันโลหิตสูงตามมาด้วยอาการเป็นเป็นลม ยายเล่าว่าในชีวิตที่กลัวมากอยู่ 2 ครั้ง คือสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ยายเรียกว่า “ศึกญี่ปุ่น” เหตุการณ์ครั้งนั้นยายกับตาทำหลุมหลบภัยการโจมตีทางอากาศ กับเหตุการณ์ที่ 2 ที่ยายกลัวมากๆคือสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ครั้งนี้ ซึ่งยายไม่รู้จะเรียกว่าอะไร เพราะการทำศึกเอาบ้านเอาเมืองเขาไม่ทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ ยายไม่เข้าใจว่าผู้ก่อเหตุทำร้ายหรือฆ่าชาวบ้านทำไม เรื่องตลกร้ายที่ยายบอกว่า ปัจจุบันญาติพี่น้องในมาเลเซียมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นฐานะดีขึ้น ในขณะที่อยู่ประเทศไทยเศรษฐกิจก็แย่ลง และต้องหวาดกลัวเหตุการณ์ร้ายที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร
ญาติพี่น้องไทยพุทธ เชิญชาวไทยมลายูมุสลิมมาทำพิธีละหมาดให้โต๊ะปาเก

                หมู่บ้านตลิ่งสูงเดิมรวมหมู่บ้านไอกูบูเป็นหมู่ 1 ต่อมาแยกเป็นหมู่ 9  ตลิ่งสูงเป็นหมู่บ้านหนึ่งในหลายๆหมู่บ้านที่ตั้งอยู่รอบๆแนวภูเขาเล็กๆลูกหนึ่งที่แยกออกมาจากภูเขาบูโดสุไหงปาดี หากเราเปิดแผนที่ป่าไม้จะพบชื่อภูเขาที่มียอดชื่อ ปิแนมูดอ (แปลว่าหมากอ่อน) หรือเรียกว่าภูเขาตลิ่งสูง ความเป็นมาของตลิ่งสูงนั้นเกิดขึ้นไม่นานนักโดยการอพยพเขามาบุกเบิกที่ทำกินในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เชื่อมโยงกับชุมชนเก่าแก่ที่ตำบลสุไหงปาดี ซึ่งเป็นตัวตำบลที่มีชาวไทยพุทธมากที่สุดในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ซึ่งหลายเครือวงญาติในพื้นที่ที่มีบรรพบุรุษเป็นทั้งชาวสยามพุทธและมลายูมุสลิมผสมกัน สันนิฐานกันว่าชุมชนพุทธที่วัดโบราณสถิตมีความเป็นมาเก่าแก่มากกว่า 200 ปี ครั้งหนึ่งตัวตำบลสุไหงปาดีเคยเป็นที่ตั้งของตัวอำเภอสุไหงปาดี ในยุคที่ยังมีการเดินทางด้วยเรือเป็นหลัก สายน้ำที่เดินเรือ จากพื้นที่ป่าเขาสู่พื้นที่พรุ ผ่านท้องนาท้องไร่ เส้นคลองที่เชื่อมไปปากน้ำแบ่ง 2 ทางแยก แยกหนึ่งไปถึงอำเภอตากใบ เข้าประเทศมาเลเซีย แยกสายหนึ่งไปบางนรา(ตัวเมืองนราธิวาส) จากชื่อสุไหงที่แปลว่าคลอง ปาดีที่แปลว่าข้าว แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ด้วยเรือกสวนไร่นา ในยุคการบุกเบิกพื้นที่ป่าพรุและป่าดิบชื้นค่อยๆถูกบุกเบิกกลายเป็นพื้นที่นา โดยการขยายตัวของประชากรที่มากขึ้น ปัจจุบันพื้นที่นาเริ่มกลายเป็นสวนยาง และตัวอำเภอสุไหงปาดีได้ย้ายไปยังตำบลปะลุรู เมื่อถนนสายจารุเสถียรและทางรถไฟมาบรรจบกันที่ตำบลปะลุรู ด้วยสายถนนที่เชื่อมต่อ อำเภอเมือง อำเภอสุไหงปาดี อำเภอตากใบและอำเภอสุไหงโกลกเชื่อมเส้นทางข้ามไปประเทศมาเลเซีย ทางเดินเรือในลำคลองก็ลดบทบาทลงอย่างสิ้นเชิง

                จำได้ว่าในสมัยที่ยังเป็นเด็กมากๆ ยายพาผมไปทำไร่ ไร่ที่เกิดจากพื้นที่ระหว่างแถวปลูกต้นยาง ต้นยางเมื่อครบอายุต้องโค่นเพื่อปลูกใหม่ พื้นที่ระหว่างแนวต้นยางเป็นลานโล่งเหมาะสำหรับปลูกพืชไร่หมุนเวียน พืชจำพวกที่ต้องการแสงแดดมากๆ พวกถั่ว มัน ข้าวโพด พืชผักต่างๆแตงโม แตงไทยและพืชไร่ตามฤดูกาล โดยเจ้าของสวนยินดีแบ่งที่ทางให้ชาวบ้านไปช่วยกันปลูก นอกจากช่วยสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแล้ว ยังช่วยถางให้พื้นที่โล่งเตียนง่ายต่อการปลูกยางมากขึ้น ที่ไร่ยางโต๊ะปาเก พวกเราเด็กไปเล่นกันที่นั้น สนุกกับการเผาหัวมัน และวิ่งเล่นปีนต้นไม้ ปีนจอมปลวกไปตามเรื่อง แต่สำหรับที่หลุมศพโต๊ะปาเก พวกเด็กๆถูกห้ามไม่ให้ไปซุกซนบริเวณนั้น ก่อนเข้ามาถึงบริเวณไร่ยางใกล้ๆหลุมฝังศพโต๊ะปาเก ยายจะกล่าวประโยคว่า “แช โต๊ะปาเก ลูกหลานขอมาทำมาหากิน อย่าได้ทักได้ท้วง” เมื่อยายกล่าวแล้ว ก็บอกให้ผมว่าตาม ยายเล่าว่าครั้งหนึ่งสมัยที่ลุงซึ่งเป็นพี่ชายของแม่ยังเป็นเด็กๆ ยายพาลุงมาทำไร่อย่างนี้แหละ แล้วพอกลับไปบ้านลุงซึ่งยังเด็กอายุสัก 7 ขวบมีอาการไข้ขึ้น ท้องเสีย และอาเจียนอย่างหนัก ถามได้ความว่าลุงไปปีนเล่นบนหลังคาเหนือหลุมฝังศพโต๊ะปาเก ยายจึงจุดธูปบอกกล่าวขอขมา อาการของลุงก็ดีขึ้น

                หลุมฝังศพโต๊ะปาเกมีประวัติความเป็นมาอย่างไรยังไม่มีใครทราบแน่ชัด สอบถามเอาจากคนเฒ่าคนแก่ทั้งพุทธและมุสลิม ท่านก็บอกต่อกันมาว่ามีมาตั้งแต่มาอยู่ที่นี่แล้ว ที่รู้ว่าเป็นหลุมฝังศพเพราะมีหินสีขาวที่วางบนพื้นดินตามแบบหลุมศพของชาวมลายูมุสลิมทั่วไป ต่อมาชาวบ้านที่เป็นไทยพุทธเกิดเลื่อมใสในพลังเร้นลับที่เกิดขึ้น ช่วงระหว่างไปทำไร่ทำสวน หรือไปล่าสัตว์บริเวณดังกล่าว จึงได้ต่อเติมเป็นหลังคาคลุมพื้นที่ไว้ ปัจจุบันหลุมศพโต๊ะปาเกอยู่ในพื้นที่สวนยางของชาวบ้านตลิ่งสูงซึ่งเป็นคนไทยพุทธ ในสมัยที่ยังทำนาอยู่ชาวบ้านจะบวงสรวงโต๊ะปาเกในช่วงที่พืชผลออกผลผลิต ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพิธีลาซังก่อนและหลังการทำนา เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี สัตว์ป่าพวกหมูป่า นก หรือหนูนาไม่มารบกวน หากใครมีเรื่องร้อนใจมาร้องกล่าวบนบานก็มักนำเครื่องเซ่นสังเวยมาบวงสรวงแก้บนด้วย มีเรื่องเล่าว่าชายชาวบ้านคนหนึ่งมาบนบานขอหวยโดยสัญญาว่าจะเชือดแพะมาบวงสรวงถ้าหากถูกหวย แต่พอถูกหวยชายคนดังกล่าวก็ไม่ได้ทำตามสัญญา หลังจากนั้นมีคนฝันว่ามีชายแก่ไว้หนวดยาวนุ่งชุดขาวโพกผ้าแบบมุสลิม มาบอกว่า “พวกมนุษย์นี่เชื่อไม่ได้...”  จากนั้นจึงไม่มีใครไปขอหวยอีก หรือมีแต่ไม่ได้เลขอย่างที่ขอ จากท่าทีในความฝันทำให้เชื่อว่าท่านจะไม่ให้อะไรๆตามคำบนบานอีกแล้ว

                ความเข้มขลังของโต๊ะปาเกเริ่มขึ้นในสมัย มโนราพุธ ท่านเป็นคนรุ่นทวดของผม มโนราพุธเป็นผู้มาบุกเบิกตั้งบ้านเรือน ซึ่งคุณยายเป็นหนึ่งในผู้ติดตามร่วมคณะมาด้วย บ้านของมโนราพุธหลังใหญ่ มีคณะมโนราและลูกหลานมากมายเป็นบ้านบริวารอยู่รายรอบ มโนราพุธถือเป็นคหบดีผู้ร่ำรวยระดับต้นๆของจังหวัดนราธิวาสในสมัยนั้นที่เดียว วันหนึ่งช้างที่เลี้ยงไว้ตกมันแล้วหลุดหนีไปในป่า ท่านจึงประกาศสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยจับช้างไว้ ช้างมาติดอยู่บริเวณหลุมฝังศพโต๊ะปาเก โดยโซ่ติดอยู่กับก้อนหินที่สามารถกลิ้งไปได้ง่ายๆ หากเทียบกับกำลังช้างตกมัน หลังจากนั้นจึงเริ่มมีพิธีบวงสรวงในฐานะที่มโนราพุธเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลต่อผู้คนในพื้นที่ ลูกหลานจึงสืบความเชื่อนี้มาด้วย
ลำธารตลิ่งสูงที่มาของชื่อหมู่บ้าน


                แม้ความสอดคล้องที่ไม่ใคร่ลงตัว ระหว่างศาสนาอิสลามที่ถือว่าพิธีบวงสรวงวิญญาณหรือพระภูมิเจ้าที่เป็นสิ่งต้องห้าม หรือแม้กระทั่งตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเองก็ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องเหล่านี้ สิ่งที่น่าสนใจคือการผสานกัน ระหว่างกลุ่มคนที่แตกต่างกันในเรื่องภาษาพูด ศาสนา และวัฒนธรรมบางอย่างที่ยังไม่รับประสานกัน ในความขัดแย้งที่มีอยู่จริงคือ ความเป็น “ซีแย”(สยามพุทธ) กับ “นายู”(มลายูมุสลิม) หรือ ความคิดในกรอบ คนไทยกับคนแขก ซึ่งมีความปฏิสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน หากเรามองในแง่ของกุศลโลบายเพื่อการอยู่ร่วมโดยไม่สูญเสียอัตตาลักษณ์ของตัวตนไป ทั้งยังสามารถเป็นรับในสิ่งดีงามของกลุ่มอื่นที่แตกต่างกัน

                ในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การลอบยิงชาวบ้านไทยพุทธและชาวบ้านไทยมลายูมุสลิม ทำให้การดำเนินชีวิตประจำวันส่วนหนึ่งต้องเปลี่ยนไป ชาวบ้านจำเป็นต้องรวมกลุ่มเฝ้าระวังสอบถามสถานการณ์ระหว่างกัน ก่อนออกไปทำมาหากิน ออกไปทำสวน ไปกรีดยาง หรือไปจับจ่ายซื้อของในตลาด ชาวพุทธและมุสลิมส่วนหนึ่งยังมีความห่วงใยซึ่งกันและกันอยู่ และในความตลกร้ายเรื่องที่2 ของบทความนี้คือ ชาวบ้านพุทธและมุสลิมต้องแกล้งแสดงความเกลียดชังกัน ชาวบ้านบางคนบอกว่าถ้าเจอกันในตลาดก็อย่าพึ่งทักทายกัน เพราะกลัวว่ามีแนวร่วมหรือกลุ่มผู้ไม่หวังดีติดตาม พวกผู้ไม่หวังดีไม่ชอบเห็นชาวไทยมลายูมุสลิมสนทนากับคนไทยพุทธ การเข้าออกชุมชนระหว่างพุทธและมุสลิมต้องบอกกล่าวกันก่อนว่า มาหาใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร มาขนไม้ยางพารา มาธุระกับเจ้าของสวนยาง มารับจ้างสร้างบ้าน รับจ้างถางป่า เอาของมาขาย นั้นคือความสัมพันธ์ที่จำเป็นต้องหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

                พื้นที่ร่วมทางจิตวิญญาณ แม้ไม่ค่อยลงตัวตามหลักศรัทธาความเชื่อทางศาสนา แต่ในการยอมรับนับถือผู้คนต่างศาสนาในฐานะคนดีอย่าง “โต๊ะปาเก” โดยเชื่อว่าท่านเป็นผู้ประพฤติตนมีศีลธรรม รักสันโดษ จึงปลีกวิเวกมาบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าลึก ด้วยพลังความดีเมื่อตายไปแล้วยังสามารถให้คุณให้โทษกับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ความดีงามที่ข้ามพ้นเชื้อชาติศาสนาคือคุณค่าที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี แม้คนรุ่นใหม่ที่พยายามหาหลักฐานเพื่อยืนยันตามหลักวิชาการ ในตำนานความเชื่อต่างๆ ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร มีข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน แล้วอาจสรุปว่าเรื่องเล่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่ไม่มีน้ำหนักพอที่จะเชื่อถือได้ แต่อย่างน้อยเรื่องเล่าที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เล่านี้ ครั้งหนึ่งเคยรับใช้สังคมและชุมชนให้สามารถอยู่ร่วมกัน ในสายสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ
 

วิธีที่คุณยายสื่อสารกับพลังธรรมชาติอย่างเรียบง่าย ประหนึ่ง “โต๊ะปาเก”เจ้าที่แขกคือญาติผู้ใหญ่ของท่านคนหนึ่งที่พูดคุยกัน จับเนื้อต้องตัวกันได้ ยายสามารถเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคของท่านคราว “ศึกญี่ปุ่น”ได้ว่า นั้นคือ ไอ้ยุ่น ไอ้แขก ไอ้เจ็กจีน ไอ้คนขาว ไอ้คนไทย หรือเงาะป่าซาไก แล้วก็หยอกล้อกันด้วยสรรพนามที่ใสซื่อแบบชาวบ้าน แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่า คำสรรพนามเหล่านั้นเป็นคำที่นักวิชาการรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งเห็นว่า นั้นคือการเหยียดชาติพันธุ์ หากความเรียบง่ายไม่ซับซ้อนในความขัดแย้งในอดีต คงไม่ทำให้ยายเกิดความมึนงง แล้วตั้งคำถามว่า “ถ้าทำศึก มันก็เอาบ้านเอาเมือง ถ้าไม่มีคนอยู่มันจะเป็นบ้านเป็นเมืองได้อย่างไร” และในอนาคตจะเหลือชุมชนที่อยู่ร่วมกันได้อีกมากแค่ไหน อะไรจะมาเป็นตัวเชื่อมให้ผู้คนรุ่นใหม่รุ่นลูกหลานของพวกเราอยู่ร่วมกันได้อีก.


วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ทำไมพระสงฆ์จึงมีความสำคัญต่อสังคมไทย? บทความโดย นวพล ลีนิน


 ทำไมพระสงฆ์จึงมีความสำคัญต่อสังคมไทย?
บทความโดย นวพล ลีนิน

         กว่า 20 ปีมานี้ ภาพข่าวฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ  กระแสสังคมโดยเฉพาะชาวพุทธในยุคที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับวัดมากนัก เกิดการตั้งคำถามต่อศรัทธาในสังคมพระสงฆ์ ส่งผลกระทบต่อการตั้งมั่นอยู่ของสถาบันสงฆ์  ซึ่งพระสงฆ์ถือเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย หากนี่คือความท้าทายระหว่างวัตรปฏิบัติดั้งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กับการก้าวผ่านช่วงวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นทั่วโลก
ภาพปู่ของผู้เขียน ปู่สีนวน ลีนิน บวชตามประเพณีที่กลันตัน ประเทศมาเลเซีย

                โดยส่วนตัวผมมีความผูกพันกับวิถีชีวิตแบบไทยๆมาก วิถีคิดส่วนใหญ่ก็อิงอยู่กับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกัน กับนิทานชาดก ผสานกับความเชื่อท้องถิ่นปักษ์ใต้ เรื่องราวผีสางนางไม้ เทพยาดา ตามพื้นเพเดิมบรรพบุรุษทั้งฝ่ายพ่อและแม่ทั้งหมดเป็นชาวสยามในรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ที่สำคัญคือโอกาสทางการศึกษาของพ่อ  พ่อของผมท่านเกิดที่รัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ในช่วงรอยต่อ ก่อน,ระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่
2  เศรษฐกิจในประเทศมาเลเซียตกต่ำมาก ชาวสยามส่วนหนึ่งในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียอพยพมายังฝั่งประเทศไทย ปู่กับย่ามีฐานะยากจน ท่านทั้งสองเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวสยามที่อพยพอยู่ที่ อำเภอสุไหงปาดีจังหวัดนราธิวาส ในสมัยนั้น  ว่ากันว่ารถยนต์ในอำเภอสุไหงปาดีแทบจะนับคันได้ในอำเภอห่างไกล ถนนหนทางลำบากกว่าปัจจุบันมากมาย บ่ายวันหนึ่งมีพระจากอำเภอเมืองนราธิวาส ท่านนั่งรถเลยจุดหมายมาลงแถวที่ ซึ่งปู่ผมท่านคงเลี้ยงวัวอยู่แถวนั้นพอดี ปู่ เดินผ่านมาพบพระองค์นั้นเข้า จึงนิมนต์พระรูปดังกล่าวไปจำวัดที่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเองที่พ่อผมซึ่งอายุสัก 8-9 ขวบ ท่านได้พบสบตากับพระกับเจ้า เป็นโอกาสอันดีที่ท่านได้ชวนพ่อไปเรียนหนังสือที่วัดโคกโก ตำบลลำภู บางนราหรือตัวเมืองนราธิวาส และเมื่อพ่อได้ไปเรียน เป็นการบุกเบิกทางให้เด็กในหมู่บ้านยุคนั้นอีกหลายคนตามไปเรียนด้วย ก่อนที่ทางรัฐบาลจะเข้ามาสร้างโรงเรียนในหมู่บ้าน  ปัจจุบันพ่อเกษียรราชการจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมาแล้วสี่ปี  สำหรับพระรูปดังกล่าวท่านบวชเรียนจนได้ตำแหน่งสมภาร แต่ถึงช่วงหนึ่งก็ลาสิกขาบทออกมามีครอบครัว พ่อนับถือท่านประหนึ่งพ่อคนที่สอง และเมื่อปลายปีที่แล้วพ่อพาพวกเราในครอบครัวไปเยี่ยมครอบครัวของท่านที่ อำเภอธารโต จังหวัดยะลา อดีตสมภารท่านดีใจมาก ดีใจจนน้ำตาไหล
ภาพการบวชตามประเพณีในชุมชนไทยพุทธ ที่บ้านตลิ่งสูง อำเภอสุไหงปาดี  จังหวัดนราธิวาส ภาพนี้้ประมาณ   ๓๓ ปีที่แล้ว

                จากกรณีที่เล่ามา แสดงให้เห็นว่าพระกับวัดมีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมให้คนในรุ่นก่อนได้รับการศึกษา กรณีเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในระดับบุคคล ในฐานะของพระสงฆ์ที่มีแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อ่านออกเขียนได้ นั้นคือคุณูปการของพระสงฆ์ผู้จาริกไปในชนบทแดนเถื่อนไพร แร้นแค้นกันดารในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เท่าทันสังคมโลก  
                ครั้งหนึ่งพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในเรื่องการศึกษา รวมถึงคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข หลักการอยู่ร่วมกันในสังคม เห็นได้ชัดเจนในอดีตที่ผ่านมา วัฒนธรรมที่ผู้ชายต้องบวชเรียนที่วัด สำหรับเรื่องการศึกษาในยุคที่ชุมชนและสังคมชาวพุทธไม่ซับซ้อนเท่าปัจจุบัน คือการเรียนรู้เพื่อเผชิญชีวิตก่อนสร้างครอบครัว เช่นวิชาช่าง การอ่านเขียน หมอยาสมุนไพร ซึ่งมากไปกว่านั้นคือคาถาอาคมและการเผชิญกับสิ่งที่ไม่อาจอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ในยุคหนึ่ง หรืออธิบายได้โดยง่ายว่า เป็นพลังอำนาจของผีสางนางไม้ หรือเทพยาดา ซึ่งระบบการสอนของพระสงฆ์มีองค์ความรู้เพื่อเผชิญปัญหาดังกล่าวอย่างมีขั้นตอน และเป็นกุศโลบายที่เชื่อมความสัมพันธ์ ในการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มชนอย่างมีระเบียบจารีตที่สอดคล้องกับวิถีการเลี้ยงชีพ,ระบบดินฟ้าอากาศและธรรมชาติในแต่ล่ะท้องถิ่นอีกด้วย
                จากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันพบว่าในสังคมไทยนั้น พระสงฆ์ยังมีบทบาทสูงในเรื่องทางนำชีวิต ในพิธีกรรมตั้งแต่เกิดจนตาย เป็น ผู้ให้คำปรึกษาในปัญหาที่มองไม่เห็นทางออก ตั้งแต่ระดับชนชั้นนำจนถึงชนระดับล่าง  แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดและถือว่ามีคุณูปการมากที่สุดคือ การสอนให้คนรู้ภาษา ซึ่งสามารถยึดโยงไปถึงหลักความดีงามที่ทำให้ คนไทยเรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมของตน หากมองแยกส่วนออกจากเรื่องสัจจะธรรมแล้ว การศึกษาเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดในการสอนหนังสือของพระกับเด็ก เห็นได้ว่าวัดกับโรงเรียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน
 แม้พระสงฆ์ในพุทธศาสนาได้กำหนดลำดับชั้นไว้  มีนับจากพระอรหันต์ลงมา แต่เพื่อทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น พระสงฆ์ไทยอาจจำแนกจากเป้าหมายในการบวชเป็นพระสงฆ์ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตั้งใจแน่วแน่ในการบวช เพื่อแสวงหาสัจจะธรรม กับกลุ่มที่บวชตามจารีตประเพณี พระสงฆ์ในกลุ่มแรกมีส่วนมากในการขับเคลื่อนให้เกิดพลังศรัทธา ซึ่งเป็นอำนาจที่มีพลังมากในการกำหนดทิศทางของสังคม
                ในประเทศไทยแม้ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ประจำชาติ หากรากฐานของความเป็นรัฐชาติที่ผ่านมานั้น  ยุครอยต่อระหว่างการสร้างรัฐชาตินิยมไทยกับช่วงความรัฐพันธมิตรกึ่งอารักขาของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น  การปลุกพลังจิตสำนักของความเป็นประเทศไทยด้วยความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์  สายสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระสงฆ์เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในพุทธประวัติ ความเป็นเจ้าชายสิทธัตธะ ในวรรณะกษัตริย์ที่สละอำนาจทางโลกตัดสินใจวางคันศรและดาบ ออกจาริกมุ่งช่วยเหลือมวลมนุษย์โดยการออกแสวงหาสัจจะธรรมเพื่อการพ้นทุกข์  ซึ่งในความเป็นสังคมสงฆ์ในพุทธศาสนากับความสัมพันธ์ต่อกลุ่มมวลชนฝ่ายก้าวหน้า มีความเชื่อมต่อทั้งทางบวกและทางลบนั้นคือปฏิสัมพันธ์ที่ก่อเกลียวกันมา พร้อมๆกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี(การเดินทางและการสื่อสาร)  เกิดการขัดง้าง ผสานร่วมและความเป็นมรรคปฏิบัติที่ยังยืนหยัดวิถีการปฏิบัติที่เรียบง่ายสันโดษอยู่ได้ในปัจจุบัน
 เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในประเด็นที่ว่า ความคงอยู่ในรูปแบบรัฐที่โบราณกาล อันประกอบด้วย  สถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมสงฆ์ สถาบันทหาร สามารถผสานกลายเข้ากับ ระบอบประชาธิปไตย และการขับเคลื่อนของฝ่ายสังคมนิยม ขับเกรียวผ่านช่วงเวลา  โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นมาได้อย่างไร และความสั่นคลอนจากการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่คือความท้าทายต่อทางออกในอนาคต
                ขอยกตัวอย่างเพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น จากผลงานของ เขมานันทะ “เวลาคือการเปลี่ยนแปลง” หน้า ๑๐๕  ภาค๒ นวัตกรรมทางจิต (Spiritual innovation) ดังนี้
“...ฟังมาว่า เหตุเกิดในมหาวิทยาลัย
SEVEN SEAS ซึ่งรวบรวมนักศึกษานานาชาติท่องเจ็ดคาบสมุทร ครูก็ป้อนความรู้อย่างกว้างขวาง อาจารย์คนหนึ่งวิพากษ์สังคมไทยว่าเป็นสังคมที่ล้าหลังมากที่ปล่อยให้บุคคลกล้อนผม ห่มเหลือง เที่ยวเร่ขออาหาร ผู้ให้ยังต้องกราบ เขามองว่าเป็นอนารยะ เขามองจากสังคมตะวันตก นักศึกษาไทยที่อยู่ที่นั้นไม่มีปากเสียง เพราะห่างเหินจากความเข้าใจรากเหง้าของตนเองเสียแล้ว แต่นักศึกษาญี่ปุ่นไม่ยอม เขาลุกขึ้นโต้ทั้งๆที่ไม่ใช่บ้านเมืองของเขา เขาบอก อาจารย์ไม่เข้าใจเอง สำหรับตะวันออกผู้ให้ต้องเคารพผู้รับเสียด้วยซ้ำ ให้แล้วต้องให้เกียรติ นี่เป็นรากเหง้าของชีวิตที่เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ที่เรียกง่ายๆว่าทำบุญ ตักบาตรพระ ต้องเคารพพระที่รับทาน ถ้าเขาไม่รับเราไม่รู้จะให้ได้อย่างไร ผู้ให้จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นคุณค่าทางมโนธรรมเช่นนี้ ผู้ที่เติบโตทางตะวันตกจะเข้าใจผิดพลาดได้ง่าย เช่นชีวิตที่เนิบช้าของชาวบูรพาทิศจะถูกมองจากชาวตะวันตกว่าขี้เกียจ ....ชีวิตชาวบูรพาทิศจะเรื่อยๆ สบายๆ ตามธรรมชาติ เหตุการณ์นี้เด่นชัดก่อนยุคล่าอาณานิคม”
ในความเป็น “ฟางมัดสุดท้าย”ที่เชื่อมต่อระหว่างสังคมสงฆ์กับโครงสร้างอำนาจรัฐและสังคมไทย ในท่ามกลางกระแสวิกฤติศรัทธาที่เชี่ยวกราด ฟางมัดสุดท้าย ซึ่งดูคล้ายเป็นมรดกเก่าที่พระสงฆ์รุ่นก่อนๆได้สั่งสมไว้ คือคุณูปการ ด้านการศึกษาในช่วงเวลาที่ชนชั้นนำในปัจจุบันส่วนหนึ่งเคยมีความผูกพันกับวัด กับหลวงพ่อ กับโรงเรียนวัดในอดีต บรรดาเด็กวัดในอดีตที่ปัจจุบันเริ่มปลดเกษียรจากตำแหน่งโดยส่วนใหญ่ในระดับผู้บริหารในหน่วยงานราชการ และบนสมมติฐานง่ายๆบนความเป็นไปได้ว่า ทิศทางของผู้บริหารหรือชนชั้นนำเหล่านี้ในอนาคตจะทดแทนด้วยนักเรียนนอกมากกว่านักเรียนที่เคยเป็นเด็กวัด
                ในบทบาทที่สำคัญที่สุดของพระภิกษุสงฆ์คือเป็นผู้สอนธรรมเพื่อการแก้ปัญหาทางจิตใจของชาวบ้าน หากวัดและพระสงฆ์ไม่สามารถปรับตัวให้ทัน กับกระแสความท้าทายระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับวิทยาศาสตร์ ทางออกหนึ่งคือการประยุกต์หลักธรรมคำสอนให้สามารถปรับใช้ได้จริง ซึ่งสามารถสร้างความยั่งยืนได้มากกว่าการสั่งสมอำนาจทางศีลธรรม เพื่อกดข่มผู้ที่ตั้งแง่ปฐิเสธหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา หากสามารถแปลความหมายธรรมะที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจหรือใช้แก้ปัญหาชีวิตได้ในวิถีปุถุชนทั่วไปที่ยังมีกิเลสหนาในรักโลภโกรธหลง  ผู้คนในยุคปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ผ่านระบบการศึกษาที่วางไว้ตามรากฐานคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลแบบตะวันตก ซึ่งมุ่งหาความจริงที่จับต้องได้ วัดระดับได้ ปรากฏการตั้งคำถามต่อนิทานพื้นบ้านได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และดูคล้ายจะสั่นคลอนโครงสร้างด้านศีลธรรมไปทั่วประเทศ ในยุคที่ผีสางเทวดาได้เร้นหายไปในซอกซอยที่แสงนีออนเข้าไปไม่ถึง บวกรวมกับภาพข่าวพฤติกรรมด้านลบของพระสงฆ์ ยิ่งทำให้ผู้คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งเพิ่มความเคลือบแคลงใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งนี้คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งมีองค์ความรู้ที่หลากหลายขึ้น จากกระแสการตื่นรู้ในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ข้อสงสัยในชีวิต ข้อคิดหรือธรรมมะต่างๆสามารถหาอ่านได้ง่ายขึ้น
                เราอาจมองภาพที่กว้างขึ้น หากทำความเข้าใจได้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดกรอบอยู่แค่ศาสนา เพราะสัจจะธรรมหรือความจริงอันประเสริฐ ย่อมเป็นเรื่องเดียวกัน  ธรรมมะจึงเป็นเรื่องของความจริงที่เป็นอยู่อย่างนั้นตามธรรมชาติ สังคมมนุษย์วิวัฒน์ความเป็นสัจจะธรรมในตัวเองอย่างมีน้ำอดน้ำทนสู่สิ่งที่ดีกว่า วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ชาติแยกมนุษย์ออกเป็น
2 พวกใหญ่ๆ พวกแรกคือพวกที่ดำเนินชีวิตไปตามวิถีแห่งโลกียะชนโดยทั่วไป กับอีกพวกหนึ่งที่มุ่งแสวงหาความรู้ มีความกระหายใคร่รู้มากกว่าความอยากในเรื่องทั่วไป โดยสรรพวิชา สู่ศาสตร์และศิลปะแขนงต่างๆ ร่วมถึง ดนตรีและบทกวี  สู่ปรัชญา สู่สัจจะธรรม ซึ่งในพวกที่ 2 มักเข้าใจในวังวนของอำนาจในทางโลกได้แจ้งชัด ดังนั้นความทะเยอทะยานในอำนาจทางโลกจึงมีน้อย มักมุ่งสู่การเป็นผู้รู้ ผู้หลุดพ้นจากโลก ซึ่งเป็นไปได้ว่าในสมัยพุทธกาล นักบวชในพุทธศาสนา กับพวกโซฟิสในอารยะธรรมกรีก อาจมีวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือการยึดธุดงค์วัตร สละการสะสมทางโลก เดินทางค้นหาสัจจะธรรม บอกเล่าเรื่องราว ร่ายบทกวีสอนผู้คน แลกกับอาหารและที่พักพอประทังชีวิต แล้วพวกเขาก็จาริกไปในป่าเขาหรือถิ่นทะเลทรายอันกันดาร หรือดินแดนอันเร้นลับในกาลก่อน
                ในการสถาปนารัฐจำเป็นต้องยึดโยงอำนาจใน
2 ด้านเข้าด้วยกัน อำนาจในฝ่ายโลกียะชนซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความรุนแรง การควบคุมด้วยอำนาจทางอาวุธ หรือการใช้พละกำลังในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงทุน ด้วย บวกรวมกับอำนาจอีกด้านหนึ่งคืออำนาจแห่งศรัทธาเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมของผู้คนในรัฐชาติ หากย้อนมองความอัศจรรย์ของโลก 2 ด้าน ในสังคมไทย พบว่าระหว่างความขัดแย้งในยุครอยต่อระหว่างสงครามเย็น พุทธศาสนาซึ่งยึดมั่นในหลักจารีตแบบดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นสิ่งหล้าหลัง ในมุมจากฝ่ายคอมมิวนิตส์หรือสังคมนิยม ซึ่งพื้นฐานเดิมที่มองว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาผู้คน ทัศนะด้านลบที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อดึงมวลชน  สะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน  ความขัดแย้งจากการปลุกระดมมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย จากชาวพุทธไทยส่วนหนึ่งซึ่งตั้งแง่ต่อแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้า ผลกระทบจากการเผชิญหน้าปรากฏชัดในสงครามประชาชน ได้ ส่งผลกระทบในระยะยาวมาจนถึงผู้คนในยุคปัจจุบัน  ซึ่งปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่พระภิกษุอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรักษามรรคาแห่งธุดงค์วัตรแบบดั้งเดิมเอาไว้  ท่านเหล่านนั้นออกจาริกเสี่ยงภัยไปในร่องรอยของการสู่รบโดยไม่ได้แฝงเร้นนัยยะทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้พระภิกษุสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมรัฐชาติ แต่ในระหว่างการสู้รบของฝ่ายรัฐที่เลือกข้างโลกเสรีทุนนิยมกับฝ่ายกองทัพปลดแอก พระสงฆ์กลุ่มดั่งกล่าวกลับปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้านถือสันโดษ ละวางการสะสมด้วยความโลภ สังคมในช่วงเวลาที่ดูคล้ายมีม่านมายาคติจากสงครามเย็นปกคลุมจนมืดมิด ความย้อนแย้งนั้นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ความมืดนั้น กลับเป็นแรงเสริมให้แสงดาวแห่งศรัทธาต่อกลุ่มพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงามจรัสแสงขึ้น                         
                อย่างไรก็ตามความรวดเร็วของการสื่อสาร ภาพข่าวคลิปฉาวต่างในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา  ผู้เลือกประกาศแสงรัศมีธรรมแห่งพุทธะคล้ายถูกทดสอบด้วยท่วงท่าร่ายร่ำของมารดาโลก ดวงดาราที่ร่วงจากฟ้าในช่วงกระแสวิกฤตศรัทธา ผู้คนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามต่อศรัทธาความเชื่อ จากประสบการณ์และมุมมองที่เห็นว่าพระภิกษุคือมนุษย์ แต่สังคมไทยจะดำรงการอยู่ร่วมบนรากฐานที่แห้งเฉาในสายธารแห่งศรัทธาได้อย่างไร  เราท่านทั้งหลายอาจเป็นคำตอบให้ผู้คนในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า.

ด้วยจิตคารวะ
นวพล ลีนิน


               
               
  

วันจันทร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2556

ผู้สื่อสารเรื่องราวว่า“การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก”. บทความโดยนวพล ลีนิน


ผู้สื่อสารเรื่องราวว่า“การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก”.
บทความโดย นวพล ลีนิน

ครั้งหนึ่งเราอาจสะใจหรือสมน้ำหน้าในความตายของตัวผู้ร้าย ซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อเราดูหนังสักหนึ่งเรื่อง นั้นคือจุดเริ่มต้นสู่ความรู้สึกในโลกความเป็นจริงเช่นกัน สำหรับการตายของผู้ร้ายสักคนในชีวิตจริง คำถามว่าเรายังรู้สึกอย่างนั้นอยู่อีกไหม? บางคนรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเห็นภาพข่าวว่ามีการวิสามัญโจรผู้ร้ายในโทรทัศน์ บางครั้งเราพลอยสะใจไปกับภาพการรุมประชาทัณฑ์ในขณะที่ตำรวจนำคนร้ายไปทำแผนรับสารภาพ
ช่องป้อมปืนสำหรับต่อสู้ศัตรู"ฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก"
 

ในช่วงสัก 15 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงในโลกของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไป อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การสื่อสารที่ไร้พรมแดนในโลกอินเตอร์เน็ต ที่ทวีความเข้มข้นมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดพื้นที่สื่อสาร 3 ทางระหว่างผู้เสพ ผู้รับสาร และผู้ส่งสาร  พบได้ใน Facebook พื้นที่ของการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งโกรธเกรี้ยว ประณามหยามหยัน ดีใจ สมน้ำหน้า ด้วยความพยายามปั้นแต่งข้อความให้มีน้ำหนัก มีเหตุผลรองรับ ถ้อยคำโดนใจในกลุ่มเป้าหมายของตนเอง เราอาจไม่มีเวลาสับสนมึนงง เพราะเรากลายเป็นส่วนหนึ่งในผู้เสพ ผู้รับ และผู้ส่งข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นไปแล้ว และกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เราอาจสนุกไปกับการฆ่ากันโดยรู้ตัวอยู่ลึกๆ

ความรู้สึกหวาดกลัว ความเคียดแค้นชิงชัง ของผู้คน เกิดขึ้นหลังจากได้รับฟังคำบอกเล่า รับข่าวสารทางสื่อ การเข้าไปติดตามข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต บวกรวมกับสถานการณ์ตรงที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวัน นำสู่การพยายามหาทางออกในระดับปัจเจก เพราะธรรมชาติของปุถุชนโดยทั่วไปนั้น ความรู้สึกโดยสามัญย่อมเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ในความรู้สึกที่ทุกข์ใจ หรือคับข้องใจ โดยธรรมชาติ มนุษย์จึงดิ้นรนเพื่อความรู้สึกที่สบายกว่า จากความรู้สึกหนึ่งที่หายไป ทดแทนด้วยความรู้สึกใหม่เข้ามา นั้นคือกระบวนการปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงของจิตใต้สำนึกอย่างไม่รู้ตัว     

ความสนุกเป็นความรู้สึกหนึ่งที่เข้ามาทดแทน ความสนุกเกิดขึ้นเมื่อทราบข่าวโดนใจ แม้เป็นข่าวร้ายแต่มีความสะใจแฝงมาด้วย ความสูญเสียของฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ด้วยความรู้สึกชอบใจในความคิดว่านั้นคือเป็นหมู่พวกตนเอง ข้อความที่แสดงออกอย่างรุนแรงในเฟสบุ๊ค เมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือครูเสียชีวิต โดยกล่าวว่านี้คือบทลงโทษที่สาสมแล้วสำหรับผู้รุกราน ถ้อยคำประณามหยามหยันของสมาชิกที่เป็นชาวไทยพุทธ(หัวรุนแรง)บางกลุ่มก็แสดงออกมาได้เผ็ดร้อนไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อปรากฏข่าวฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐสามารถสังหารฝ่ายแนวร่วม จากการสังเกตข้อความและถ้อยคำโดยรวม การแสดงออกที่ชัดเจนว่า ในกลุ่มเฟสบุ๊คหน้า “กลุ่มติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้” แยกสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่มคนอย่างชัดเจน คือฝ่ายสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ กับฝ่ายสนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายขบวนการฯ ส่วนสมาชิกที่แสดงความคิดเห็นแบบเป็นกลาง ส่วนหนึ่งไม่สามารถทนกับแรงกดดันกับชุดข้อมูลที่นำมาลงได้ ส่วนใหญ่มักถูก 2 กลุ่มแรงส่งข้อความให้พิจารณาตัวตนว่า จุดยืนที่แท้จริงอยู่ข้างไหน มีความพยายามโพสข้อมูลเพื่อโน้มน้าวกันอย่าง “สนุกสนาน!

 อย่างไรก็ตามพื้นที่ในโลกอินเตอร์เน็ตถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น สามารถคัดกรองชุดข้อมูลที่น่าสนใจได้อย่างอิสระ การแสดงออกทางความรู้สึกของผู้คนในแต่ละกลุ่ม ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ความรู้สึกชิงชังระหว่าง 4 กลุ่มคน คือ ชาวไทยพุทธ(สยาม/ซีแย),ชาวไทยเชื้อสายมลายูมุสลิม(นายู) เจ้าหน้าที่รัฐ และแนวร่วมขบวนการฯ ที่แสดงออกอย่างรุนแรงตรงไปตรงมา ถ้อยคำเสียดสีที่กระทบต่อ ความเชื่อ ความศรัทธา และอุดมการณ์รัฐชาติ นั้นคือเวทีสาธารณะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนที่ยังไม่มีองค์กรใดสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นในระดับนี้ได้

 

          เมื่อมีข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งหนึ่ง ยกตัวอย่าง กรณีระเบิดรถทหารมีทหารเสียชีวิตได้รับบาดเจ็บ ในกลุ่มติดตามสถานการณ์มีเรื่องขึ้นมาพูดคุยครั้งหนึ่ง ช่องทางสื่อสาร โดย ผู้เสพสาร ผู้รับสาร ผู้ส่งสาร ในระดับชาวบ้าน วงคุยร้านน้ำชา วงคุยสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่สุดในกล่องความคิดที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ไม่นิยมใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตในการสื่อสาร หากอยู่ในกลุ่มพูดคุยที่ต่างความคิดก็มักระมัดระวังในการพูดคุย การสงวนท่าทีแบบชาวบ้านแสดงออกมาอย่างจริงใจ โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือไม่คิดว่าพลังของชาวบ้านนั้น มีศักยภาพมากพอที่จะแสดงออกไปถึงสังคมโดยรวม หรือชาวบ้านเข้าใจว่าพลังภาคประชาสังคมยังไม่มากพอที่จะกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ฆ่ารายวันที่เกิดขึ้นอยู่ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ถ้าหากตนเองประกาศจุดยืนในแนวทางที่ไม่อิงกับอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สำหรับผู้คนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมกิจกรรมภาคประชาสังคม เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนหรือกระบวนการด้านสันติภาพนั้น เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือมีคนใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หรืออย่างน้อยก็ได้รับผลกระทบด้วยต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเงื่อนไขจากอำนาจที่มาจากภายนอกพื้นที่มากกว่า ทางออกในการผ่อนคลายความรู้สึกกังวล ความเคียดแค้น และความเครียดสะสมจากสถานการณ์ แสดงออกมาในพื้นที่จำกัดของวงคุยเล็กๆ ในร้านกาแฟของชุมชน ในมัสยิดระหว่างเดินทางไปละหมาด วงคุยหลังทำบุญไว้พระ วงคุยของกลุ่มครูในโรงเรียน กลุ่มข้าราชการในหน่วยงานต่าง ซึ่งมีชุดข้อมูลที่ต่างกันออกไป และมีกรอบของความหวาดกลัวครอบอยู่อีกชั้นหนึ่ง

หากในพื้นที่เฟสบุ๊คใน ยกตัวอย่าง “กลุ่มติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคใต้” ได้เกิดพื้นที่การถกเถียงกันอย่างร้อนแรง เต็มไปด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงอารมณ์ที่แสดงออกอย่างชัดเจน ในความสะใจในการเสียชีวิตของฝ่ายทหารอันเป็นภาพสัญลักษณ์ของขั้วรัฐไทย เช่นเดียวกับกรณีการยิงชาวบ้านที่เป็นมุสลิม หรือกลุ่มผู้ที่คาดว่าเป็นแนวร่วม คำวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาราวเป็นผู้ที่ร่วมก่อเหตุการณ์จริงๆ ของบรรดาสมาชิก ทำให้พื้นที่ดังกล่าววิวาทะประสาสะกันอย่างร้อนแรงในความรู้สึกนึกคิดที่มากกว่าโลกของความเป็นจริง

          การสร้างน้ำหนักของข้อมูลเพื่อเพิ่มเหตุผลด้านบวกและลบในการตายของคนคนหนึ่ง เป็นเรื่องราวและหน้าที่ของคนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นหรืออย่างไร? อย่างน้อยผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือญาติพี่น้องของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนใกล้ชิด คนรักในครอบครัว ภรรยา สามี บุตร พ่อแม่ บุคคลใกล้ชิดเหล่านี้ เป็นตัวแทนในการรับรู้ในเรื่องราวที่สังคมบอกเล่า หากเขาเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมหรือเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เป็นประเด็นร้อนในการวิภาควิจารณ์โดยสังคมรวม ย่อมส่งผลกระทบต่อบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย เรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ เรื่องส่วนตัวหรือสถานการณ์ ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัด เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของบุคคลใกล้ชิดผู้ตาย สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือการกระทำของบุคคลรอบข้างของบุคคลผู้ใกล้ชิดผู้ตาย เช่น ครูที่แสดงออกต่อนักเรียนที่พ่อเสียชีวิตในสถานการณ์ โดยข้อเท็จจริงบางส่วนที่ครูรับทราบ ว่าพ่อของเด็กที่ถูกยิงเสียชีวิตเป็นหนึ่งในแนวร่วมขบวนการฯ แน่นอน!ว่า ความรู้สึกหวาดระแวงของครูส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่สอนนักเรียนคนดังกล่าว ซึ่งประเด็นนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของสื่อสาธารณะ สื่อจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างบทบาทหน้าที่กับความรับผิดชอบต่อแหล่งข่าว เครือญาติของผู้ได้รับผลกระทบ และ ผู้เลือกพื้นที่สื่อสารในโลกอินเตอร์ควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก และเราในฐานะผู้เสพสาร ผู้รับสาร และผู้ส่งสาร อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการฆ่ากันทางความรู้สึก ที่สนุกกับความตายของใครสักคน ร่วมละเลงความรู้สึกบนหน้ากระดานความคิด โดยไม่คิดว่า วันหนึ่งความคิดของเราจะส่งผ่านไปถึงบุคคลใกล้ชิดของเขา ซึ่งอาจให้ผลทั้งร้ายและดี

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมนั่งเครื่องบินกลับบ้านที่นราธิวาส มีโอกาสได้พบผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนมัธยมซึ่งเป็นสตรีมุสลิม พึ่งเดินทางกลับจากการร่วมประชุมผู้บริหารการศึกษาที่จังหวัดอุดรธานี ท่านได้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “เหตุการณ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อมีการยิงกลุ่มเจ้าหน้าที่ หรือชาวบ้านไทยพุทธ แล้วไม่นานมักมีเหตุยิงชาวบ้านมุสลิม ผู้ก่อเหตุหวังผลในการสร้างความแตกแยก” อาจเป็นมุมมองในฐานะผู้บริหารโรงเรียนมากกว่าความเป็นคนเชื้อสายมลายูมุสลิม ท่านได้กล่าวว่ามันหมดยุคของการกู้เอกราชแล้ว “เรากำลังเสียโอกาสในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเด็กๆที่คุณภาพการศึกษาอ่อนลงมาก น่าห่วงการทำงานของครูรุ่นใหม่ๆที่เป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ เรื่องความเข้มข้นของการเรียนการสอนในวิชาพื้นฐาน” และประเด็นที่น่าสนใจคือการชักจูงเด็กรุ่นใหม่เข้าสู่ขบวนการ ด้วยโรงเรียนของรัฐไม่สามารถสร้างความมั่นใจในกระบวนการเรียนการสอนได้ เด็กเล็กๆที่อยู่ในช่วงประถมถึงมัธยมต้นกำลังถูกชักจูง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาส่วนหนึ่งกำลังเข้าสู่วงจรของเกมการฆ่า เขากำลังกลายเป็นผู้เล่นเกม ไม่ใช่แค่ผู้กดปุ่มออกคำสั่งเหมือนในคอมพิวเตอร์ และไม่ใช่แค่ ผู้เสพสาร ผู้สื่อสารและผู้ส่งสาร  
          ชาวไทยพุทธในพื้นที่คนหนึ่ง เขาเคยเป็นคนที่ทำงานเพื่อส่วนร่วมในหมู่บ้านที่มีประชากรพุทธมุสลิมในสัดส่วน
30 :40 สามารถพูดได้สองภาษาคือไทยกับมลายูได้อย่างคล่องแคล่ว ในระดับที่สามารถเล่าเรื่องราว ทำหน้าที่โฆษกภาคภาษามลายูได้อย่างสนุกสนาน ในความสามารถตรงนี้จึงรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ประสานงานระหว่างชุมชนกับหน่วยงานปกครอง แต่ในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ต้นปี 2547 เขาถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวในห้องICU ประมาณ ครึ่งเดือน หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาไม่ออกจากบริเวณบ้านเป็นเวลาเกือบครึ่งปี เขาเลิกทำกิจกรรมเพื่อส่วนร่วม เก็บตัวอยู่ในบ้าน พออาการเริ่มทุเลาจึงเริ่มออกจากบ้าน แต่ความหวาดระแวงสูงมากกระทั่งพวกพ่อค้าเศษเหล็กรับซื้อของเก่าที่รู้ว่าพูดภาษามลายูหรือพูดไทยสำเนียงแปร่งๆ เขาจะไม่อนุญาตให้เข้ามาหาซื้อเศษเหล็กของเก่าในบริเวณรั้วบ้าน หลังจากนั้นไม่นานจึงเริ่มประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง ขออนุญาตพกปืนและขอใช้วิทยุสื่อสาร พกติดตัวอยู่แทบทุกขณะกระทั่งเข้าห้องน้ำ วิทยุสื่อสารเป็นอุปกรณ์ที่สามารถรับฟังการติดต่อของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ เกิดเหตุการณ์ที่ไหนโดยเสียงวิทยุรายงานออกมาสดๆ ตัวเลขของทหารตำรวจที่เสียชีวิต กับตัวเลขของฝ่ายขบวนการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผ่านวิทยุ ซึ่งสามารถสร้างความรู้สึกหดหู่ใจ หรือความสะใจได้บ้างในวันที่ได้ข่าวว่ามีการวิสามัญผู้ก่อเหตุ “หนักไปข้างหน้า” คือเสียงสะท้อนต่อเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่าเขาไม่เชื่อมั่นว่าเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถสงบโดยง่าย ในวิถีชีวิตประจำวันจึงต้องอยู่กันไปอย่างนี้ นั้นคือ พกปืนและระวังตัว และชีวิตที่หมกหมุ่นอยู่ในความรู้สึกที่เกิดจากข่าวสารสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
           ในวันที่มีข่าวลอบยิงภารโรงและภรรยาเสียชีวิตขณะขับมอเตอร์ไซค์บนถนนสายบ้านโต๊ะเด็ง ตำบลโต๊ะเด็ง จังหวัดนราธิวาส ช่วงปลายเดือนมกราคม
2556 ผมและตูแว ได้ดูภาพข่าวด้วยกัน ตูแวซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สะท้อนความรู้สึกว่า “ดูภาพ คนไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อนสามารถทำได้...แสดงให้เห็นอะไร?” นั้นเป็นคำถามที่เราสอบทานกันในคืนนั้น การสนทนาปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของผมกับตูแวเกิดขึ้นในทุกโอกาสไปประชุมแล้วพักห้องเดียวกัน จริงๆแล้วตูแวเป็นนักเคลื่อนไหวสายประเด็นร้อน เขามีบทบาทนำในการเคลื่อนไหว จากช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ที่ร้อนขึ้น เขาเองกำลังหาทางออกสู่ความสงบเช่นกัน ด้วยการหาคำอธิบายให้กับพี่น้องและผู้ร่วมต่อสู้ ในประเด็นคำถามที่ว่า สันติภาพของใคร? ระหว่างรัฐไทย กับฝ่ายขบวนการ “นั้นหมายถึงคำอธิบายต่อนักรบปาตานีที่เสียชีวิตไป” คำอธิบายที่บอกว่า แนวคิดในเรื่องเอกราชนั้นมีกลุ่มคนที่ต่อสู้อยู่ชัดเจน แต่ไม่สามารถออกมาร่วมสร้างกระบวนการสันติภาพบนโต๊ะและเวทีพูดคุยได้ หลายครั้งที่ปีกฝ่ายการเมืองฉกฉวยเอาดอกผลที่หอมหวานของการต่อสู้ไป ฟังดูคล้ายชะตากรรมของทหารผ่านศึกที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีทุกครั้งเมื่อสถานการณ์สู้รบยุติ บทสนทนาที่ตูแวพยายามอธิบายว่า เป็นสิ่งที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก คือหลายคนต้องเผชิญกับทางสองแพรกระหว่างอุดมการณ์กับชีวิตจริง ภาพคนบริสุทธิ์ ชาวบ้านที่ถูกยิง ถูกระเบิด เขาเล่าด้วยรู้สึกเป็นนัยๆว่าเหนื่อยใจ นั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ ตูแวเข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ตามแนวทางสันติวิธีประชุมในเวทีต่างๆ ผมมักเจอเขาในหลายเวทีสาธารณะ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยองค์กรที่ขับเคลื่อนพื้นที่เวทีสาธารณะและสร้างพลังภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผมในฐานะคนพุทธในพื้นที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมคือ คือ DEEPSOUTH ,สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.สงขลานครินทร์ ,สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ในแต่ละกระบวนการสันติภาพนั้นเป็นโอกาสที่ได้พบกับผู้มีชุดความคิดมากมาย เวทีที่ทำให้รับรู้ความเจ็บปวดของคนสองกลุ่มคือพุทธกับมุสลิมในพื้นที่ ปรากฏการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้นคือ การจับมือกันระหว่างผมกับตูแวเพื่อขับเคลื่อนแนวทางสันติวิธีในฐานะคนธรรมดาสามัญ ที่เห็นว่า “การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก”

 ในความเป็นคนตายย่อมไม่มีสิทธิเอ่ยปากแก้ต่างให้กับตนเอง และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะความเคียดแค้นชิงชัง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายหรือทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ในม่านข่ายของเส้นลาก ที่ตรึงมุดความคิดไว้ด้วยปม 3 ปม คือ ความยุติธรรม ความจริง และความกลัว ซึ่งเราคาดว่าหากมีการขับเคลื่อนเวทีสาธารณะ นำเรื่องราวต่างๆมาเล่าสู่กันและกัน จากพื้นที่แคบๆในชุมชนของตนเอง และสื่อสาธารณะเช่นรายการวิทยุท้องถิ่น รายการโทรทัศน์ และที่สำคัญคือโลกอินเตอร์เน็ต สร้างพื้นที่เพื่อเชิญชวนผู้คนมาร่วมกันหาทางออกของปัญหามากกว่าการเลือกใช้ความรุนแรงอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ดี นี้คือสถานการณ์ใหม่ ในชุดความคิดเก่า คนทำงานด้านสันติภาพมากมายต้องพบกับความโดดเดี่ยวในชุมชนของตนเอง คำครหาว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จากกลุ่มคนหรือชุมชนที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันนั้นเอง ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดความอึดอัดใจและหว่าเหว่ทางความคิด เมื่อเขาไม่อาจรู้สึกสนุกกับการสูญเสียของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่ดัดจริต เมื่อได้ยินวงสนทนาที่สนุกสนานกับการฆ่ากันตาย บทเรียนจากการสร้างพื้นที่และเวทีสาธารณะจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นั้นคือผลผลิตที่มากกว่าทฤษฎีหรือตำราเล่มใหม่ เพราะสายใยที่เกิดจากการชักนำผู้คนเหล่านี้มาพบกัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เขาอึดอัดคับข้องจากชุมชนของตัวเอง สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของกลุ่มคนผู้ไม่มีบทบาททางการเมืองมากนัก หรือกระทั่งกลุ่มคนที่เคยสนุกกับความสูญเสียของฝ่ายศัตรู พวกเขาจะได้รับบทบาทใหม่ในการบอกเล่าเรื่องราว ในข้อคิดเห็นจากมุมมองที่กว้างขึ้นจนหลุดขอบออกมาจากชุมชนของตน แต่เขาคือผู้เป็นปากเสียงในบทบาทที่ชุมชนหล่อหลอมมาโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน และผู้คนอีกจำนวนมากจะสามารถต่อเชื่อม และรับหน้าที่ในฐานะผู้กำหนดบทบาทร่วมกัน ถ้าเขายังสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันได้อย่างสนุกใจ และคำถามที่ว่าเราสามารถพูดคุยกันอย่างปกติธรรมดาได้อย่างไร? ถ้าหากมีคนใกล้ชิดของเราเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันเจ็บปวดเหล่านั้น... เพราะการฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก.  

 

 

 

ผู้สื่อสารเรื่องราวว่า“การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก”. บทความโดยนวพล ลีนิน


ผู้สื่อสารเรื่องราวว่า“การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก”.
บทความโดย นวพล ลีนิน

ครั้งหนึ่งเราอาจสะใจหรือสมน้ำหน้าในความตายของตัวผู้ร้าย ซึ่งเป็นเรื่องปกติเมื่อเราดูหนังสักหนึ่ง นั้นคือจุดเริ่มต้นสู่ความรู้สึกในโลกความเป็นจริงเช่นกัน สำหรับการตายของผู้ร้ายสักคนในชีวิตจริง คำถามว่าเรายังรู้สึกอย่างนั้นอยู่อีกไหม? บางคนรู้สึกปลอดภัยขึ้นเมื่อเห็นภาพข่าวว่ามีการวิสามัญโจรผู้ร้ายในโทรทัศน์ บางครั้งเราพลอยสะใจไปกับภาพการรุมประชาทัณฑ์ในขณะที่ตำรวจนำคนร้ายไปทำแผนรับสารภาพ
ช่องป้อมปืนสำหรับต่อสู้ศัตรู
 

ในช่วงสัก 15 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงในโลกของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนไป อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การสื่อสารที่ไร้พรมแดนในโลกอินเตอร์เน็ต ที่ทวีความเข้มข้นมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดพื้นที่สื่อสาร 3 ทางระหว่างผู้เสพ ผู้รับสาร และผู้ส่งสาร  พบได้ใน Facebook พื้นที่ของการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกมากมายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งโกรธเกรี้ยว ประณามหยามหยัน ดีใจ สมน้ำหน้า ด้วยความพยายามปั้นแต่งข้อความให้มีน้ำหนัก มีเหตุผลรองรับ ถ้อยคำโดนใจในกลุ่มเป้าหมายของตนเอง เราอาจไม่มีเวลาสับสนมึนงง เพราะเรากลายเป็นส่วนหนึ่งในผู้เสพ ผู้รับ และผู้ส่งข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นไปแล้ว และกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เราอาจสนุกไปกับการฆ่ากันโดยรู้ตัวอยู่ลึกๆ

ความรู้สึกหวาดกลัว ความเคียดแค้นชิงชัง ของผู้คน เกิดขึ้นหลังจากได้รับฟังคำบอกเล่า รับข่าวสารทางสื่อ การเข้าไปติดตามข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต บวกรวมกับสถานการณ์ตรงที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวัน นำสู่การพยายามหาทางออกในระดับปัจเจก เพราะธรรมชาติของปุถุชนโดยทั่วไปนั้น ความรู้สึกโดยสามัญย่อมเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ ในความรู้สึกที่ทุกข์ใจ หรือคับข้องใจ โดยธรรมชาติ มนุษย์จึงดิ้นรนเพื่อความรู้สึกที่สบายกว่า จากความรู้สึกหนึ่งที่หายไป ทดแทนด้วยความรู้สึกใหม่เข้ามา นั้นคือกระบวนการปรับตัวเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงของจิตใต้สำนึกอย่างไม่รู้ตัว     

ความสนุกเป็นความรู้สึกหนึ่งที่เข้ามาทดแทน ความสนุกเกิดขึ้นเมื่อทราบข่าวโดนใจ แม้เป็นข่าวร้ายแต่มีความสะใจแฝงมาด้วย ความสูญเสียของฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม ด้วยความรู้สึกชอบใจในความคิดว่านั้นคือเป็นหมู่พวกตนเอง ข้อความที่แสดงออกอย่างรุนแรงในเฟสบุ๊ค เมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือครูเสียชีวิต โดยกล่าวว่านี้คือบทลงโทษที่สาสมแล้วสำหรับผู้รุกราน ถ้อยคำประณามหยามหยันของสมาชิกที่เป็นชาวไทยพุทธ(หัวรุนแรง)บางกลุ่มก็แสดงออกมาได้เผ็ดร้อนไม่น้อยไปกว่ากัน เมื่อปรากฏข่าวฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐสามารถสังหารฝ่ายแนวร่วม จากการสังเกตข้อความและถ้อยคำโดยรวม การแสดงออกที่ชัดเจนว่า ในกลุ่มเฟสบุ๊คหน้า “กลุ่มติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้” แยกสมาชิกออกเป็น 2 กลุ่มคนอย่างชัดเจน คือฝ่ายสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ กับฝ่ายสนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายขบวนการฯ ส่วนสมาชิกที่แสดงความคิดเห็นแบบเป็นกลาง ส่วนหนึ่งไม่สามารถทนกับแรงกดดันกับชุดข้อมูลที่นำมาลงได้ ส่วนใหญ่มักถูก 2 กลุ่มแรงส่งข้อความให้พิจารณาตัวตนว่า จุดยืนที่แท้จริงอยู่ข้างไหน มีความพยายามโพสข้อมูลเพื่อโน้มน้าวกันอย่าง “สนุกสนาน!

 อย่างไรก็ตามพื้นที่ในโลกอินเตอร์เน็ตถือเป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น สามารถคัดกรองชุดข้อมูลที่น่าสนใจได้อย่างอิสระ การแสดงออกทางความรู้สึกของผู้คนในแต่ละกลุ่ม ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา ความรู้สึกชิงชังระหว่าง 4 กลุ่มคน คือ ชาวไทยพุทธ(สยาม/ซีแย),ชาวไทยเชื้อสายมลายูมุสลิม(นายู) เจ้าหน้าที่รัฐ และแนวร่วมขบวนการฯ ที่แสดงออกอย่างรุนแรงตรงไปตรงมา ถ้อยคำเสียดสีที่กระทบต่อ ความเชื่อ ความศรัทธา และอุดมการณ์รัฐชาติ นั้นคือเวทีสาธารณะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนที่ยังไม่มีองค์กรใดสามารถเปิดรับฟังความคิดเห็นในระดับนี้ได้

 

          เมื่อมีข่าวเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งหนึ่ง ยกตัวอย่าง กรณีระเบิดรถทหารมีทหารเสียชีวิตได้รับบาดเจ็บ ในกลุ่มติดตามสถานการณ์มีเรื่องขึ้นมาพูดคุยครั้งหนึ่ง ช่องทางสื่อสาร โดย ผู้เสพสาร ผู้รับสาร ผู้ส่งสาร ในระดับชาวบ้าน วงคุยร้านน้ำชา วงคุยสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่สุดในกล่องความคิดที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่คือกลุ่มผู้ใหญ่ที่เป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป ไม่นิยมใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตในการสื่อสาร หากอยู่ในกลุ่มพูดคุยที่ต่างความคิดก็มักระมัดระวังในการพูดคุย การสงวนท่าทีแบบชาวบ้านแสดงออกมาอย่างจริงใจ โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หรือไม่คิดว่าพลังของชาวบ้านนั้น มีศักยภาพมากพอที่จะแสดงออกไปถึงสังคมโดยรวม หรือชาวบ้านเข้าใจว่าพลังภาคประชาสังคมยังไม่มากพอที่จะกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์ฆ่ารายวันที่เกิดขึ้นอยู่ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว ถ้าหากตนเองประกาศจุดยืนในแนวทางที่ไม่อิงกับอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สำหรับผู้คนในพื้นที่โดยส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมกิจกรรมภาคประชาสังคม เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนหรือกระบวนการด้านสันติภาพนั้น เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องหรือมีคนใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ หรืออย่างน้อยก็ได้รับผลกระทบด้วยต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ชาวบ้านโดยส่วนใหญ่เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเงื่อนไขจากอำนาจที่มาจากภายนอกพื้นที่มากกว่า ทางออกในการผ่อนคลายความรู้สึกกังวล ความเคียดแค้น และความเครียดสะสมจากสถานการณ์ แสดงออกมาในพื้นที่จำกัดของวงคุยเล็กๆ ในร้านกาแฟของชุมชน ในมัสยิดระหว่างเดินทางไปละหมาด วงคุยหลังทำบุญไว้พระ วงคุยของกลุ่มครูในโรงเรียน กลุ่มข้าราชการในหน่วยงานต่าง ซึ่งมีชุดข้อมูลที่ต่างกันออกไป และมีกรอบของความหวาดกลัวครอบอยู่อีกชั้นหนึ่ง

หากในพื้นที่เฟสบุ๊คใน ยกตัวอย่าง “กลุ่มติดตามสถานการณ์ชายแดนภาคใต้” ได้เกิดพื้นที่การถกเถียงกันอย่างร้อนแรง เต็มไปด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงอารมณ์ที่แสดงออกอย่างชัดเจน ในความสะใจในการเสียชีวิตของฝ่ายทหารอันเป็นภาพสัญลักษณ์ของขั้วรัฐไทย เช่นเดียวกับกรณีการยิงชาวบ้านที่เป็นมุสลิม หรือกลุ่มผู้ที่คาดว่าเป็นแนวร่วม คำวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาราวเป็นผู้ที่ร่วมก่อเหตุการณ์จริงๆ ของบรรดาสมาชิก ทำให้พื้นที่ดังกล่าววิวาทะประสาสะกันอย่างร้อนแรงในความรู้สึกนึกคิดที่มากกว่าโลกของความเป็นจริง

          การสร้างน้ำหนักของข้อมูลเพื่อเพิ่มเหตุผลด้านบวกและลบในการตายของคนคนหนึ่ง เป็นเรื่องราวและหน้าที่ของคนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นหรืออย่างไร? อย่างน้อยผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือญาติพี่น้องของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนใกล้ชิด คนรักในครอบครัว ภรรยา สามี บุตร พ่อแม่ บุคคลใกล้ชิดเหล่านี้ เป็นตัวแทนในการรับรู้ในเรื่องราวที่สังคมบอกเล่า หากเขาเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมหรือเป็นผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เป็นประเด็นร้อนในการวิภาควิจารณ์โดยสังคมรวม ย่อมส่งผลกระทบต่อบุคคลใกล้ชิดของผู้ตาย เรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ เรื่องส่วนตัวหรือสถานการณ์ ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งที่มาแน่ชัด เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกของบุคคลใกล้ชิดผู้ตาย สิ่งที่มากไปกว่านั้นคือการกระทำของบุคคลรอบข้างของบุคคลผู้ใกล้ชิดผู้ตาย เช่น ครูที่แสดงออกต่อนักเรียนที่พ่อเสียชีวิตในสถานการณ์ โดยข้อเท็จจริงบางส่วนที่ครูรับทราบ ว่าพ่อของเด็กที่ถูกยิงเสียชีวิตเป็นหนึ่งในแนวร่วมขบวนการฯ แน่นอน!ว่า ความรู้สึกหวาดระแวงของครูส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่สอนนักเรียนคนดังกล่าว ซึ่งประเด็นนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงของสื่อสาธารณะ สื่อจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างบทบาทหน้าที่กับความรับผิดชอบต่อแหล่งข่าว เครือญาติของผู้ได้รับผลกระทบ และ ผู้เลือกพื้นที่สื่อสารในโลกอินเตอร์ควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก และเราในฐานะผู้เสพสาร ผู้รับสาร และผู้ส่งสาร อาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการฆ่ากันทางความรู้สึก ที่สนุกกับความตายของใครสักคน ร่วมละเลงความรู้สึกบนหน้ากระดานความคิด โดยไม่คิดว่า วันหนึ่งความคิดของเราจะส่งผ่านไปถึงบุคคลใกล้ชิดของเขา ซึ่งอาจให้ผลทั้งร้ายและดี

ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมนั่งเครื่องบินกลับบ้านที่นราธิวาส มีโอกาสได้พบผู้บริหารโรงเรียนท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนสตรีมุสลิม พึ่งเดินทางกลับจากการร่วมประชุมผู้บริหารการศึกษาที่จังหวัดอุดรธานี ท่านได้เล่าให้ฟังถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “เหตุการณ์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า เมื่อมีการยิงกลุ่มเจ้าหน้าที่ หรือชาวบ้านไทยพุทธ แล้วไม่นานมักมีเหตุยิงชาวบ้านมุสลิม ผู้ก่อเหตุหวังผลในการสร้างความแตกแยก” อาจเป็นมุมมองในฐานะผู้บริหารโรงเรียนมากกว่าความเป็นคนเชื้อสายมลายูมุสลิม ท่านได้กล่าวว่ามันหมดยุคของการกู้เอกราชแล้ว “เรากำลังเสียโอกาสในหลายๆด้าน โดยเฉพาะเด็กๆที่คุณภาพการศึกษาอ่อนลงมาก น่าห่วงการทำงานของครูรุ่นใหม่ๆที่เป็นลูกหลานของคนในพื้นที่ เรื่องความเข้มข้นของการเรียนการสอนในวิชาพื้นฐาน” และประเด็นที่น่าสนใจคือการชักจูงเด็กรุ่นใหม่เข้าสู่ขบวนการ ด้วยโรงเรียนของรัฐไม่สามารถสร้างความมั่นใจในกระบวนการเรียนการสอนได้ เด็กเล็กๆที่อยู่ในช่วงประถมถึงมัธยมต้นกำลังถูกชักจูง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาส่วนหนึ่งกำลังเข้าสู่วงจรของเกมการฆ่า เขากำลังกลายเป็นผู้เล่นเกม ไม่ใช่แค่ผู้กดปุ่มออกคำสั่งเหมือนในคอมพิวเตอร์ และไม่ใช่แค่ ผู้เสพสาร ผู้สื่อสารและผู้ส่งสาร  
          ชาวไทยพุทธในพื้นที่คนหนึ่ง เขาเคยเป็นคนที่ทำงานเพื่อส่วนร่วมในหมู่บ้านที่มีประชากรพุทธมุสลิมในสัดส่วน
30 :40 สามารถพูดได้สองภาษาคือไทยกับมลายูได้อย่างคล่องแคล่ว ในระดับที่สามารถเล่าเรื่องราว ทำหน้าที่โฆษกภาคภาษามลายูได้อย่างสนุกสนาน ในความสามารถตรงนี้จึงรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ประสานงานระหว่างชุมชนกับหน่วยงานปกครอง แต่ในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ต้นปี 2547 เขาถูกลอบยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส พักรักษาตัวในห้องICU ประมาณ ครึ่งเดือน หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาไม่ออกจากบริเวณบ้านเป็นเวลาเกือบครึ่งปี เขาเลิกทำกิจกรรมเพื่อส่วนร่วม เก็บตัวอยู่ในบ้าน พออาการเริ่มทุเลาจึงเริ่มออกจากบ้าน แต่ความหวาดระแวงสูงมากกระทั่งพวกพ่อค้าเศษเหล็กรับซื้อของเก่าที่รู้ว่าพูดภาษามลายูหรือพูดไทยสำเนียงแปร่งๆ เขาจะไม่อนุญาตให้เข้ามาหาซื้อเศษเหล็กของเก่าในบริเวณรั้วบ้าน หลังจากนั้นไม่นานจึงเริ่มประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง ขออนุญาตพกปืนและขอใช้วิทยุสื่อสาร พกติดตัวอยู่แทบทุกขณะกระทั่งเข้าห้องน้ำ วิทยุสื่อสารเป็นอุปกรณ์ที่สามารถรับฟังการติดต่อของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ เกิดเหตุการณ์ที่ไหนโดยเสียงวิทยุรายงานออกมาสดๆ ตัวเลขของทหารตำรวจที่เสียชีวิต กับตัวเลขของฝ่ายขบวนการ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผ่านวิทยุ ซึ่งสามารถสร้างความรู้สึกหดหู่ใจ หรือความสะใจได้บ้างในวันที่ได้ข่าวว่ามีการวิสามัญผู้ก่อเหตุ “หนักไปข้างหน้า” คือเสียงสะท้อนต่อเหตุการณ์ที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ซึ่งหมายความว่าเขาไม่เชื่อมั่นว่าเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถสงบโดยง่าย ในวิถีชีวิตประจำวันจึงต้องอยู่กันไปอย่างนี้ นั้นคือ พกปืนและระวังตัว และชีวิตที่หมกหมุ่นอยู่ในความรู้สึกที่เกิดจากข่าวสารสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน
           ในวันที่มีข่าวลอบยิงภารโรงและภรรยาเสียชีวิตขณะขับมอเตอร์ไซค์บนถนนสายบ้านโต๊ะเด็ง ตำบลโต๊ะเด็ง จังหวัดนราธิวาส ช่วงปลายเดือนมกราคม
2556 ผมและตูแว ได้ดูภาพข่าวด้วยกัน ตูแวซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สะท้อนความรู้สึกว่า “ดูภาพ คนไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อนสามารถทำได้...แสดงให้เห็นอะไร?” นั้นเป็นคำถามที่เราสอบทานกันในคืนนั้น การสนทนาปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของผมกับตูแวเกิดขึ้นในทุกโอกาสไปประชุมแล้วพักห้องเดียวกัน จริงๆแล้วตูแวเป็นนักเคลื่อนไหวสายประเด็นร้อน เขามีบทบาทนำในการเคลื่อนไหว จากช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์ที่ร้อนขึ้น เขาเองกำลังหาทางออกสู่ความสงบเช่นกัน ด้วยการหาคำอธิบายให้กับพี่น้องและผู้ร่วมต่อสู้ ในประเด็นคำถามที่ว่า สันติภาพของใคร? ระหว่างรัฐไทย กับฝ่ายขบวนการ “นั้นหมายถึงคำอธิบายต่อนักรบปาตานีที่เสียชีวิตไป” คำอธิบายที่บอกว่า แนวคิดในเรื่องเอกราชนั้นมีกลุ่มคนที่ต่อสู้อยู่ชัดเจน แต่ไม่สามารถออกมาร่วมสร้างกระบวนการสันติภาพบนโต๊ะและเวทีพูดคุยได้ หลายครั้งที่ปีกฝ่ายการเมืองฉกฉวยเอาดอกผลที่หอมหวานของการต่อสู้ไป ฟังดูคล้ายชะตากรรมของทหารผ่านศึกที่ถูกทิ้งไว้อย่างไม่ใยดีทุกครั้งเมื่อสถานการณ์สู้รบยุติ บทสนทนาที่ตูแวพยายามอธิบายว่า เป็นสิ่งที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออก คือหลายคนต้องเผชิญกับทางสองแพรกระหว่างอุดมการณ์กับชีวิตจริง ภาพคนบริสุทธิ์ ชาวบ้านที่ถูกยิง ถูกระเบิด เขาเล่าด้วยรู้สึกเป็นนัยๆว่าเหนื่อยใจ นั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ ตูแวเข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ตามแนวทางสันติวิธีประชุมในเวทีต่างๆ ผมมักเจอเขาในหลายเวทีสาธารณะ ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยองค์กรที่ขับเคลื่อนพื้นที่เวทีสาธารณะและสร้างพลังภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผมในฐานะคนพุทธในพื้นที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมคือ คือ DEEPSOUTH ,สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ม.สงขลานครินทร์ ,สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล ในแต่ละกระบวนการสันติภาพนั้นเป็นโอกาสที่ได้พบกับผู้มีชุดความคิดมากมาย เวทีที่ทำให้รับรู้ความเจ็บปวดของคนสองกลุ่มคือพุทธกับมุสลิมในพื้นที่ ปรากฏการณ์เล็กๆที่เกิดขึ้นคือ การจับมือกันระหว่างผมกับตูแวเพื่อขับเคลื่อนแนวทางสันติวิธีในฐานะคนธรรมดาสามัญ ที่เห็นว่า “การฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก”

 ในความเป็นคนตายย่อมไม่มีสิทธิเอ่ยปากแก้ต่างให้กับตนเอง และอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบ่มเพาะความเคียดแค้นชิงชัง เป็นเรื่องที่ไม่สามารถอธิบายหรือทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน ในม่านข่ายของเส้นลาก ที่ตรึงมุดความคิดไว้ด้วยปม 3 ปม คือ ความยุติธรรม ความจริง และความกลัว ซึ่งเราคาดว่าหากมีการขับเคลื่อนเวทีสาธารณะ นำเรื่องราวต่างๆมาเล่าสู่กันและกัน จากพื้นที่แคบๆในชุมชนของตนเอง และสื่อสาธารณะเช่นรายการวิทยุท้องถิ่น รายการโทรทัศน์ และที่สำคัญคือโลกอินเตอร์เน็ต สร้างพื้นที่เพื่อเชิญชวนผู้คนมาร่วมกันหาทางออกของปัญหามากกว่าการเลือกใช้ความรุนแรงอย่างสร้างสรรค์

อย่างไรก็ดี นี้คือสถานการณ์ใหม่ ในชุดความคิดเก่า คนทำงานด้านสันติภาพมากมายต้องพบกับความโดดเดี่ยวในชุมชนของตนเอง คำครหาว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จากกลุ่มคนหรือชุมชนที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันนั้นเอง ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งเกิดความอึดอัดใจและหว่าเหว่ทางความคิด เมื่อเขาไม่อาจรู้สึกสนุกกับการสูญเสียของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขารู้สึกเจ็บปวดอย่างไม่ดัดจริต เมื่อได้ยินวงสนทนาที่สนุกสนานกับการฆ่ากันตาย บทเรียนจากการสร้างพื้นที่และเวทีสาธารณะจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก นั้นคือผลผลิตที่มากกว่าทฤษฎีหรือตำราเล่มใหม่ เพราะสายใยที่เกิดจากการชักนำผู้คนเหล่านี้มาพบกัน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เขาอึดอัดคับข้องจากชุมชนของตัวเอง สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นของกลุ่มคนผู้ไม่มีบทบาททางการเมืองมากนัก หรือกระทั่งกลุ่มคนที่เคยสนุกกับความสูญเสียของฝ่ายศัตรู พวกเขาจะได้รับบทบาทใหม่ในการบอกเล่าเรื่องราว ในข้อคิดเห็นจากมุมมองที่กว้างขึ้นจนหลุดขอบออกมาจากชุมชนของตน แต่เขาคือผู้เป็นปากเสียงในบทบาทที่ชุมชนหล่อหลอมมาโดยไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน และผู้คนอีกจำนวนมากจะสามารถต่อเชื่อม และรับหน้าที่ในฐานะผู้กำหนดบทบาทร่วมกัน ถ้าเขายังสื่อสารกับมนุษย์ด้วยกันได้อย่างสนุกใจ และคำถามที่ว่าเราสามารถพูดคุยกันอย่างปกติธรรมดาได้อย่างไร? ถ้าหากมีคนใกล้ชิดของเราเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าอันเจ็บปวดเหล่านั้น... เพราะการฆ่ากันไม่ใช่เรื่องสนุก.