ทำไมพระสงฆ์จึงมีความสำคัญต่อสังคมไทย?
บทความโดย นวพล ลีนิน
บทความโดย นวพล ลีนิน
กว่า 20 ปีมานี้ ภาพข่าวฉาวเกี่ยวกับพระสงฆ์ถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ กระแสสังคมโดยเฉพาะชาวพุทธในยุคที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับวัดมากนัก เกิดการตั้งคำถามต่อศรัทธาในสังคมพระสงฆ์ ส่งผลกระทบต่อการตั้งมั่นอยู่ของสถาบันสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ถือเป็นเสาหลักของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย หากนี่คือความท้าทายระหว่างวัตรปฏิบัติดั้งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กับการก้าวผ่านช่วงวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นทั่วโลก
![]() |
| ภาพปู่ของผู้เขียน ปู่สีนวน ลีนิน บวชตามประเพณีที่กลันตัน ประเทศมาเลเซีย |
โดยส่วนตัวผมมีความผูกพันกับวิถีชีวิตแบบไทยๆมาก วิถีคิดส่วนใหญ่ก็อิงอยู่กับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวเนื่องกัน กับนิทานชาดก ผสานกับความเชื่อท้องถิ่นปักษ์ใต้ เรื่องราวผีสางนางไม้ เทพยาดา ตามพื้นเพเดิมบรรพบุรุษทั้งฝ่ายพ่อและแม่ทั้งหมดเป็นชาวสยามในรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ที่สำคัญคือโอกาสทางการศึกษาของพ่อ พ่อของผมท่านเกิดที่รัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ในช่วงรอยต่อ ก่อน,ระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เศรษฐกิจในประเทศมาเลเซียตกต่ำมาก ชาวสยามส่วนหนึ่งในรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียอพยพมายังฝั่งประเทศไทย ปู่กับย่ามีฐานะยากจน ท่านทั้งสองเป็นหนึ่งในกลุ่มชาวสยามที่อพยพอยู่ที่ อำเภอสุไหงปาดีจังหวัดนราธิวาส ในสมัยนั้น ว่ากันว่ารถยนต์ในอำเภอสุไหงปาดีแทบจะนับคันได้ในอำเภอห่างไกล ถนนหนทางลำบากกว่าปัจจุบันมากมาย บ่ายวันหนึ่งมีพระจากอำเภอเมืองนราธิวาส ท่านนั่งรถเลยจุดหมายมาลงแถวที่ ซึ่งปู่ผมท่านคงเลี้ยงวัวอยู่แถวนั้นพอดี ปู่ เดินผ่านมาพบพระองค์นั้นเข้า จึงนิมนต์พระรูปดังกล่าวไปจำวัดที่บ้าน ในเช้าวันรุ่งขึ้นนั้นเองที่พ่อผมซึ่งอายุสัก 8-9 ขวบ ท่านได้พบสบตากับพระกับเจ้า เป็นโอกาสอันดีที่ท่านได้ชวนพ่อไปเรียนหนังสือที่วัดโคกโก ตำบลลำภู บางนราหรือตัวเมืองนราธิวาส และเมื่อพ่อได้ไปเรียน เป็นการบุกเบิกทางให้เด็กในหมู่บ้านยุคนั้นอีกหลายคนตามไปเรียนด้วย ก่อนที่ทางรัฐบาลจะเข้ามาสร้างโรงเรียนในหมู่บ้าน ปัจจุบันพ่อเกษียรราชการจากตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนมาแล้วสี่ปี สำหรับพระรูปดังกล่าวท่านบวชเรียนจนได้ตำแหน่งสมภาร แต่ถึงช่วงหนึ่งก็ลาสิกขาบทออกมามีครอบครัว พ่อนับถือท่านประหนึ่งพ่อคนที่สอง และเมื่อปลายปีที่แล้วพ่อพาพวกเราในครอบครัวไปเยี่ยมครอบครัวของท่านที่ อำเภอธารโต จังหวัดยะลา อดีตสมภารท่านดีใจมาก ดีใจจนน้ำตาไหล
![]() |
| ภาพการบวชตามประเพณีในชุมชนไทยพุทธ ที่บ้านตลิ่งสูง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ภาพนี้้ประมาณ ๓๓ ปีที่แล้ว |
จากกรณีที่เล่ามา แสดงให้เห็นว่าพระกับวัดมีส่วนอย่างมากในการส่งเสริมให้คนในรุ่นก่อนได้รับการศึกษา กรณีเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นมากมายทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามในระดับบุคคล ในฐานะของพระสงฆ์ที่มีแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้อ่านออกเขียนได้ นั้นคือคุณูปการของพระสงฆ์ผู้จาริกไปในชนบทแดนเถื่อนไพร แร้นแค้นกันดารในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเร่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เท่าทันสังคมโลก
ครั้งหนึ่งพระสงฆ์มีบทบาทสำคัญในเรื่องการศึกษา รวมถึงคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข หลักการอยู่ร่วมกันในสังคม เห็นได้ชัดเจนในอดีตที่ผ่านมา วัฒนธรรมที่ผู้ชายต้องบวชเรียนที่วัด สำหรับเรื่องการศึกษาในยุคที่ชุมชนและสังคมชาวพุทธไม่ซับซ้อนเท่าปัจจุบัน คือการเรียนรู้เพื่อเผชิญชีวิตก่อนสร้างครอบครัว เช่นวิชาช่าง การอ่านเขียน หมอยาสมุนไพร ซึ่งมากไปกว่านั้นคือคาถาอาคมและการเผชิญกับสิ่งที่ไม่อาจอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ในยุคหนึ่ง หรืออธิบายได้โดยง่ายว่า เป็นพลังอำนาจของผีสางนางไม้ หรือเทพยาดา ซึ่งระบบการสอนของพระสงฆ์มีองค์ความรู้เพื่อเผชิญปัญหาดังกล่าวอย่างมีขั้นตอน และเป็นกุศโลบายที่เชื่อมความสัมพันธ์ ในการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มชนอย่างมีระเบียบจารีตที่สอดคล้องกับวิถีการเลี้ยงชีพ,ระบบดินฟ้าอากาศและธรรมชาติในแต่ล่ะท้องถิ่นอีกด้วย
จากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันพบว่าในสังคมไทยนั้น พระสงฆ์ยังมีบทบาทสูงในเรื่องทางนำชีวิต ในพิธีกรรมตั้งแต่เกิดจนตาย เป็น ผู้ให้คำปรึกษาในปัญหาที่มองไม่เห็นทางออก ตั้งแต่ระดับชนชั้นนำจนถึงชนระดับล่าง แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดและถือว่ามีคุณูปการมากที่สุดคือ การสอนให้คนรู้ภาษา ซึ่งสามารถยึดโยงไปถึงหลักความดีงามที่ทำให้ คนไทยเรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมของตน หากมองแยกส่วนออกจากเรื่องสัจจะธรรมแล้ว การศึกษาเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดในการสอนหนังสือของพระกับเด็ก เห็นได้ว่าวัดกับโรงเรียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน แม้พระสงฆ์ในพุทธศาสนาได้กำหนดลำดับชั้นไว้ มีนับจากพระอรหันต์ลงมา แต่เพื่อทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น พระสงฆ์ไทยอาจจำแนกจากเป้าหมายในการบวชเป็นพระสงฆ์ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตั้งใจแน่วแน่ในการบวช เพื่อแสวงหาสัจจะธรรม กับกลุ่มที่บวชตามจารีตประเพณี พระสงฆ์ในกลุ่มแรกมีส่วนมากในการขับเคลื่อนให้เกิดพลังศรัทธา ซึ่งเป็นอำนาจที่มีพลังมากในการกำหนดทิศทางของสังคม
ในประเทศไทยแม้ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ประจำชาติ หากรากฐานของความเป็นรัฐชาติที่ผ่านมานั้น ยุครอยต่อระหว่างการสร้างรัฐชาตินิยมไทยกับช่วงความรัฐพันธมิตรกึ่งอารักขาของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น การปลุกพลังจิตสำนักของความเป็นประเทศไทยด้วยความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สายสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระสงฆ์เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในพุทธประวัติ ความเป็นเจ้าชายสิทธัตธะ ในวรรณะกษัตริย์ที่สละอำนาจทางโลกตัดสินใจวางคันศรและดาบ ออกจาริกมุ่งช่วยเหลือมวลมนุษย์โดยการออกแสวงหาสัจจะธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ ซึ่งในความเป็นสังคมสงฆ์ในพุทธศาสนากับความสัมพันธ์ต่อกลุ่มมวลชนฝ่ายก้าวหน้า มีความเชื่อมต่อทั้งทางบวกและทางลบนั้นคือปฏิสัมพันธ์ที่ก่อเกลียวกันมา พร้อมๆกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี(การเดินทางและการสื่อสาร) เกิดการขัดง้าง ผสานร่วมและความเป็นมรรคปฏิบัติที่ยังยืนหยัดวิถีการปฏิบัติที่เรียบง่ายสันโดษอยู่ได้ในปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในประเด็นที่ว่า ความคงอยู่ในรูปแบบรัฐที่โบราณกาล อันประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมสงฆ์ สถาบันทหาร สามารถผสานกลายเข้ากับ ระบอบประชาธิปไตย และการขับเคลื่อนของฝ่ายสังคมนิยม ขับเกรียวผ่านช่วงเวลา โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นมาได้อย่างไร และความสั่นคลอนจากการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่คือความท้าทายต่อทางออกในอนาคต
จากอดีตจนกระทั่งปัจจุบันพบว่าในสังคมไทยนั้น พระสงฆ์ยังมีบทบาทสูงในเรื่องทางนำชีวิต ในพิธีกรรมตั้งแต่เกิดจนตาย เป็น ผู้ให้คำปรึกษาในปัญหาที่มองไม่เห็นทางออก ตั้งแต่ระดับชนชั้นนำจนถึงชนระดับล่าง แต่หน้าที่ที่สำคัญที่สุดและถือว่ามีคุณูปการมากที่สุดคือ การสอนให้คนรู้ภาษา ซึ่งสามารถยึดโยงไปถึงหลักความดีงามที่ทำให้ คนไทยเรียนรู้ตัวเองและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมของตน หากมองแยกส่วนออกจากเรื่องสัจจะธรรมแล้ว การศึกษาเป็นผลงานที่ประจักษ์ชัดที่สุดในการสอนหนังสือของพระกับเด็ก เห็นได้ว่าวัดกับโรงเรียนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก่อน แม้พระสงฆ์ในพุทธศาสนาได้กำหนดลำดับชั้นไว้ มีนับจากพระอรหันต์ลงมา แต่เพื่อทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น พระสงฆ์ไทยอาจจำแนกจากเป้าหมายในการบวชเป็นพระสงฆ์ได้ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ตั้งใจแน่วแน่ในการบวช เพื่อแสวงหาสัจจะธรรม กับกลุ่มที่บวชตามจารีตประเพณี พระสงฆ์ในกลุ่มแรกมีส่วนมากในการขับเคลื่อนให้เกิดพลังศรัทธา ซึ่งเป็นอำนาจที่มีพลังมากในการกำหนดทิศทางของสังคม
ในประเทศไทยแม้ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนว่า ศาสนาพุทธ เป็นศาสนา ประจำชาติ หากรากฐานของความเป็นรัฐชาติที่ผ่านมานั้น ยุครอยต่อระหว่างการสร้างรัฐชาตินิยมไทยกับช่วงความรัฐพันธมิตรกึ่งอารักขาของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น การปลุกพลังจิตสำนักของความเป็นประเทศไทยด้วยความเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สายสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ กับพระสงฆ์เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในพุทธประวัติ ความเป็นเจ้าชายสิทธัตธะ ในวรรณะกษัตริย์ที่สละอำนาจทางโลกตัดสินใจวางคันศรและดาบ ออกจาริกมุ่งช่วยเหลือมวลมนุษย์โดยการออกแสวงหาสัจจะธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ ซึ่งในความเป็นสังคมสงฆ์ในพุทธศาสนากับความสัมพันธ์ต่อกลุ่มมวลชนฝ่ายก้าวหน้า มีความเชื่อมต่อทั้งทางบวกและทางลบนั้นคือปฏิสัมพันธ์ที่ก่อเกลียวกันมา พร้อมๆกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี(การเดินทางและการสื่อสาร) เกิดการขัดง้าง ผสานร่วมและความเป็นมรรคปฏิบัติที่ยังยืนหยัดวิถีการปฏิบัติที่เรียบง่ายสันโดษอยู่ได้ในปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในประเด็นที่ว่า ความคงอยู่ในรูปแบบรัฐที่โบราณกาล อันประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ สังคมสงฆ์ สถาบันทหาร สามารถผสานกลายเข้ากับ ระบอบประชาธิปไตย และการขับเคลื่อนของฝ่ายสังคมนิยม ขับเกรียวผ่านช่วงเวลา โดยเฉพาะในยุคสงครามเย็นมาได้อย่างไร และความสั่นคลอนจากการตั้งคำถามของคนรุ่นใหม่คือความท้าทายต่อทางออกในอนาคต
ขอยกตัวอย่างเพื่อสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น จากผลงานของ เขมานันทะ “เวลาคือการเปลี่ยนแปลง” หน้า ๑๐๕ ภาค๒ นวัตกรรมทางจิต (Spiritual innovation) ดังนี้
“...ฟังมาว่า เหตุเกิดในมหาวิทยาลัย SEVEN SEAS ซึ่งรวบรวมนักศึกษานานาชาติท่องเจ็ดคาบสมุทร ครูก็ป้อนความรู้อย่างกว้างขวาง อาจารย์คนหนึ่งวิพากษ์สังคมไทยว่าเป็นสังคมที่ล้าหลังมากที่ปล่อยให้บุคคลกล้อนผม ห่มเหลือง เที่ยวเร่ขออาหาร ผู้ให้ยังต้องกราบ เขามองว่าเป็นอนารยะ เขามองจากสังคมตะวันตก นักศึกษาไทยที่อยู่ที่นั้นไม่มีปากเสียง เพราะห่างเหินจากความเข้าใจรากเหง้าของตนเองเสียแล้ว แต่นักศึกษาญี่ปุ่นไม่ยอม เขาลุกขึ้นโต้ทั้งๆที่ไม่ใช่บ้านเมืองของเขา เขาบอก อาจารย์ไม่เข้าใจเอง สำหรับตะวันออกผู้ให้ต้องเคารพผู้รับเสียด้วยซ้ำ ให้แล้วต้องให้เกียรติ นี่เป็นรากเหง้าของชีวิตที่เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ที่เรียกง่ายๆว่าทำบุญ ตักบาตรพระ ต้องเคารพพระที่รับทาน ถ้าเขาไม่รับเราไม่รู้จะให้ได้อย่างไร ผู้ให้จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นคุณค่าทางมโนธรรมเช่นนี้ ผู้ที่เติบโตทางตะวันตกจะเข้าใจผิดพลาดได้ง่าย เช่นชีวิตที่เนิบช้าของชาวบูรพาทิศจะถูกมองจากชาวตะวันตกว่าขี้เกียจ ....ชีวิตชาวบูรพาทิศจะเรื่อยๆ สบายๆ ตามธรรมชาติ เหตุการณ์นี้เด่นชัดก่อนยุคล่าอาณานิคม”
“...ฟังมาว่า เหตุเกิดในมหาวิทยาลัย SEVEN SEAS ซึ่งรวบรวมนักศึกษานานาชาติท่องเจ็ดคาบสมุทร ครูก็ป้อนความรู้อย่างกว้างขวาง อาจารย์คนหนึ่งวิพากษ์สังคมไทยว่าเป็นสังคมที่ล้าหลังมากที่ปล่อยให้บุคคลกล้อนผม ห่มเหลือง เที่ยวเร่ขออาหาร ผู้ให้ยังต้องกราบ เขามองว่าเป็นอนารยะ เขามองจากสังคมตะวันตก นักศึกษาไทยที่อยู่ที่นั้นไม่มีปากเสียง เพราะห่างเหินจากความเข้าใจรากเหง้าของตนเองเสียแล้ว แต่นักศึกษาญี่ปุ่นไม่ยอม เขาลุกขึ้นโต้ทั้งๆที่ไม่ใช่บ้านเมืองของเขา เขาบอก อาจารย์ไม่เข้าใจเอง สำหรับตะวันออกผู้ให้ต้องเคารพผู้รับเสียด้วยซ้ำ ให้แล้วต้องให้เกียรติ นี่เป็นรากเหง้าของชีวิตที่เอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ที่เรียกง่ายๆว่าทำบุญ ตักบาตรพระ ต้องเคารพพระที่รับทาน ถ้าเขาไม่รับเราไม่รู้จะให้ได้อย่างไร ผู้ให้จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นคุณค่าทางมโนธรรมเช่นนี้ ผู้ที่เติบโตทางตะวันตกจะเข้าใจผิดพลาดได้ง่าย เช่นชีวิตที่เนิบช้าของชาวบูรพาทิศจะถูกมองจากชาวตะวันตกว่าขี้เกียจ ....ชีวิตชาวบูรพาทิศจะเรื่อยๆ สบายๆ ตามธรรมชาติ เหตุการณ์นี้เด่นชัดก่อนยุคล่าอาณานิคม”
ในความเป็น “ฟางมัดสุดท้าย”ที่เชื่อมต่อระหว่างสังคมสงฆ์กับโครงสร้างอำนาจรัฐและสังคมไทย ในท่ามกลางกระแสวิกฤติศรัทธาที่เชี่ยวกราด ฟางมัดสุดท้าย ซึ่งดูคล้ายเป็นมรดกเก่าที่พระสงฆ์รุ่นก่อนๆได้สั่งสมไว้ คือคุณูปการ ด้านการศึกษาในช่วงเวลาที่ชนชั้นนำในปัจจุบันส่วนหนึ่งเคยมีความผูกพันกับวัด กับหลวงพ่อ กับโรงเรียนวัดในอดีต บรรดาเด็กวัดในอดีตที่ปัจจุบันเริ่มปลดเกษียรจากตำแหน่งโดยส่วนใหญ่ในระดับผู้บริหารในหน่วยงานราชการ และบนสมมติฐานง่ายๆบนความเป็นไปได้ว่า ทิศทางของผู้บริหารหรือชนชั้นนำเหล่านี้ในอนาคตจะทดแทนด้วยนักเรียนนอกมากกว่านักเรียนที่เคยเป็นเด็กวัด
ในบทบาทที่สำคัญที่สุดของพระภิกษุสงฆ์คือเป็นผู้สอนธรรมเพื่อการแก้ปัญหาทางจิตใจของชาวบ้าน หากวัดและพระสงฆ์ไม่สามารถปรับตัวให้ทัน กับกระแสความท้าทายระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับวิทยาศาสตร์ ทางออกหนึ่งคือการประยุกต์หลักธรรมคำสอนให้สามารถปรับใช้ได้จริง ซึ่งสามารถสร้างความยั่งยืนได้มากกว่าการสั่งสมอำนาจทางศีลธรรม เพื่อกดข่มผู้ที่ตั้งแง่ปฐิเสธหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา หากสามารถแปลความหมายธรรมะที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจหรือใช้แก้ปัญหาชีวิตได้ในวิถีปุถุชนทั่วไปที่ยังมีกิเลสหนาในรักโลภโกรธหลง ผู้คนในยุคปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ผ่านระบบการศึกษาที่วางไว้ตามรากฐานคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลแบบตะวันตก ซึ่งมุ่งหาความจริงที่จับต้องได้ วัดระดับได้ ปรากฏการตั้งคำถามต่อนิทานพื้นบ้านได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และดูคล้ายจะสั่นคลอนโครงสร้างด้านศีลธรรมไปทั่วประเทศ ในยุคที่ผีสางเทวดาได้เร้นหายไปในซอกซอยที่แสงนีออนเข้าไปไม่ถึง บวกรวมกับภาพข่าวพฤติกรรมด้านลบของพระสงฆ์ ยิ่งทำให้ผู้คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งเพิ่มความเคลือบแคลงใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งนี้คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งมีองค์ความรู้ที่หลากหลายขึ้น จากกระแสการตื่นรู้ในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ข้อสงสัยในชีวิต ข้อคิดหรือธรรมมะต่างๆสามารถหาอ่านได้ง่ายขึ้น
เราอาจมองภาพที่กว้างขึ้น หากทำความเข้าใจได้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดกรอบอยู่แค่ศาสนา เพราะสัจจะธรรมหรือความจริงอันประเสริฐ ย่อมเป็นเรื่องเดียวกัน ธรรมมะจึงเป็นเรื่องของความจริงที่เป็นอยู่อย่างนั้นตามธรรมชาติ สังคมมนุษย์วิวัฒน์ความเป็นสัจจะธรรมในตัวเองอย่างมีน้ำอดน้ำทนสู่สิ่งที่ดีกว่า วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ชาติแยกมนุษย์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ พวกแรกคือพวกที่ดำเนินชีวิตไปตามวิถีแห่งโลกียะชนโดยทั่วไป กับอีกพวกหนึ่งที่มุ่งแสวงหาความรู้ มีความกระหายใคร่รู้มากกว่าความอยากในเรื่องทั่วไป โดยสรรพวิชา สู่ศาสตร์และศิลปะแขนงต่างๆ ร่วมถึง ดนตรีและบทกวี สู่ปรัชญา สู่สัจจะธรรม ซึ่งในพวกที่ 2 มักเข้าใจในวังวนของอำนาจในทางโลกได้แจ้งชัด ดังนั้นความทะเยอทะยานในอำนาจทางโลกจึงมีน้อย มักมุ่งสู่การเป็นผู้รู้ ผู้หลุดพ้นจากโลก ซึ่งเป็นไปได้ว่าในสมัยพุทธกาล นักบวชในพุทธศาสนา กับพวกโซฟิสในอารยะธรรมกรีก อาจมีวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือการยึดธุดงค์วัตร สละการสะสมทางโลก เดินทางค้นหาสัจจะธรรม บอกเล่าเรื่องราว ร่ายบทกวีสอนผู้คน แลกกับอาหารและที่พักพอประทังชีวิต แล้วพวกเขาก็จาริกไปในป่าเขาหรือถิ่นทะเลทรายอันกันดาร หรือดินแดนอันเร้นลับในกาลก่อน
ในการสถาปนารัฐจำเป็นต้องยึดโยงอำนาจใน 2 ด้านเข้าด้วยกัน อำนาจในฝ่ายโลกียะชนซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความรุนแรง การควบคุมด้วยอำนาจทางอาวุธ หรือการใช้พละกำลังในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงทุน ด้วย บวกรวมกับอำนาจอีกด้านหนึ่งคืออำนาจแห่งศรัทธาเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมของผู้คนในรัฐชาติ หากย้อนมองความอัศจรรย์ของโลก 2 ด้าน ในสังคมไทย พบว่าระหว่างความขัดแย้งในยุครอยต่อระหว่างสงครามเย็น พุทธศาสนาซึ่งยึดมั่นในหลักจารีตแบบดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นสิ่งหล้าหลัง ในมุมจากฝ่ายคอมมิวนิตส์หรือสังคมนิยม ซึ่งพื้นฐานเดิมที่มองว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาผู้คน ทัศนะด้านลบที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อดึงมวลชน สะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน ความขัดแย้งจากการปลุกระดมมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย จากชาวพุทธไทยส่วนหนึ่งซึ่งตั้งแง่ต่อแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้า ผลกระทบจากการเผชิญหน้าปรากฏชัดในสงครามประชาชน ได้ ส่งผลกระทบในระยะยาวมาจนถึงผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่พระภิกษุอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรักษามรรคาแห่งธุดงค์วัตรแบบดั้งเดิมเอาไว้ ท่านเหล่านนั้นออกจาริกเสี่ยงภัยไปในร่องรอยของการสู่รบโดยไม่ได้แฝงเร้นนัยยะทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้พระภิกษุสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมรัฐชาติ แต่ในระหว่างการสู้รบของฝ่ายรัฐที่เลือกข้างโลกเสรีทุนนิยมกับฝ่ายกองทัพปลดแอก พระสงฆ์กลุ่มดั่งกล่าวกลับปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้านถือสันโดษ ละวางการสะสมด้วยความโลภ สังคมในช่วงเวลาที่ดูคล้ายมีม่านมายาคติจากสงครามเย็นปกคลุมจนมืดมิด ความย้อนแย้งนั้นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ความมืดนั้น กลับเป็นแรงเสริมให้แสงดาวแห่งศรัทธาต่อกลุ่มพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงามจรัสแสงขึ้น
ในบทบาทที่สำคัญที่สุดของพระภิกษุสงฆ์คือเป็นผู้สอนธรรมเพื่อการแก้ปัญหาทางจิตใจของชาวบ้าน หากวัดและพระสงฆ์ไม่สามารถปรับตัวให้ทัน กับกระแสความท้าทายระหว่างสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับวิทยาศาสตร์ ทางออกหนึ่งคือการประยุกต์หลักธรรมคำสอนให้สามารถปรับใช้ได้จริง ซึ่งสามารถสร้างความยั่งยืนได้มากกว่าการสั่งสมอำนาจทางศีลธรรม เพื่อกดข่มผู้ที่ตั้งแง่ปฐิเสธหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา หากสามารถแปลความหมายธรรมะที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจหรือใช้แก้ปัญหาชีวิตได้ในวิถีปุถุชนทั่วไปที่ยังมีกิเลสหนาในรักโลภโกรธหลง ผู้คนในยุคปัจจุบันโดยส่วนใหญ่ผ่านระบบการศึกษาที่วางไว้ตามรากฐานคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลแบบตะวันตก ซึ่งมุ่งหาความจริงที่จับต้องได้ วัดระดับได้ ปรากฏการตั้งคำถามต่อนิทานพื้นบ้านได้เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ และดูคล้ายจะสั่นคลอนโครงสร้างด้านศีลธรรมไปทั่วประเทศ ในยุคที่ผีสางเทวดาได้เร้นหายไปในซอกซอยที่แสงนีออนเข้าไปไม่ถึง บวกรวมกับภาพข่าวพฤติกรรมด้านลบของพระสงฆ์ ยิ่งทำให้ผู้คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งเพิ่มความเคลือบแคลงใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ทั้งนี้คนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งมีองค์ความรู้ที่หลากหลายขึ้น จากกระแสการตื่นรู้ในยุคการสื่อสารไร้พรมแดน ข้อสงสัยในชีวิต ข้อคิดหรือธรรมมะต่างๆสามารถหาอ่านได้ง่ายขึ้น
เราอาจมองภาพที่กว้างขึ้น หากทำความเข้าใจได้ว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดกรอบอยู่แค่ศาสนา เพราะสัจจะธรรมหรือความจริงอันประเสริฐ ย่อมเป็นเรื่องเดียวกัน ธรรมมะจึงเป็นเรื่องของความจริงที่เป็นอยู่อย่างนั้นตามธรรมชาติ สังคมมนุษย์วิวัฒน์ความเป็นสัจจะธรรมในตัวเองอย่างมีน้ำอดน้ำทนสู่สิ่งที่ดีกว่า วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ชาติแยกมนุษย์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ พวกแรกคือพวกที่ดำเนินชีวิตไปตามวิถีแห่งโลกียะชนโดยทั่วไป กับอีกพวกหนึ่งที่มุ่งแสวงหาความรู้ มีความกระหายใคร่รู้มากกว่าความอยากในเรื่องทั่วไป โดยสรรพวิชา สู่ศาสตร์และศิลปะแขนงต่างๆ ร่วมถึง ดนตรีและบทกวี สู่ปรัชญา สู่สัจจะธรรม ซึ่งในพวกที่ 2 มักเข้าใจในวังวนของอำนาจในทางโลกได้แจ้งชัด ดังนั้นความทะเยอทะยานในอำนาจทางโลกจึงมีน้อย มักมุ่งสู่การเป็นผู้รู้ ผู้หลุดพ้นจากโลก ซึ่งเป็นไปได้ว่าในสมัยพุทธกาล นักบวชในพุทธศาสนา กับพวกโซฟิสในอารยะธรรมกรีก อาจมีวิถีชีวิตที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือการยึดธุดงค์วัตร สละการสะสมทางโลก เดินทางค้นหาสัจจะธรรม บอกเล่าเรื่องราว ร่ายบทกวีสอนผู้คน แลกกับอาหารและที่พักพอประทังชีวิต แล้วพวกเขาก็จาริกไปในป่าเขาหรือถิ่นทะเลทรายอันกันดาร หรือดินแดนอันเร้นลับในกาลก่อน
ในการสถาปนารัฐจำเป็นต้องยึดโยงอำนาจใน 2 ด้านเข้าด้วยกัน อำนาจในฝ่ายโลกียะชนซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความรุนแรง การควบคุมด้วยอำนาจทางอาวุธ หรือการใช้พละกำลังในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งรวมถึงทุน ด้วย บวกรวมกับอำนาจอีกด้านหนึ่งคืออำนาจแห่งศรัทธาเพื่อสร้างเป้าหมายร่วมของผู้คนในรัฐชาติ หากย้อนมองความอัศจรรย์ของโลก 2 ด้าน ในสังคมไทย พบว่าระหว่างความขัดแย้งในยุครอยต่อระหว่างสงครามเย็น พุทธศาสนาซึ่งยึดมั่นในหลักจารีตแบบดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นสิ่งหล้าหลัง ในมุมจากฝ่ายคอมมิวนิตส์หรือสังคมนิยม ซึ่งพื้นฐานเดิมที่มองว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาผู้คน ทัศนะด้านลบที่เกิดขึ้นจากการทำสงครามจิตวิทยาเพื่อดึงมวลชน สะท้อนปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายก้าวหน้ากับฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน ความขัดแย้งจากการปลุกระดมมวลชนทั้ง 2 ฝ่าย จากชาวพุทธไทยส่วนหนึ่งซึ่งตั้งแง่ต่อแนวคิดของฝ่ายก้าวหน้า ผลกระทบจากการเผชิญหน้าปรากฏชัดในสงครามประชาชน ได้ ส่งผลกระทบในระยะยาวมาจนถึงผู้คนในยุคปัจจุบัน ซึ่งปรากฏการณ์มหัศจรรย์ที่พระภิกษุอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรักษามรรคาแห่งธุดงค์วัตรแบบดั้งเดิมเอาไว้ ท่านเหล่านนั้นออกจาริกเสี่ยงภัยไปในร่องรอยของการสู่รบโดยไม่ได้แฝงเร้นนัยยะทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้พระภิกษุสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมรัฐชาติ แต่ในระหว่างการสู้รบของฝ่ายรัฐที่เลือกข้างโลกเสรีทุนนิยมกับฝ่ายกองทัพปลดแอก พระสงฆ์กลุ่มดั่งกล่าวกลับปลุกจิตสำนึกให้ชาวบ้านถือสันโดษ ละวางการสะสมด้วยความโลภ สังคมในช่วงเวลาที่ดูคล้ายมีม่านมายาคติจากสงครามเย็นปกคลุมจนมืดมิด ความย้อนแย้งนั้นหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ ความมืดนั้น กลับเป็นแรงเสริมให้แสงดาวแห่งศรัทธาต่อกลุ่มพระสงฆ์ที่มีวัตรปฏิบัติงดงามจรัสแสงขึ้น
อย่างไรก็ตามความรวดเร็วของการสื่อสาร ภาพข่าวคลิปฉาวต่างในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผู้เลือกประกาศแสงรัศมีธรรมแห่งพุทธะคล้ายถูกทดสอบด้วยท่วงท่าร่ายร่ำของมารดาโลก ดวงดาราที่ร่วงจากฟ้าในช่วงกระแสวิกฤตศรัทธา ผู้คนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามต่อศรัทธาความเชื่อ จากประสบการณ์และมุมมองที่เห็นว่าพระภิกษุคือมนุษย์ แต่สังคมไทยจะดำรงการอยู่ร่วมบนรากฐานที่แห้งเฉาในสายธารแห่งศรัทธาได้อย่างไร เราท่านทั้งหลายอาจเป็นคำตอบให้ผู้คนในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า.
ด้วยจิตคารวะ
ด้วยจิตคารวะ
นวพล ลีนิน


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น