พื้นที่สันติวัฒนธรรมพื้นที่สอบทานตัวตน
สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อพวกเราในวันนี้ ต่างมีสาเหตุจากการกระทำของผู้คนยุคก่อน
สิ่งที่ผู้คนรุ่นก่อนสร้างไว้ ทั้งเงื่อนไขแห่งความขัดแย้งในการอยู่ร่วมกัน
พื้นที่ผู้คนในยุคปัจจุบันสามารถอยู่ร่วมกัน นั้นคือสิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า
กลุ่มคนทำงานเพื่อสร้างพื้นที่สันติภาพเกิดขึ้นมาแล้วในทุกช่วงยุคสมัยของอารยะธรรมมนุษย์
หลายคนสำนึกในบุญคุณของบรรพชนที่สร้างวีรกรรมด้วยวัฒนธรรมสงครามมากกว่าวีรชนผู้สร้างพื้นที่สันติวัฒนธรรม
ทั้งที่เราต่างได้ชีวิตอย่างปกติสุขด้วยผลจากวีรกรรมคนรุ่นก่อนผู้สร้างพื้นที่สันติวัฒนธรรม
แรงบันดาลใจให้ผู้คนเหล่านั้นร่วมสร้างพื้นที่สันติวัฒนธรรมอาจมีหลายสาเหตุ
สิ่งที่น่าสนใจคือวีรบุรุษสงครามมีวีรกรรมด้านสันติภาพร่วมอยู่ด้วย
แม้อาจเป็นสันติภาพในเชิงลบ
แต่ก็สามารถสร้างพื้นที่สมดุลเพื่อเกื้อหนุนให้เกิดสันติภาพในเชิงบวกต่อไป
แรงจูงใจที่ทำให้พวกเขาเลือกสร้างพื้นที่สันติวัฒนธรรมนั้นมีมากกว่าหนึ่ง นั้นไม่สำคัญเท่า
ปรากฏการณ์ของผลแห่งการกระทำของพวกเขา ในการต่อสู้ที่อยู่ท่ามกลางอันตรายทั้งสองฝ่าย
ในการต่อสู้ที่ปราศจากอาวุธด้วยการยอมวางอาวุธ แรงกดดันจากคู่ขัดแย้งในความเป็นพวกเขาพวกเรา
ที่ทำให้พลังใจการทำงานลดทอนลง และจุดยืนในจิตใจของตัวแห่งตนที่ถูกสอบทาน ระหว่างนั้นพวกเขายังคงขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดพื้นที่สันติวัฒนธรรม
การเข้าร่วมเวทีกระบวนการสันติภาพหลายครั้งที่ผมรู้สึกหดหู่ใจในช่วงแรกๆ
เพราะการรับรู้ในสิ่งที่ไม่สนใจรับรู้มาก่อน ความสับสนว่าตัวเองกำลังทำในสิ่งที่ที่อาจส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อส่วนรวม ตัวตนที่อึดอัดใจในสิ่งที่รับรู้ ความโดดเดี่ยวเมื่อนำเรื่องราวที่รับรู้กลับไปสู่ชุมชนของตัวเองแล้ว
และยังส่งผลกระทบต่อการวางใจในสังคมที่เชื่อ
เราต่างอยุ่เย็นเป็นสุขในผืนแผ่นดินอันสงบสุขที่ชื่อว่า“ประเทศไทย”แห่งนี้
ในค่ำคืนที่ผมสังสรรค์อยู่กับมิตรสหายในร้านไม่ไกลนักจากกำแพงเรือนจำ
ประเด็นเรื่องราวความเจ็บปวดของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบ ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่ถูกซ้อมทรมาน
เรื่องราวความลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวันของพี่น้องชาวไทยมลายูมุสลิมในพื้นที่ที่ใช้พรก.ฉุกเฉิน
ในเรื่องราวของฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งกับกองกำลังฝ่ายรัฐ
เรื่องราวความระทมทุกข์มากมาย แม้อาจเว้นช่วงให้พวกเราหัวเราะกันได้บ้างในเรื่องสนุกสนานของวงสังสรรค์โดยทั่วไป
ด้วยวงสนทนาของพวกเราต่างเข้าใจในเรื่องราวของมันมากพอที่จะหยิบขึ้นมาพูดคุยกันเป็นกันเอง
จากความคุ้นเคยของคนที่เคยร่วมพื้นที่เวทีสันติวัฒนธรรม
แต่แทบไม่มีพื้นที่ให้ผมพูดคุยได้ในชุมชนของตัวเอง
ไม่คุ้มค่าเลยที่เราพยายามแลกเปลี่ยนพูดคุยถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่เราอาจได้รับกลับคือคือข้อสงสัยว่า “มันไปเข้าข้างฝ่ายผู้ร้ายหรือเปล่า!?” หลายครั้งที่ผมอยากบอก(ด้วยเสียงดังๆ)คนที่เสนอให้รัฐบาลปราบให้ราบคาบ
ว่า”ยังไม่พออีกหรือ” ซึ่งด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งที่ผมต้องยับยั้งมันไว้
เพราะเขาอาจผ่านประสบการณ์ที่ร้ายแรง
การข่มขู่คุกคามเพื่อขับไล่ออกจากถิ่นฐานหรือการลอบทำร้ายจากกองกำลังฝ่ายตรงข้ามรัฐ
นั้นคือผลจากการเข้าร่วมเวทีพูดคุย เวทีที่ทำให้รับรู้ปัญหาได้ครอบคลุมมากขึ้น
นั้นคือได้รับรู้เรื่องราวของฝ่ายที่ผมคิดว่าเป็นผู้ร้าย บ่อยครั้งที่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจทำผมน้ำตาซึมเพราะความสะท้อนใจ
ในโจทย์แห่งมนุษยธรรที่ชีวิตประทานมาให้
ผมยังจำได้ดีภาพหญิงสาวชาวมลายูมุสลิมที่อุ้มลูกน้อยนั่งรถตู้ หอบหิ้วถุงอาหาร
ผลไม้และขนมเพื่อไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำ แต่ปรากฏว่าหมดเวลาเยี่ยมเสียแล้ว เธอย้อนกลับมาที่คนขับรถตู้สายปัตตานีนราธิวาสที่ยังมีน้ำใจจอดรออยู่
โดยไม่รู้ว่าสามีเธอโดนข้อหาอะไร
แต่ภาพนั้นพอจะเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ได้รับรู้มาจากวงคุยใน”เวทีพูดคุยกระบวนการสันติภาพ”ซึ่งผมถือว่านั้นคือหนึ่งใน
“พื้นที่สันติวัฒนธรรม”
เวทีพูดคุยในพื้นที่สันติวัฒนธรรม ผมพบว่าจุดยืนของผมยังเหมือนเดิม
ผมยังรักประเทศไทย
และไม่อาจทนได้หากพื้นที่บ้านเกิดของผมต้องกลายเป็นประเทศอีกประเทศหนึ่ง
ใครบางกลุ่มอาจพูดถึงการเสียดินแดน สำหรับผมมันคงมากกว่านั้น
และนั้นคือความอึดอัดใจสำหรับคนไทยพุทธส่วนหนึ่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งผมพบว่ามีอยู่ไม่มากที่สามารถสื่อสารกับผมได้อย่างเข้าอกเข้าใจว่า
เราไม่เห็นด้วยกับวิธีการทางการทหาร หรืออาจเป็นเพราะผมปิดตัวเองมากเกินไป
ออกไปพบผู้คนน้อยเกินไป ถ้าเป็นเช่นนี้มันยังดีเสียกว่าบรรยากาศที่เป็นอยู่เช่นนี้
บรรยากาศที่อมพะนำอยู่ในความหวาดกลัว ผู้คนต่างก่อตั้งป้อมคูค่ายพร้อมรบในหัวใจของตัวเอง
มโนภาพในหัวใจแห่งสงครามครุเสด,ญิฮาจ,บางระจัน,สงครามเก้าทัพ,สามก๊ก,อเมริกา,เวียดนาม,กัมพูชา,ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์,ภูหินร่องกา,รวันดา,ดุซงญอ,ฮิโรชิมา,กามิกาเซ่,
ฮิตเล่อร์, เจ่งกิสข่าน,พระนเรศ,หะยีสุหลง,ยิวปาเลสไตน์,จ่าเพียร,เสธแดง,ซีเรีย,
ฯลฯ โดยมองเห็นทางออกแค่สองทางตามวิถีทางแห่งวัฒนธรรมสงครามนั้นคือแพ้ชนะ
ครั้งหนึ่งเมื่อราวปี
2550 ผมเคยถือปืนเข้าเวรยามดูแลชุมชน
พวกเราคุยกันถึงยุทธวิธี คุยกันถึงเหตุการณ์ความสูญเสีย ผมจำได้ดีที่ป้อมชรบ.(ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน)
ป้อมปูนขนาดย่อมๆมีช่องมองไปยังเส้นทางเล็กบริเวณสามแยกในหมู่บ้าน สายตาผมมองเข้าไปในพงสวนที่มืดทึบ
มีรอยร่องสว่างสลับมืดดำจากการรับกระทบแสงจากหลอดไฟนีออนที่เดินสายไปเปิดไว้รอบบริเวณ
คืนนั้นเป็นคืนวันวิสาขะบูชา แสงจันทร์คืนวิสาขะกระทบกับเงากระบอกปืนลูกซองห้านัดรมควันส่งประกาย
คืนศักดิ์สิทธิ์ของชาวพุทธทั่วโลก เป็นคืนที่ผมต้องถือปืนเฝ้ายามหมู่บ้าน
ในห้วงคำนึงถึงความเป็นงดงามแห่งหลักอภัยทานของพุทธศาสนา
กับความจริงคือหากมีอะไรเกิดขึ้นกระสุนนัดแรกของผมพร้อมที่จะไปกระทบต่อร่างกาย
,ชีวิต รวมถึงจิตใจของคนรัก,ลูกเมียหรือเครือญาติของเขา
เช่นเดียวกันถ้ากระสุนนัดนั้นย้อนกลับมาหากะโหลกอันคุมขังความครุ่นวิตกอันมากมายนี้
นั้นก็หมายถึง ร่างกาย ชีวิต จิตใจ ของตัวผม คนที่ผมรักเช่นกัน
ธรรมชาติเฉลยทางออกมากกว่าสองทางในฐานะมนุษย์ เชื่อว่าแม้กระทั่งสัตว์เดรัจฉานที่ดำรงชีวิตด้วยสันชาตญาณก็น่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดจากความไม่พยายามทำความเข้าใจ
หรือยอมรับเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ในการเรียนรู้นั้นไม่มีจุดสิ้นสุด ความตาย
หรือความสงบสุขชั่วนิรันดร์จะไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าเราไม่อาจเข้าใจหลักการอภัยทาน
ที่พูดง่ายแต่ทำยกนั้นคือคำว่า “อโหสิกรรม”
สิ่งที่เป็นอยู่คือคำถามที่ว่าเราท่านทั้งหลายพร้อมที่จะเปิดพื้นที่สันติวัฒนธรรมแล้วหรือยัง
สำหรับผมแล้วอาจบอกอย่างตรงไปตรงมาได้ ว่าพร้อมแล้วด้วยสิ่งยืนยันนั้นคือสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้
ผมรักชีวิตและครอบครัวมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพื้นฐานชีวิตเดิมที่มีอยู่แล้ว
คือชีวิตที่เกิดมามีพ่อแม่พี่น้องอยู่กันพร้อมหน้า
ช่วงชีวิตที่ทันได้พบพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับปู่ย่าตายายและเครือญาติที่ยังเกื้อกูลกัน
แม้พวกเราอาจมีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่หลายต่อหลายครั้ง และครั้งหนึ่งผมเคยตกเป็นเหยื่อของความเป็นจริงที่ตัวเองสัมผัสรับรู้
โลกแห่งความจริงดูโหดร้ายไร้ความหวัง
ความดีงามดูคล้ายแหลกสลายเช่นภูเขาหินที่ทลายลงสู่ทะเลโคลน
ด้วยมุมมองการรับรู้โลกเท่าที่ผมพบมา ความจริงกับความดีงามทำให้ตัวละครแห่งความดีความชั่วอยู่ตรงข้ามกันอย่างชั้นเจน
อย่างไรก็ดีทุกวันนี้ผมรู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่มโนภาพเห็นสัญลักษณ์แห่งความดีและความชั่วนั้นๆ
ต่างลุกขึ้นมาเต้นรำพร้อมๆ
มากไปกว่านั้น คือความโชคดีจากการเดินทางเพื่อพบมิตรสหาย
เครือข่ายกิจกรรมที่เชื่อมโยงให้ผมได้พบแนวทางที่ชื่อว่า “สันติวิธี”
ไม่ได้มากเกินไปหากผมจะบอกว่าคนสำคัญที่เชื่อมให้เกิดขึ้น คือ อาจารย์เล็ก
งามศุกร์ รัตนเสถียร จากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
ซึ่งเรื่องราวโยงใยที่ทำให้ผมได้มีโอกาสร่วมวงคุย แล้วพบกับพื้นที่สันติวัฒนธรรมที่มีอยู่จริง
ไม่ไกลไปจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรั้วมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี โดยวงคุย IPP (Insider Peace Process Plat Form) สถาบันวิเคราะห์ความขัดแย้ง
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และองค์กร Deep south Watch พื้นที่พูดคุยเพื่อสร้างการยอมรับในความแตกแตก
ด้วยเครื่องมือที่ค่อยๆทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับฟังกันทีละเล็กทีละน้อย
ผู้เข้าร่วมสามารถยอมรับกันได้ว่า ความขัดแย้งนั้นมีอยู่จริง และมุมมองของความจริงในปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
มีความซับซ้อนอยู่ในความเข้าใจความจริงหลากหลายแง่มุม
หากวัฒนธรรมคือการเห็นคุณค่าในวิถีชีวิตของกลุ่มชน
อันรวมถึงเส้นแดนคาบเกี่ยวกับศรัทธาความเชื่อ แม้ความรุนแรงอาจเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่กลุ่มชนนั้นๆย่อมรับ
พวกเขาต่างทำไปโดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งผิดแปลกหรือโหดร้ายแต่อย่างใด ยกตัวอย่างกรณีแผงขายเนื้อสุนัขที่มีอยู่ในตลาดของเวียดนามถือเป็นเรื่องปกติของกลุ่มคนที่นั้น
ในขณะที่กลุ่มชมรมคนรักสุนัขเห็นนั้นเป็นความโหดเหี้ยมผิดธรรมชาติของมนุษย์ปกติทั่วไป
หากสันติภาพมีความหมายหนึ่งคือการอยู่ร่วมกันได้ในความแตกต่างหลากหลาย
โดยยอมรับในสิทธิของตัวเองและผู้อื่น พื้นที่สันติวัฒนธรรมน่าจะมีความหมายที่กว้างขวางพอ
ให้กลุ่มคนที่ถือตัวเองว่าเป็นกลุ่มคนที่ดีและประเสริฐที่สุด
ยอมรวมวงกับกลุ่มคนในคู่ขัดแย้งที่พวกเขาคิดและมองว่าเป็นพวกสถุลต่ำช้า
ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นต้องเสริมสร้างให้เกิดขึ้นคือการยอมรับและเชื่อมั่นว่า “สันติภาพ”มีอยู่จริง
ก่อนอื่นนั้นคือยอมรับสันติภาพสร้างได้โดยมนุษย์ธรรมดาทั่วไป
และเงื่อนไขที่สำคัญคือทำความเข้าใจกับตัวเองให้มากที่สุด
มากกว่าการคาดหวังจากผู้อื่น
หรือมุ่งมาดที่จะเปลี่ยนผู้อื่นจนกระทั่งตนเองถูกหลงลืม
นั้นล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าการสอบทานตัวตน
สู่ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์ ทั่งชีวิตและจิตวิญญาณ
มันเป็นสิ่งที่เราอาจไม่คุ้นเคยนัก ว่ามนุษย์จะเสมอกันได้อย่างไร พ่อกับลูก
สามีภรรยา ครูกับอาจารย์ ผู้ทรงศีลกับโจรป่า น้นเพราะความสูงต่ำของศักดิ์ศรีที่เราต่างถูกปลูกฝังมา
ไม่มีทางออกใดในสิ่งที่ผมสัมผัสมาจะสามารถบอกได้ดีเท่า
การผ่านพื้นที่สันติวัฒนธรรม
ในการเรียนรู้ผ่านนกระบวนการหรือเครื่องมือที่ถูกออกแบบมาอย่างละเมียดละไม
กระบวนการทำให้ผมเข้าใจตัวเอง และสานสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะกับพ่อ
จริงๆแล้วสายสัมพันธ์ระหว่างผมกับพ่อยังดีอยู่มาก เพียงแค่แนวคิดทางปรัชญาการเมืองบางอย่างที่ไม่ค่อยตรงกันนัก
และกระบวนการพูดคุยในพื้นที่สันติวัฒนธรรมทำให้ผมนำกลับมาใช้ที่บ้านได้ดี ผมคุยกับพ่อมากขึ้น
เข้าใจและรักพ่อมากขึ้น(จริงๆแล้วความรักระหว่างพ่อกับลูกไม่ควรจำกัดว่ามากน้อย) ยิ่งไปกว่านั้นผมยิ่งเคารพรักพ่อมากขึ้น
จากเดิมที่ผมรู้สึกยำเกรงกังวลที่จะพูดคุยประเด็นการเมืองหรือศาสนากับพ่อ
นั้นคือความเสมอภาค และเข้าใจที่จะเคารพในบทบาทหน้าที่ของกันและกัน
อันเป็นวัฒนธรรมหรือคุณค่าในวิถีที่มนุษย์เราสั่งสมมายาวนาน และพื้นที่สันติวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมสันติภาพยังคงต้องมีต่อไป
แม้จะถูกปิดกั้นขัดขวางอย่างไรก็ตาม เพราะมันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติของความเป็นมนุษย์
นั้นคือธรรมชาติในความต้องการความมั่นคงปลอดภัยของมนุษย์รวมถึงกลุ่มชนต่างๆด้วย
เอาล่ะ เอาล่ะ ! ผมคงไม่อาจหาญพอที่จะกล่าวอ้างว่า
พื้นที่วัฒนธรรมสันติภาพคือทางออกของสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้
อย่างน้อยๆผมเพียงแค่บอกเล่าในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ท่านทั้งหลายอาจถามว่า
มันอย่างไรกันแน่ มันดีหรือไม่ดี ใช้ได้หรือไม่ได้ ซึ่งคำตอบมันยอกย้อนอยู่พอสมควร
แต่อย่างน้อยๆ เราอาจมีความสุขอยู่กับตัวเองและคนรอบข้างได้บ้าง เมื่อเราสามารถจัดการกับสงครามความคิดในหัวสมองของเราเอง
เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว
ชีวิตจะมีความหมายอะไรมากไปกว่าการวิ่งวนในสงครามความคิดที่ไม่สิ้นสุด
กระทั่งต้องวิ่งวนอยู่ในจิตใจของตนเองจนลืมผู้คนรอบข้าง ก่อนที่เราจะร่วมกันหาค้นคำตอบที่ว่า
ทำอย่างไรให้เกิดพื้นที่สันติวัฒนธรรมอย่างนี้มากขึ้น? เพื่อร่วมสร้างพื้นที่สันติภาพให้คนยุคต่อไป
สำหรับผู้อื่นแล้ว แน่นอนว่าผมคงเข้าไม่ถึงหัวใจของพวกเขาแน่
ในความระทมทุกข์ของผู้อื่น ในสิ่งที่เขาได้รับและประสพมา ผมจะมีวันเข้าใจเข้าก็จนกว่าผมจะกลายเป็นตัวเขาจริงๆ
เพียงแค่บอกอย่างเบาๆว่าชีวิตเป็นของคุณ ชีวิตเป็นสิ่งที่ดี
และไม่มากก็น้อยผมมีความปรารถนาดีให้เสมอในระดับที่มนุษย์ปุถุชนเช่นเราท่านพึ่งมีให้กัน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น