วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แมงมุมผู้อยู่เหนือกาลเวลา”


“แมงมุมผู้อยู่เหนือกาลเวลา”


หากอ่านหนังสือจบไปหนึ่งเล่มนั่น อายุของฉันเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งพันปี
ใยเหล่าเพลงเศร้าทำใครสักคนหดหู่ใจได้ถึงขั้นนี้ ดูคล้ายมีชายหญิงชราผู้มิอาจขยับเขยื้อนกายได้ดั่งหนุ่มสาว
ผู้ทอดอาลัยร้าวไปกับการกลืนกินจิตวิญญาณของกาลเวลา
ใยแมงมุมใหม่ยังสานไม่เสร็จ จับตัวอยู่ที่ดอกหญ้าชายคาบ้าน ละอองน้ำค้างจับพราว เจ้าแมงมุมยังถักใยไม่รู้วิตกใดๆ
ฉันตื่นตาตื่นใจดั่งเด็กน้อยที่เพิ่งเดินออกไปที่ชายหาด เด็กผู้สัมผัสทะเลเป็นครั้งแรก มหาสมุทรกว้างกำลังทักทายด้วยมหาดุริยางค์ในบทเพลง แห่งการตื่นรู้
! ฉันรู้สึกคล้ายเช่นนั้นจริงๆ โดยไม่ต้องสาบานว่า จริง! จริงมาก! หรือ อาจจะจริง?

ความรักเศร้าเฉาโศกไม่เคยจากกลายไปไหน มันเหล่านั้นล้วนฝังเมล็ดพันธุ์เหลือคณาคะเน ดั่งดาวบนฟ้า ไสว สว่างนิ่ง
มันงอกงามได้ทุกสิ่ง มันผลิหน่อ ออกกิ่งใบ และ ดอกหอมชื่น สีสดใสอย่างไรนั้น อยู่ในตัวแปรที่หล่อเลี้ยงตามฤดูกาลแห่งชะตากรรม มันถูกตัดแต่งในยามว่างจากธุระโลก ในกล่องแห่งกาลเวลา ในสวนอันรื่นรมย์ที่ใครต่อใครก็เข้ามาได้หากฉันอนุญาต

ใครคนหนึ่งคิดว่าเวลาหยุดแล้ว หรือหากเขาพยายามยืนยันด้วยความหวังดีในความทะลุปรุโปร่ง ดั่งที่เขาเข้าใจ
ฉันมองเขาอย่างเจ็บน้อย หวาดหวั่นนิด ในคำสะกิด และคล้ายอึดอัดเพราะหัวใจหยุดเต้นไปสักขณะ เหล่าผู้ค้นพบความจริงกำลังคุกคามเข้ามาสู่ดินแดนที่ฉันพยายามปรุงแต่งขึ้นอย่างวิจิตร เพราะฉันเชื้อเชิญพวกเขาเหล่านั้นเข้ามาเอง
บางคนในเขาหรือเธอเหยียบย่ำมัน อย่างครื้นเครง เหยียบย่ำอุทยานอันรื่นรมย์นี้ หยอกย้ำด้วยความจริงที่จริงยิ่งกว่า

ความจริงของบรรดาเทพเทวพระเป็นเจ้าผู้มีอำนาจเหนือ ความจริงของผู้ถูกกดขี่ ความจริงของผู้บริสุทธิ์ด้วยวิถีปฏิบัติ ความจริงของผู้บาปหยาบช้า ความจริงของหญิง ความจริงของชาย และเพศผู้หลากหลาย ผู้พิการ ผู้สูญเสีย และสรรพชีวิตน้อยใหญ่ที่มิอาจอธิบายความจริงใดๆ ได้เท่าความพยายามตีความเพื่อเข้าใจสิ่งนั้น ด้วยความคิดไปต่างๆนาๆของฉันนั้นเอง
เมื่อพวกเขาเหยียบย่ำอุทยานอันวิเศษนั้นแล้ว จิตวิญญาณของฉันจึงกลับเข้าสู่วัยชราอันหดหู่อีกครั้ง การเดินทางสู่วัยชราเพื่อยืนยันว่า กล่องแต่ละกล่องของความจริง ในรอยเท้าของพวกเขานั้น “มันพอดีแล้วล่ะ” สำหรับเขาหรือเธอ

 อย่างไรก็ดี ฉันคล้ายยินดีปรีดาที่จะไถพรวน ปรุงแต่งอุทยานอันงดงามนี้ขึ้นมาใหม่ ครั้งแล้ว ครั้งเล่า
 เช่นเดียวกับในเช้าที่เฝ้ามองใยแมงมุม แมงมุมผู้อยู่เหนือกาลเวลาและไม่รู้จักเบื่อหน่าย กับการสานข่ายเครือใยเดินปุ่มปม จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งหมุนเข้าไปรอบแล้ว รอบเล่า ด้วยตัวของตัวเอง
แม้จะถูกลมร้อน แดดหนาว แกล้งเร้า ก็มิเกรง หรือ เจ้าสิ่งนั้น เจ้าสิ่งนี่ พุ่งเข้ามาทำลายฉีกขาด ก็มิอาจแค่คิดท้อ มิเคยยอมแพ้ มิเคยสิ้นหวังหรือเหนื่อยหน่าย
หรือรสชาติของแมลงอันหวานมันที่รอมันอยู่
หรือความหวังอันแสนวิเศษนั้น ที่ทำฉันตื่นเต้น เมื่อพลัดหลงเข้ามาในวงกตแห่งกาลเวลาของวัยเด็กอันตื่นรู้ เช่นนี้.

นวลีย์

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

“แววตาปัตตานีในใบไม้บนหาดทราย”




“แววตาปัตตานีในใบไม้บนหาดทราย”

เรือสำเภาโบราณจากทะเลดวงดาว พาฉันกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมด้วยหนังสือเต็มลำเรือ
ที่ชายหาดอ่าวปัตตานี ปัตตานีแห่งปัตตานี ที่พลัดพรากเธอไป
ต้องอ่านหนังสือสักกี่เล่มเพื่อรู้จักเมืองทั้งเมือง?

รอยยิ้มระหว่างการต่อรองคือดอกไม้ที่ประโลมใจ ดอกไม้แห่งน้ำใจจากเธอผู้เป็นอื่นไปแล้ว
อย่างน้อย แววตาแห่ง ปัตตานี ที่เคยหวานซึ้งยังเคยมีให้มนุษย์น้อยธรรมดาอย่างฉัน
ต้องอ่านหนังสือสักกี่เล่มถึงจะเข้าถึงจิตวิญญาณของเธอ มีเล่มไหนที่ฉันพอหาซื้อได้
ในชั้นวางไหน
? ในมุมร้านใดในทะเลแห่งดวงดาว?
ต้องอ่านหนังสือสักกี่เล่มจึงได้สัมผัสเธอ อย่างสนิทใจ?

หนังสือเล่มใดหรือที่เป็นแผนที่ให้ฉันเดินไปสู่เมืองอันโอบหุ้มด้วยความกรุณาแห่งนั้น
หรือเธอเขียนมันทิ้งไว้ในใบไม้ร่วง บนลานทรายมีร่องรอยของผู้คนที่จากไป
เราจึงร่วมร่ายรำ ในพิธีบวงสรวง ในปรากฏการณ์แห่งยุคสมัย ยุคสมัยผู้กลืนกินสรรพสิ่ง
ฉันอาจต้องอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียวเพื่อให้รู้จักเธอ หากหนังสือเล่มนั้นไม่เคยถูกเขียนออกมา
 และมันซ่อนอยู่ในหัวใจของเธอ

แววตาแห่งปัตตานี ยังซ่อนอยู่ในความรัก อันต้องห้ามมิให้รัก
ฉันแกล้งชิงชังเธอ เพื่อประโลมความโดดเดี่ยวของฉัน
ฉันยังปลอบตัวเองว่าเราแกล้งชิงชังกัน แววตาปัตตานี หากฉันยังก้มหน้าค้นหาตำราสักร้อยเล่มเกวียน
แล้วเมื่อไรเราจะกล้าซบแววตาอันอ่อนโยนของกันและกันอีกครั้ง
...

นวลีย์

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไทใหญ่ บทเรียนชาตินิยมที่ไทสยามควรรู้


ไทใหญ่ บทเรียนชาตินิยมที่ไทสยามควรรู้
บทความโดย นวพล ลีนิน
ความรู้เรื่องไทใหญ่สำหรับประชาชนคนไทยโดยทั่วไปมีน้อยมาก ในชุดวิชาประวัติศาสตร์ไทยระดับมัธยมปลายที่ผ่านมา กล่าวถึงความเป็นมาของไทใหญ่ในฐานะพี่น้องหนึ่งในกลุ่มเผ่าพันธุ์ ชาน-ไต โดยลำดับญาติตามความคล้ายคลึงในภาษาพูด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าที่อพยพโยกย้ายจากตะวันตกของจีนโบราญ ลงมาทางใต้ เลยตลอดไปถึงชายฝั่งทะเลจีนใต้ โดยมากความรู้เรื่องไทใหญ่มักเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์  เมื่อไม่นานมานี้ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรส่วนหนึ่งมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับอาณาจักทางตอนเหนือ ที่เป็นพันธมิตรร่วมรบต่อสู้กับพม่ารามัน หนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญคือพวกไทใหญ่  ซึ่งยังคงเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์  ทั้งที่คนเชื้อสายไทยใหญ่มีอยู่ในราชอาณาจักรไทยมานานแล้ว กล่าวกันว่าชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนกว่า 80 เปอร์เซ็นมีเชื้อสายไทใหญ่  ในอีกหลายๆจังหวัดทางภาคเหนือมีคนเชื้อสายไทใหญ่ดั้งเดิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ขณะเดียวกันชาวไทใหญ่อีกจำนวนมากที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเมืองไท เนื่องจากสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลทหารพม่ากับกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่(รัฐฉาน) โดยเฉพาะหญิงสาวไทใหญ่ซึ่งมีใบหน้าที่สะสวย ผิวพันธุ์ขาวเนียน ต้องหลบหนี้จากการข่มขืนของทหารพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยหรือต่อไปยังประเทศที่สาม  ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องทำงานขายบริการในเมืองใหญ่ของประเทศไทย อาทิเช่น เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต หาดใหญ่สงขลา บางส่วนอาจทำงานเป็นแม่บ้านและงานอื่นๆตามโอกาสที่มี
เคี้ยวหมากกับหมอยาไทใหญ่ขณะเดินป่า

ดังนั้นชาวไทใหญ่ในประเทศไทยจึงจัดเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มคนไทใหญ่ที่เป็นพลเมืองดั้งเดิมของประเทศไทยถือบัตรประชาชนไทย กับกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่เพื่อทำมาหากินและลี้ภัยสงครามสงบสุข ยังไม่มีบัตรประชาชนไทย อาจพยายามมีบัตรส่วนหนึ่ง บางส่วนอาจต้องการเดินทางไปหาโอกาสยังประเทศที่3 บางส่วนต้องการทำงานเก็บเงินแล้วเดินทางกลับรัฐฉานในวันที่บ้านเมือ องค์ความรู้ของประชาชนไทยหรือชาวไทสยามที่รู้เรื่องราวของไทใหญ่มีน้อยมาก ทั้งที่ประเด็นเรื่องราวไทใหญ่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากศึกษาในสายสัมพันธ์ความเป็นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่น่าสนใจ อาหารการกิน หลักการดำเนินชีวิต และเรื่องราวของหมอยาไทใหญ่ หมอสมุนไพรพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หมอยาไทใหญ่ยังมีชีวิตทำงานรักษาคนไข้อยู่ในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน ความเข้มแข็งในการรักษาจารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมที่ยังมีอยู่ในชีวิตประจำวัน ความเคร่งครัดศรัทธาในพุทธศาสนา ความเชื่อที่สืบสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบ อันเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญในการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์และผู้คนในดินแดนที่ถูกปล่อยทิ้งจากการพัฒนาของรัฐบาลพม่า
 ข้อมูลบางส่วนในวิกีพีเดียกล่าวว่า ไทใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่อันดับสองของพม่า ส่วนมากอาศัยในรัฐฉาน ประเทศพม่า และบางส่วนอาศัยอยู่บริเวณดอยไตแลง ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า คนไทใหญ่ในประเทศพม่ามีประมาณ 3 หรือ 4 ล้านคน แต่มีไทใหญ่หลายแสนคน ที่ได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหนีปัญหาทางการเมืองและการหางาน ตามภาษาของเขาเองจะเรียกตัวเอง ไต หรือ ไต (ตามสำเนียงไทย)
ภูมิทัศน์ที่งดงามชวนนึกถึงหนังกำลังภายใน

ในช่วง ต้นปี 2553 ผมโอกาสในการลงพื้นที่ไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่คืออำเภอเมือง อำเภอเวียงแหงและอำเภอไชยปราการ ไปเป็นเพื่อนว่าที่ภรรยา(ในตอนนั้น) เธอเรียนต่อปริญญาโทในคณะร่วมระหว่างวิทยาศาสตร์กับเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีเป้าหมายส่งเสริมใช้สมุนไพร การผลิตยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการพึ่งพาตัวเองของทางยาคนไทย งานวิจัยของเธอคือเรื่องหมอยาไทใหญ่ ผมจึงได้โอกาสติดสอยห้อยตามในฐานนะผู้ช่วยวิจัย จึงได้พบกลุ่มเป้าหมายงานวิจัย คือหมอยาพื้นบ้านและครอบครัวในหมู่บ้านไทใหญ่ ทั้งกลุ่มในตัวเมือง ในหมู่บ้าน ลงพื้นที่เส้นทางในป่า เสี้ยวหนึ่งเมื่อมาสัมผัสความเป็นไทใหญ่ ผมรู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตของคนไทใหญ่มาก มันคล้ายกับการเดินทางสู่ดินแดนในรากเหง้าทางจิตวิญญาณ ดินแดนเรื่องราวในม่านหมอกแห่งความจริงและตำนานของเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าไท
ระหว่างที่ภรรยากำลังเก็บพันธุ์ไม้ สาละวนกับการสอบถามข้อมูลหมอยา ผมได้ค้นหาในสิ่งที่สนใจใคร่รู้ของตนเอง เรื่องราวของกองกำลังจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋งที่เข้ามาจับมือกับไทใหญ่เพื่อจัดตั้งกองทัพ ความสัมพันธ์ของเจ้ากอนเจิงกับขุนส่า สู่ยุคปัจจุบันผู้นำที่มีมุมมองกว้างไกลคือเจ้ายอดศึก การต่อสู้ในรัฐชาติฉาน ผมอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงสู่ประเด็นพี่น้องมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูคล้ายรัฐฉานของพม่ามีความคล้ายคลึงกับปัตตานี(และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) ในความเป็นดินแดนกันชนระหว่างรัฐ อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากยุคหลังอาณานิคมอังกฤษ หนุ่มสาวไทใหญ่ที่มีความรักชาติเข้มข้น รักษาประเพณีและวัฒนธรรมไว้ ในความภาคภูมิใจบนทาง 2 แพร่งที่ว่า ไทใหญ่ไม่มีเอกราชแต่มีประเพณีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คือความเคร่งครัดในศาสนาพุทธ ประเพณีการแต่งกายที่มีร่องรอยอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ไม่รวมถึงประเพณีที่มีตามฤดูกาลอย่างที่ประเทศไทยมักจัดกัน หากของไทใหญ่ยังจับต้องและหยิบกินอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่า ในขณะที่ไทสยามมีเอกราช มีอำนาจอธิปไตย แล้วก็ต้องแลกกับวิถีชีวิตของตนเองสู่โลกของการแข่งขัน
ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งกระจายมากไปกว่านี้ ป่าเขาลำเนาทุ่งคือจังหวะของการปล่อยวาง  เพื่อเสพทัศนียภาพอันวิเศษเบื้องหน้า
มีผู้ประสานงานเกี่ยวกับเรื่องยาสมุนไทยใหญ่ที่เชียงใหม่ เขาชื่อสุธี  เขาเป็นประชาชนคนไทย  แล้วก็เป็นผู้สนับสนุนกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ในพม่าด้วย  ได้รู้จักเขาเพราะ  เขาเป็นผู้ช่วยงานวิจัย  ตะลอนพาคณะและคนรักของเรา ลุยป่า ลุยดง      พ่อของเขาเป็นหมอยาไทใหญ่  ที่ไม่ธรรมดาคือเป็นอดีตนายพลของกองทัพเมิงไต(เมืองไท)    ปัจจุบันเป็นที่ประธานที่ปรึกษาหรืออะไรสักอย่างนี่แหละของเจ้ายอดศึกผู้นำกองทัพเมิงไต  ผมได้รู้จักและพูดคุยกับเขา  จนคุ้นเคยประหนึ่งญาติ  แล้วได้รู้ว่าคนไทใหญ่เคร่งศาสนากว่าคนเมืองเชียงใหม่ และคนไทยไทยโดยทั่วไป  เมื่อกลับจากรบชายชาวไทใหญ่จะเด็ดดอกไม้ไปไหว้พระ  เมื่อเข้าวัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ ชายไทใหญ่ส่วนใหญ่จะหันมาถือศีลไม่ฆ่า  ไม่ดื่มของมึนเมา  ไม่โกหก ไม่ผิดลูกเมีย  และลักทรัพย์หรือฉ้อโกง คือศีลห้าอันปกติธรรมดานั้นเอง วันพระเป็นวันที่คนไทใหญ่ปล่อยวางทุกอย่างเข้าวัดแล้วก็ไม่คุยธุระทางโลก  คนไทใหญ่ภาวนาด้วยสร้อยประคำ เคยเห็นหมอยาคนหนึ่งสาธิตการนับลูกประคำ ใช้นิ้วโป้งเลื่อนลูกประคำ  สี่นิ้วรองไว้ที่สายแต่ล่ะลูกภาวนา อนิจจัง(ความไม่เที่ยงทุกอย่างเคลื่อนไป)  ทุกขัง(ความทุกข์)  อนัตตา(ความไม่มีตัวตน) จนครบรอบแล้วเวียนกลับมาใหม่ ไม่ข้ามตรงปลายที่เป็นหัว
ถึงอย่างไรกระแสทุนก็กระชากหญิงไทใหญ่ไม่น้อยให้เข้าไปทำงานในเมืองเชียงใหม่  ตามเมืองใหญ่  และต่างประเทศ   ที่รัฐฉานในพม่า การกระทำชำเรา การเกณฑ์แรงงาน  การเผาหมู่บ้าน  การข่มขืน  เกิดขึ้นอยู่ตลอด ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ในผู้คนไทใหญ่ คนกลุ่มน้อยต่าง ทั้งชายหนุ่ม กระทั่งเด็กและผู้หญิง พวกเขากำลังจับอาวุธขึ้นสู้ หากพิจารณาให้มากขึ้น ระยะทางของดินแดนแห่งการสู้รบ ไม่ได้ไกลจากกรุงเทพมหานคร โดยสารรถยนต์เพียงไม่เกิน 2 วันแน่นอนว่าหากการจัดการความขัดแย้ง หรือสร้างสันติภาพในพม่าไม่ราบรื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ผู้ประสานงานเล่าว่า “ตอนนี้กองทัพไทใหญ่ไม่ได้มุ่งหวังถึงขนาดเป็นรัฐเอกราช  กองทัพเมิงไตเกิดขึ้นเพื่อเอกราชในตอนแรก  และเปลี่ยนนโยบายทวงดุลความเหี้ยมโหดที่รัฐบาลปฏิบัติรัฐชานในภายหลัง คนเชื้อสายไทใหญ่  มีอยู่ไม่น้อย  ในภาคเหนือ   อย่างแม่ฮ่องสอนเกือบทั้งจังหวัดมีเชื้อสายไทใหญ่  คนภาคเหนือทั่วไปจะเรียกตัวเองว่าคนเมือง(ล้านนา)  เรียกคนภาคกลางว่าคนไทย  และไทใหญ่ก็ไม่ถือว่าตัวเองเป็นคนเมือง”  ปมของความขัดแย้งหนึ่งที่พบ คือคนเมืองมักเหยียดล้อกลุ่มชนเผ่าอื่นๆหรือชาติพันธุ์อื่นๆ จนดูเป็นกาลเล่นที่เป็นกันเอง ในกาลเล่นของกาลเวลาด้วยที่ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป  ปัจจุบันวัยรุ่นไทใหญ่เดินตามกระแสมากขึ้น  ข้อวิตกว่ากระแสจากภายนอกจะเข้าไปเปลี่ยนวิธีชีวิตนั้น  ในความเป็นจริงมันเกิดขึ้นนานแล้ว  คนไทใหญ่รุ่นใหม่กำลังปรับตัวให้อยู่กันได้กับกระแสการเปลี่ยนแปลง  ผู้ประสานงานเล่าต่อว่า “มีพระไทใหญ่ที่ได้ทุนจากเจ้ากอนเจิง(อดีตผู้นำผู้ล่วงลับ)ไปเรียนจบปริญญาเอกที่ออกฟอร์ด ที่เดียวกับนายกฯ(สมัยคุณอภิสิทธิ์)  แล้วก็สร้างวัดไทยที่นั้นโด่งดังพอสมควร  แต่ด้วยความเป็นไทใหญ่ก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับจากรัฐไทย...ไทน้อยเท่าใดนัก    และไทใหญ่ก็ยังมีความเป็นไทใหญ่  ในขณะที่ไทน้อยตั้งความหวังจะไปฟุตบอลโลก”
ในบทสนทนาทีย้อนเข้าหาความเป็นตัวตน  เราต้องเสียบางสิ่งเพื่อแลกกับบางสิ่ง  คือตัวตนที่ถูกกลืนกินเพื่อเข้าสู่สังคมโลกอันเป็นสากล  เรามีเอกราชแต่ เราก็ไม่รู้ว่าความเป็นเราอยู่ตรงไหน  และเราจะนุ่งโจงกระเบนผ้าม่วงในโอกาสพิเศษมากกว่าวิถีชีวิตประจำวัน   เรามีฐานการผลิตเพื่อเสริมพลังทางเศรษฐกิจแต่เราได้มลพิษตามมา  เราหวังเป็นหนึ่งในประเทศที่ยืนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีสายตาของชาวโลก  แต่เมื่อมองมาทางไทใหญ่ มุมมองที่เรามีต่อเพื่อนบ้าน คนกลุ่มน้อย ไม่เฉพาะมุมมองในส่วนของเราเอง  สิ่งเหล่านี้อาจมีความหมายมากหมายในวันหนึ่ง เมื่อคุณค่าในความเป็นชาติของเราเสื่อมค่าไปตามกาลเวลา และเราเพียงหวังว่าในความขัดแย้งระหว่าง ความก้าวหน้ากับอนุรักษ์ชาตินิยม ทำให้เกิดคุณค่าใหม่ในดินแดนแถบนี้ เมื่อเผ่าพันธุ์ต่างๆเริ่มเรียนรู้ผลของสงครามมากขึ้น  พวกเขาและเรา เขาแปลงไฟแค้นในอดีตสู่วิถีต่อสู้อย่างสร้างสรรค์  อย่างน้อยนั้นก็คือจุดหมายร่วมของความเป็นประชาคมชาติ ความมีเสรีภาพในดินแดนร่วมกันมากกว่าการแย่งชิง . 

วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความรัก! เพศ! หรือ อเมริกา! คือต้นเหตุของสงคราม



ความรัก! เพศ! หรือ อเมริกา! คือต้นเหตุของสงคราม
โดย นวพล ลีนิน
เจ้าแม่กาลีหนึ่งในสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของเทพเจ้าเพศหญิง

                                               ความรักกับความหมายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ รอเรือ ยังเป็นอักษรที่ต้องมนต์ เมื่อผู้คนมึนงงในการผสม เสียงสระอะกับกอไก่ จากรากความหมายของคำว่าราคะ หรือสิ่งที่ตีค่าเป็นราคา ซึ่งฟังดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง กับความหมายว่ารักคือการเสียสละ ยิ่งไปกว่านั้นรักอาจเป็นสิ่งที่ยอมกันไม่ได้ เช่นรักศักดิ์ศรี รักชาติ รักแผ่นดิน รักศาสนา รักคนรัก รักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักเพื่อนรักตัวเอง รักครอบครัว รักงานที่ทำ รักที่จะทำงานอะไรสักอย่าง รักอาจเป็นเรื่องที่โยงใยไปถึงเรื่องของความสุข ความทุกข์ ทัศนะทางศิลปะที่หยามเยาะความรักด้วยกุหลาบสีดำ หรือมโนภาพที่สื่อออกมาจากก้นบึ้งของจิตใต้สำนึก ที่แสดงออกมาให้ผู้คนได้เห็นว่าความรักคือบ่อเกิดของความทุกข์ ในโลกยุคปัจจุบันคู่รักถูกหยามหยันว่าฉาบฉวยในรักแรกพบ โอกาสที่มนุษย์เพศหญิงชายได้พบกันมากขึ้น การทำความเข้าใจว่ารักหรือสิ่งที่ต้องการคืออะไรกันแน่ โลกยุคใหม่ขับเคลื่อนไปสู่จุดที่ทำให้ทุกนิยามความรักสมหวัง ทั้ง หญิงรักชาย ชายรักชาย หญิงรักหญิง หรือรักต่างวัย รวมถึงความอบอุ่นในครอบครัว โดยเห็นว่ามนุษย์ควรได้รับความรักอย่างเต็มที่ เท่าที่เขาควรได้รับในชีวิตชีวิตหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ก้าวล้วงไปถึงโลกวิญญาณ หรือดินแดนแห่งพระเจ้า
ในทางเต๋า อธิบายว่าสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ มีแห้งมีเปียก มีร้อนมีเย็น เช่นเดียวกัน มีรักย่อมมีชัง ว่ากันไปแล้วสาเหตุของความขัดแย้งหรือสงครามในโลกล้วนมีสาเหตุมาจากความรัก การแย่งชิงในสิ่งล้ำค่า แย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ เส้นทางการค้าที่ได้เปรียบในโลก กรณีการมีอิทธิพลเหนือช่องแคบมะละกา ของกลุ่มประเทศมหาอำนาจตั้งแต่อดีต จนถึงยุคสงครามตัวแทน พื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างประเทศสิงค์โปร์ ที่มหาอำนาจอเมริกาพยายามเข้ามามีอิทธิพล ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ช่องแคบดังกล่าวเปรียบดังสาวงามที่หนุ่มนาๆชาติต่างเดินทางใกล้เข้ามายึดครอง กรณีใหม่ในยุคที่มหาอำนาจเข้าครอบงำเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ราคะ ของน้ำมันช่างหอมหวาน มหาอำนาจต่างมุ่งเข้ามายึดครองทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยนักจัดการยุทธศาสตร์ในยุคปัจจุบันยังสามารถใช้ประเด็น “ความรัก” ในการสร้างกองกำลัง สร้างนักรับ ประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ การหยามศักดิ์ศรี ล้วนเชื่อมโยงไปสู่ความรัก และรากเหง้าทางเผ่าพันธุ์ แล้วกระแสการต่อสู้ในเรื่องวัฒนธรรม จากโลกหนึ่งไปสู่โลกหนึ่ง ด้วยพลานุภาพลึกๆของ ราคะ แทบทั้งสิ้น
ความรักสามารถเข้าใจได้ด้วยการสัมผัสกับมัน เมื่อยิ่งสัมผัสอาจยิ่งไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้ ทั้งที่เข้าใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ความรักอาจไม่ใช่คำที่เอื้อนเอ่ยอย่างหอมหวาน หากปรนนิบัติมันด้วยความรู้สึก ซึ่งมันลึกซึ้งกว่าความใคร่อยากในกามรส ขณะที่สัญชาติญาณแห่งชีวิต ก็ค่อยกระตุ้นในพลังของขั้วเพศ ขั้วเพศทำงานด้วยตัวของมันเอง อย่างมหัศจรรย์ มันคือปะจุแห่งสติแรกที่ไวเกิดกว่ามนุษย์โดยทั่วไปจับทันได้ จากจุดเล็กๆในระดับปัจเจกชนนำสู่พลังมหาชนในการขับเคลื่อนสังคมในระดับโครงสร้าง โดยโครงสร้างทางสังคมไทยของเราอยู่ในรูปแบบสังคมที่เพศชายมีอำนาจเพศหญิงโดยการยอมรับ แม้ในขณะนี้นักเคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิสตรีพยายามเพรียกหาความเสมอภาคระหว่างชายหญิง หากร่างเหง้าที่ฝังลึกมายาวนานของเราคือวิธีคิดแบบพุทธที่ให้เหตุผลว่ากรรมกำหนดสถานะในทางเพศ เชื่อมร้อยกับพราหม์ฮินดูที่ฝังรากการบูชาศิวะลึงค์ หรือสัญลักษณ์แห่งอำนาจนิยมที่บ่งบอกถึงนัยยะแห่งสัญชาตญาณ การทะลวงเข้าสู่ทวารแห่งจักรวาล  ในคราวถัดมาศาสนาจากฝั่งทะเลทรายคืออิสลามและคริตส์เริ่มเข้ามาผสานรากเหง้า  โดยศานาจารย์ผู้ผูกพาดบันไดสู่สรวงสวรรค์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย เข้าใจได้ง่ายจากพระคัมภีร์ที่ระบุว่าพระเจ้าสร้างเพศหญิงจากชายซี่โครงข้างซ้าย ในโลกที่บุรุษเพศเป็นใหญ่ในโครงสร้างทางวัฒนธรรม อำนาจเสนอหาความรักจึงเป็นเรื่องของบุรุษ
ครั้งหนึ่งศาสนจักรเคยเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักร ในยุคที่ศรัทธาชนยังเข้มแข็ง ความรุ่งเรืองในยุคมืดของทวีปยุโรป ฟังดูขัดกันอย่างไรพิกล ยุคที่ศาสนารุ่งเรื่องกลับได้ชื่อว่าเป็นยุคมืด ในช่วงระหว่างที่ผู้รู้ตามชายขอบ พวกฤๅษีชีไพรถูกโยนข้อหาพ่อมดหมอผี การกวาดล้างพวกรู้เกินพระคัมภีร์ ทำให้นักคิดนักค้นทั้งหญิงชายกลายเป็นพ่อมดหมอผีถูกติดตามกวาดล้างทรมานจับกุมคุมขังกันไปตามท้องเรื่อง จากหนังหรือภาพยนตร์จากฝั่งตะวันตกในยุคปัจจุบัน ที่พยายามเชื่อมโยงสู่เนื้อหาการปฏิปักษ์ต่อศาสนา สะท้อนโศกนาฏกรรมอันเป็นผลพ่วงที่เกิดจากอำนาจของฝ่ายเคร่งครัดจารีตศีลธรรมในยุคนั้น การกระทำของพวกเคร่งครัดจารีตในภาพยนตร์ สะท้อนภาพที่พยายามโน้มน้าว ให้ผู้คนเข้าใจ เพื่อเห็นว่า สงครามระหว่างโลกมุสลิมกับโลกเสรีตะวันตกในยุคปัจจุบัน ถือว่าเป็นการท้วงคืนอำนาจของฝ่ายที่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า เป็นเหตุผลทางวิภาษวิธีที่เหมาะสมควรเหตุสมผลแล้ว สำหรับเหล่านักปราชญ์ในอดีต ผู้ท้าทายต่ออำนาจในทางโลกของฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรนั้น เป็นไปเพื่อองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ พวกเขาอิงอยู่กับความจริงในธรรมชาติ พลังอำนาจที่อ่อนโยนของชีววิทยา ห่วงโซ่อาหาร การวิวัฒนาการ ธรณีวิทยา ดาราศาสตร์ และวิทยาการลี้ลับในทางจิตวิญญาณ ในสิ่งลี้ลับที่พวกเขาสัมผัสได้นั้นถูกเหยียดให้กลายเป็นไสยศาสตร์หรือพวกอวิชชา เป็นมนต์ดำต้องห้ามขัดกับหลักศาสนาอันบริสุทธิ์  ในทัศนะที่พวกเขาเหล่านั้นเชื่อว่าในพลังชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้ ประหนึ่งว่าพระเจ้า คือเพศหญิงอันเป็นมารดาแห่งโลก
เพศหญิงมีอำนาจเหนือเพศชายในความเป็นผู้ให้กำเนิด ความกล้าหาญในการปกป้องดูแล การโอบอุ้มชีวิต และเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสโดยธรรมชาติในระหว่างการคลอดบุตร สรีระและเรือนร่างเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังอำนาจดึงดูดบุรุษเพศ นั้นคือต้นปะจุกามราคะที่บุรุษโดยส่วนใหญ่สยบยอม เพราะครรภ์มารดาคือครั้งหนึ่งบ้านที่เหล่าบุรุษเองก็อาศัยอยู่ที่นั้น ในทางจิตวิญญาณเรือนร่างจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากมนุษย์เพศชายคือเพศที่พุ่งไปสู่การวิวัฒน์สู่สิ่งใหม่ พวกเขามักออกร่อนเร่พเนจร ออกล่าสัตว์มาเป็นอาหาร หรือออกรบกับคนต่างเผ่า เรือนร่างของเพศหญิงคือ องค์ปะติมาที่ดึงรั้งให้เพศชายคิดถึงภูมิเผ่าลำเนาค่าย ที่ตนจากมา คำว่า“ซบอก” จึงเป็นคำอธิบายได้ดีถึงจุดอ่อนของบุรุษเพศ และนี้คือหนึ่งในหลายปัจจัยที่ได้ให้กำเนิดความพยายามสร้างโครงสร้างใหม่ในอดีตกาล โครงสร้างอำนาจที่บุรุษพยายามสร้างขึ้น ค่อยๆก่อตัวขึ้นด้วยความพยายามปลีกออกจากชุมชนเดิมของตน ออกค้นหาสัจจะธรรมด้วยตัวเอง เช่นสัตว์โทนที่ปลีกตัวออกจากฝูง อย่างไรก็ดี เป้าหมายหนึ่งก็เพื่อกลบเกลื่อนจุดอ่อนในความเป็นบุรุษเพศของตนเอาไว้ การต่อสู่เพื่อการกดทับในทางวัฒนธรรม ระหว่างพลังของบุรุษและสตรีจึงขับเกรียวกันมานับตั้งแต่นั้นมา
เมื่อค้นพบโลกใหม่ผู้คนมากมายอพยพสู่อเมริกา ในจำนวนนั้นเป็นพวกที่ต้องการเสรีภาพในความเป็นมนุษย์เสรีภาพที่เคยถูกกดทับด้วยโครงสร้างอำนาจ และเสรีภาพในการค้นคิด พวกเขาร่วมมากับคลื่นคนผู้อพยพสู่ดินแดนแห่งโอกาส แน่นอนว่า ที่นั้นคือ อเมริกา! นั้นคือดินแดนแห่งการฟื้นฟูพลังแห่งศาสดาเพศหญิงขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยอำนาจแห่งสรีระปกรณัมยุคปัจจุบันคือดาวดาราในวงการมายาที่เผยเรือนกายแห่งสตรี ลีลาท่าทางที่ทะลายตบะพรตของเหล่าบุรุษผู้บำเพ็ญที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกตะวันออก วิถีชีวิตที่ให้เหตุผลในการปฐิเสธต่อบทบัญญัติทางศีลธรรม แสดงออกอย่างซื่อสัตย์ในความต้องการของมนุษย์ โดยตรงไปตรงมาของธรรมชาติ ผ่านเสรีภาพในทางเพศ การเสพสุราและสิ่งเสพติด การฆ่าที่สมควรฆ่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะอธิบาย ในกรณีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การดูแลสัตว์เลี้ยงเปิดเพลงให้ วัวที่เลี้ยงไว้เพื่อป้องกันความเครียด วัวเติบโตขึ้นอย่างสบายใจแล้วฆ่าเป็นอาหาร ในขณะที่ทัศนะการโอบอุ้มชีวิตที่นอกเหนือจากมนุษย์ กลุ่มผู้รณรงค์เพื่อต่อต้านการทรมานสัตว์ก็ก่อเกิดมาพร้อมๆกับอารยะธรรมในโลกใหม่ แสงแห่งสิทธิเสรีภาพจากคบเพลิงแห่งเทวีพุ่งเข้าสู่หัวใจของเทวรูปบุรุษแห่งตะวันออกโดยตรง .
สงครามหลายรูปแบบปะทะกัน สงครามเต็มรูปแบบระหว่าง อเมริกากับเวียดนาม หรือในตะวันออกกลาง ผันรูปสู่สงครามเศรษฐกิจ สงครามก่อการร้าย
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือการเพิ่มจำนวนของหนังสือโป๊ หนังโป๊ สื่อลามกต่างมากมาย ทั้งที่ครั้งหนึ่งภาพผู้หญิงเปลื้องผ้าสักภาพไม่อาจได้รับการยอมรับให้เผยแพร่สู่สาธารณะ แต่ในปัจจุบันสื่อเหล่าในง่ายต่อการเข้าถึง จัดแสดงเปิดช่องทางให้เข้าชมอยู่ทั่วไป ทั้งหมดผลิตออกมากมายที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาในอารยะธรรมมนุษย์ คือการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ทรงพลังต่อการยั่วยุทางอารมณ์ สะท้อนสู่สังคมในยุคบรรพกาล ในยุคที่สตรีเป็นแม่หมออยู่ในชนเผ่า การเปลือยร่างกายถือเป็นเรื่องปกติ วัฒนธรรมที่ยกย่องสตรีในฐานะแม่หมอผู้ชี้นำแนวทางให้บรรดานักรบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุรุษออกสู่รบ ในโลกทุนนิยมการรื้อฟื้น “ปกรณัมแห่งสตรีเพศ” ปรากฏชัดในงานโฆษณาสื่อที่ใช้สรีระของเพศหญิงเป็นพลังดึงดูดที่มีอำนาจมาก พลังอำนาจในยุคใหม่คือพลังแห่งเรือนร่างสตรี ส่งผ่านสื่อสาธารณะอันกระทบสู่วัฒนธรรมของเหล่าบุรุษ อันเป็นชุมชนประเทศที่ศาสดาบุรุษที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลก
โดยเฉพาะซีกโลกตะวันออก เพื่อให้เกิดการละวางตบะพรตของบรรดาผู้บำเพ็ญเหล่านั้น ผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลายที่พยายามค้นหาความรู้ในทางจิตวิญญาณ และขบคิดประเด็นแห่งอำนาจในทางโลกบุรุษพร้อมๆกันด้วย ในวิธีการที่พวกเขาใช้คือการละวางหรือควบคุมกิเลสกามไว้ และ เพื่อเข้าสู่สัจจะธรรมหรือการมุ่งสู่การสื่อสารกับพระเป็นเจ้า ตลอดจนการสร้างอุดมคตินำกลุ่มจิตวิญญาณรัฐชาติของนักรบในฝ่ายบุรุษ ปกรณัมสตรีเพศต่างก็ได้สำแดงฤทธานุภาพเพื่อให้บรรดาบุรุษผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นละวางความเคร่งขรึมจริงจัง และลดความเอาใจใส่ในเรื่องเป้าหมายเชิงโครงสร้างในโลกอุดมคติของบุรุษ ด้วยการดึงความสนใจสู่การหาความสุขของเป้าหมายชีวิตในระดับปัจเจก
ความพยายามปลีกตัวและกำเนิดศาสดาบุรุษเพศ
ธรรมชาติในความขัดแย้งระหว่างความรัก สงครามกับสันติภาพ ดูคล้ายการดึงรั้งบุตรคือมวลมนุษย์ ระหว่างบิดาเพศชาย และมารดาเพศหญิงที่ผลัดกันแพ้พลัดกันชนะ มายาวนาน ในขณะที่โลกเสรี โลกอนุรักษ์นิยมต่างมีเป้าหมายที่ดึงดูดใจ คล้ายๆกันในเรื่องของสันติภาพ ความสงบสุข แล้วต่างชูธงแห่งคุณธรรมเพื่อดึงดูผู้คนเข้าสู่องคาพยพ เพื่อสร้างองค์ธรรมที่ตนวางเป็นตนแบบ ธรรมชาติของพลังทางเพศจึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของความรัก ความชัง สงครามและสันติในจุดที่ถึงพร้อม ด้วยแรงหมุนของกาลเวลาและปัจจัยสนับสนุนต่างๆ หาก “ความรัก”ที่ต่างฝ่ายก็กล่าวอ้างในความงดงามและสงบสุข ความรักที่ว่านั้น อยู่บนทาง 2 แพร่ง ระหว่างเหนี่ยวนำพลังแห่งการยึดครอง หรือละวางให้เกิดอิสรภาพ ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้เข้าถึงซึ่งความรักนั้นนั่นเอง.


วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ในความดุร้ายจากการถูกทอดทิ้ง


ในความดุร้ายจากการถูกทอดทิ้ง
 

                คุณเคยถูกทิ้งไว้คนเดียวบ้างไหม คำถามซื่อๆนี่นำสู่การล้วงลึกว่า คุณรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อต้องอยู่คนเดียวนานๆ เคยสังเกตเห็นความกระสับกระส่ายนั้นไหม หากย้อนไปสมัยที่คุณเป็นเด็กน้อยช่วงที่พอจำความได้ ภาพของตัวเองที่กำลังอาละวาด ทำลายข้าวของเพราะพ่อแม่ พี่เลี้ยง หรือใครสักคนทิ้งเราไว้คนเดียวในบ้าน ในขณะที่พวกเขาออกไปหาซื้อของกินของใช้ในตลาด  ปล่อยให้เรารอคอยด้วยความหิวอยู่คนเดียว ความโกรธจากความหิวทำเราวิ่งไล่รื้อค้นไปทั่วบ้าน จากเด็กน้อย ค่อยๆกลายร่างเป็นยักษ์ตัวใหญ่ ทำลายข้าวของในบ้านกระจุยกระจาย

ผมเองนั้นต้องเดินทางไปโน่นนี้หลายๆครั้ง ครั้งหนึ่งช่วงต้นปี 2553 มีโอกาสได้เดินทางไปร่วมประชุมที่เชียงใหม่ อยู่ที่นั้นประมาณอาทิตย์หนึ่ง ขากลับต้องแบกกระเป๋าแทนการหิ้วเพราะมันหนัก  เมื่อเพื่อนคนหนึ่งให้ข้าวเกษตรอินทรีย์ของชาวปกากญอมา ๒ แพ็ก  กับน้ำผึ้งป่าอีกหนึ่งขวด  ข้าวกล้องอินทรีย์ปลูกบนพื้นที่ความสูงราวหนึ่งพันสองรอยเมตรเหนือระดับน้ำทะเล   น้ำผึ้งป่าก็ไม่ธรรมดาเขาเก็บโดยการปาดเอาเฉพาะน้ำหวานไม่ทำลายตัวอ่อนของผึ้ง  เมื่อน้ำหนักมากสายสะพายกระเป๋าขาดเพราะหนัก เป็นเหตุให้ต้องแบกกระเป๋ากลับบ้าน 

   รถทัวร์จากบขส.เชียงใหม่ สู่สายใต้ จากสายใต้ต่อรถไปหาดใหญ่ เพราะมาไม่ทันรถกรุงเทพนราธิวาส รวมการเดินทางที่ยาวนาน กับกระเป๋าที่ไม่มีหูหิ้ว รถตู้จอดที่ปาทางเข้าบ้านบนถนนสายเปลี่ยวเส้นนราธิวาส สุไหงปาดี เดินดุ่มๆแบกกระเป๋าเข้าบ้าน ในคืนที่กลับถึงบ้านที่สุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เกือบสองทุ่ม  เจ้าแมวสามตัวมันวิ่งมาจากในความมืด  มาคลอเคลีย ขณะที่ควานหากุญแจในกระเป๋า ล้วงมือเบียดของในกระกระเป๋า  ด้วยแสงสลัวๆจากเสาไฟหน้าบ้าน นึกหงุดหงิดตัวเองว่าทำไมไม่ใส่ในช่องที่มันหาง่ายๆ แต่ดีที่นึกถึงคำพระไว้ได้ว่าโกรธไปก็ไม่ได้ช่วยให้หากุญแจพบเร็วขึ้น

...โถ  คงหิวสินะ! ผมอุทานในลำคองึมงำ รอแป็บหนึ่งใจเย็นๆนะ  เมื่อเข้าบ้านจึงจัดแจง  เทอาหารให้  ช่วงไปไหนหลายๆวัน  ต้องฝากป้าข้างบ้านว่า ช่วยเลี้ยงแมวให้ด้วย  และแมวก็ยังเป็นแมว  เมื่อมันหิววันก็ออกหาอาหาร เป็นปัญหาหนักใจ เมื่อได้เจ้าสามตัวนี้มาเลี้ยง พอพวกมันเริ่มโตเป็นวัยรุ่นมีเขี้ยวเล็บที่แข็งแรง มันก็เริ่มออกล่า หากเป็นหนูก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะหน้าที่ของแมวเลี้ยงคือไล่ล่าจับหนู แต่นี้เป็นพวกจิ้งจกจิ้งเหลน ล่าคาบมาวางผลงานโชว์ไว้  ประหนึ่งว่าต้องการการตอบแทนหรือลูบคลำให้กำลังใจ หลายๆครั้งที่ผมกลับบ้านด้วยความเหน็ดเหนื่อย เมื่อทิ้งตัวลงนอนก็ต้องหงุดหงิดใจกับกลิ่นซากเน่า แล้วซากนั้นก็วางอยู่บนโซฟาที่นอนนั้นเอง  แล้วที่ร้ายไปกว่าซากจิ้งเหลน คือซากของลูกไก่

                 ผมเคยทดลองเอาวิธีของยายในการแก้ปัญหาแมวกินไก่ ด้วยการเผาขนไก่มาป้ายที่จมูกแมว โดยลึกๆก็ไม่หวังว่ามันจะได้ผล แล้วมันก็ไม่ได้ผลจริงๆ

ค่ำวันนั้นก็เช่นกัน มีซากลูกไก่บนบ้าน ลูกไก่วัยรุ่นกำลังโต ขนสีเหลือง มีไส้ทะลักออกมา กำลังเน่าได้ที่ หนอนกำลังฟักตัวอยู่เงียบๆ คาดว่าน่าจะถูกนำมาวางไว้สัก 2 แล้ว เก็บกวาดบ้าน ทำพิธีส่งศพลูกไก่ออกนอกบ้าน คืนนั้นผมเข้านอนโดยไม่ใยดีกับเจ้าแมวสามตัวนั้น 

เจ้าสามตัวนี้เป็นแมวที่น่ารักมากๆ  มันมาจากแม่แมวหลงมาคลอดไว้ในบ้านของพ่อแม่ที่ในตัวเมืองนราธิวาส ท่านหวังดีกลัวว่าผมจะเบื่อ เพราะช่วงนั้นยังไม่ได้แต่งงานกับคนรัก อยู่บ้านคนเดียวตามประสา เลยให้แมวสามตัวมาอยู่เป็นเพื่อน ตัวหนึ่งมีหางเป็นพ่วงลายสีเทาเงินริ้วดำแม่ตั้งชื่อริ้วเพศเมีย ตัวที่สองขาวสว่างมีวงดำแซมตัวหน้าตาสะสวยแม่ตั้งชื่อว่าสวย เพศเมีย ส่วนตัวสุดท้ายตัวผู้สีทองหน่วยก้านใหญ่หากเทียบกับแมวบ้านทั่วไป แม่ตั้งชื่อว่าทอง อีกเหตุผลหนึ่งที่ทั้งสามตัวโดนย้ายมาบ้านสวน เพราะบ้านที่ในเมืองเป็นร้านตัดเสื้อติดถนน มันเสี่ยงต่อการถูกรถชน เราในฐานะมนุษย์ก็คิดไปต่างๆนาๆ เป็นห่วงแทนสัตว์เลี้ยงสารพัด ทั้งที่ไม่รู้ว่าแมวพวกนี้คิดเห็นดีเห็นงามไปด้วยหรือไม่

แล้วจึงรู้ข่าวในตอนเช้าว่า  ลูกไก่ของเพื่อนบ้าน(เครือญาติกัน)รอบๆ หายไปสี่ตัว  ดีที่เจ้าของไม่เอาเรื่อง  แต่ผมเริ่มรู้สึกเป็นห่วงชะตากรรมของพวกมัน  มันอาจโดนวางยาเบื่อเข้าสักวัน...  แมวที่กินลูกไก่  ตามหลักโบราณเขาจะไม่เอาไว้  ต้องกำจัดสายพันธุ์  แมวเมื่อมาอยู่กับมนุษย์  ก็ต้องเชื่องและทำตัวให้เป็นประโยชน์เช่นจับหนู  พอจะคุ้มค่ากับอาหารที่เลี้ยง  เช่นสุนัขคอยเห่าเฝ้าบ้าน มีคนบอกว่า  แมวไม่ได้รู้สึกว่าคนเป็นเจ้านายของมัน  แต่มันจะเข้าใจว่าคนเป็นผู้รับใช้ของมัน  แล้วเมื่อแมวของผมกลายเป็นตัวกินไก่  ความภูมิอกภูมิใจในความน่ารักของมันก็ลดลง

สำหรับที่บ้านสวนนั้น ครั้งหนึ่งตัวกินไก่มักเป็นงู  หรือสัตว์พวกมูสัง  ที่มักเข้ามาตอนเจ้าของหลับแล้วงูเหลือมตัวเขื่อง  เคยเป็นที่มาของเสียงปืนในยามดึก  เมื่อมันเข้ามาขโมยกินไก่  เจ้าของซึ่งซุ่มอยู่หลายคืนยิงไปหลายนัด  พร้อมๆกับโทรชี้แจงชาวบ้านว่า ยิงงู ยิงงู!

หรือแมวที่น่ารักของผม  กำลังถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง  ...อย่างไรก็ดี  เมื่อมันมาคลอเคลียจะนั่งบนตัก  ผมเองก็ลูบไล้อย่างระมัดระวัง  กลัวจะติดหวัดนกหรือเชื้อร้ายอะไรสักอย่าง  ใจก็รำพันว่าเมื่อไรพวกแกจะเลิกกินไก่ชาวบ้านสะที  ทั้งนี้ ทั้งนั้น  เพื่อนบ้านรอบๆนั้น  ก็สะสมความดีต่อกันมานาน หากความสัมพันธ์กำลังสั่นคลอนด้วยพฤติกรรมดิบของพวกเจ้าทั้งสามนี้แหละ ...เจ้าเข้าใจไหมนี้ หากผมอาจด่าแมวว่า “ไอ้สัตว์” มันก็คงไม่รับรู้อะไร คำพูดหยาบก็วิ่งวนเข้ามาในหูของตัวเอง ว่ากันว่าสัตว์ฟังภาษามนุษย์เข้าใจ ผมทดลองบ่นพึมพำงึมงำไปตามเรื่อง ว่า “อย่ากินไก่นะ อย่ากินไก่นะจ้ะ”  แต่ใจก็อดกังวลไม่ได้ และเป็นอย่างที่กังวลไว้จริงๆ เมื่อได้ยินเสียงแว่วๆว่าถ้ามากินไก่อีกคราวนี้ เขาจะยิงทิ้งแล้วนะ คำเตือนที่ป้านำมาบอกต่อ

หนึ่งในปัญหาคือภาระงานของตัวเองที่ต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ ไปแต่ละครั้งอย่างน้อยใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสามวัน เป็นเรื่องยากที่ผมจะให้เวลาในการอบรมบ่มนิสัย เลี้ยงดูเจ้าสามตัวนี้อย่างเต็มที่

  และสิ่งสำคัญคือ ความสัมพันธ์อันดีของผมกับเพื่อนบ้านคงปล่อยให้เจ้าแมวสามตัวนี้มาทำลายเสียอย่างนั้นไม่ได้  ลูกไก่นั้นก็เป็นไก่โครงการของอำเภอเสียด้วย   ซึ่งใครสักคนเอาเหตุผลไปอธิบายกับหน่วยงานที่มาจัดโครงการว่า  ไก่หายไปเพราะแมวบ้านครูด๊องมาขโมยกิน

ผมจึงตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่คือ ท่านพ่อกับท่านแม่ว่า ต้องพาแมวกลับไปอยู่บ้านในเมืองโดยด่วน กลับไปเสี่ยงกับรถ ดีกว่าโดนยิงทิ้งอย่างหยามใจ

 

บทเรียนครั้งนี้สอนเรื่องการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ คนกับแมว คนกับคน แมวกับไก่ เจ้าของแมวกับเจ้าของไก่ มันรวมลึกเข้าไปในระหว่างร่างกายกับสมองและจิตใจด้วย  ในขณะที่ผมกำลังสร้างให้บริเวณบ้านของตัวเองให้มีบรรยากาศของความสงบและเมตตาธรรม  ยามสายๆว่างๆ กับสมุดบันทึก กรุ่นกลิ่นกาแฟจากถ้วย  หนังสือเล่มโปรด  เสียงนกร้อง  กระรอกกระแตเล็มผลไม้สุกรอบบ้าน  สุนัขที่นอนผึ่งแดด  เจ้าแมวที่เล่นกระโดดจับผีเสื้อ  มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ 

แต่พอยามค่ำคืนมันกลับไม่เป็นเช่นนั้น  มีเสียงขู่เกรี้ยว  เสียงครวญเรียกหากัน  เสียงคำรามต่อสู้   ดีว่าเลี้ยงแมวไม่ได้เลี้ยงเสือ  ถ้าเลี้ยงเสือมันคงไล่ล่าลูกวัวแทนลูกไก่  เพียงคำขอโทษก็ผ่อนหนักให้เป็นเบา  ราคาของลูกไก่คงไม่แพงไปกว่าการรักษาน้ำใจและความรู้สึก  ความผิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ 

แล้วผมก็ย้อนนึกถึงตัวเอง  ว่ามีการกระทำอะไรบ้างที่ไปทำลายเกียรติหรือชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวเลย  เช่นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง  คนร่วมใช้นามสกุล  ความเป็นจริงคือเราไม่ได้มีเพียงเรา  เรามีอะไรหลายอย่างร่วมกันในสภาวะนั้นๆ  เช่นเดียวกับเสียงเชียร์  ที่มาจากผู้คนรอบข้างที่มองเราด้วยความหวัง  ความห่วงใย  ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น   การกระทำหลายอย่างจึงควรคิดและตรึกตรองให้รอบคอบ  การเฝ้าดูสิ่งที่ซ้อนทับกันระหว่างความต้องการ  ความอยากในกมลสันดาน ที่ผู้คนทั่วไปมักแยกว่ามีเทวดาติดปีกอยู่ด้านหนึ่ง  ซาตานชั่วร้ายอยู่อีกด้านหนึ่ง  คอยยุคอยเสริมในการตัดสินใจทำหรือไม่ทำ  ในสิ่งที่ถูกหรือไม่ถูก  แต่สำหรับเรื่องของสังคม  การอยู่ร่วมกันจำเป็นต้องเฉลี่ยบรรยากาศของความสุขสงบ ความดุร้ายคือ การทิ้งช่วงห่างกันระหว่างทาง
                มันซับซ้อนขึ้นอีกเมื่อเราไม่อาจสัมผัสกับพระเจ้า ที่พูดคุยสื่อสารกันแบบมนุษย์ที่มีชีวิต เหมือนเราถูกทอดทิ้งจากองค์ศาสดาผู้ล่วงลับไปนานแสนนาน แล้วปล่อยให้เหตุผลทำงานหาหลักการทางศีลธรรมเฉพาะตน เพื่อการต่อรองกับความอยากของตัวเอง   ในการวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์อันยังไม่รู้วันสิ้นสุดนี้ วันหนึ่งผมต้องเดินทางไปไกลกว่าเชียงใหม่ หรือไปไกลกว่าคำว่าชีวิต โดยไม่มีเยื่อใยหรือพันธะใดๆ แต่บ้างสิ่งที่มากกว่านั้น  มันคือความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจและจิตใต้สำนึก ที่โหยหาบางสิ่งบางอย่าง โดยที่สภาวะเช่นเราเองไม่อาจเข้าใจได้ใน ขณะที่มันเริ่มดุดันและควบคุมได้ยากขึ้น

จิตใจคนเรานั้น เราอาจไม่สามารถเข้าใจมันได้ ในขณะที่มีสิ่งอื่นที่คอยสังเกตพบ แล้วตักเตือนเราเช่นกระจกเงา พฤติกรรมที่เราอาจแสดงออกไปโดยเข้าใจว่า มันคือเรื่องปกติธรรมดา แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่และดูจะคุกคามต่อความเป็นอยู่ของผู้อื่น ครั้งหนึ่งผมรู้สึกตัวเอง  คล้ายกับความห่างเหินไปจากโลกของความเป็นจริง และผูกติดอยู่กับโลกในอุดมคติอันงดงาม แล้วการแสดงออกต่อคนรอบข้างดูเก่งกล้า ในลักษณะของนักวิพากษ์สังคม พยายามทำในสิ่งที่คิดว่ามันคือสิ่งที่ดี ดีต่อคนอื่นด้วย กระทั่งยัดเยียดสิ่งนั้นให้ผู้อื่นยอมรับ หรือผมอาจขุ่นเคืองใจอยู่ลึกๆ นึกหยามหยันเมื่อพวกเขาไม่ยอมรับ จนบางครั้งก็ลืมทบทวนตัวเองไปว่า เราอาจคล้ายลูกแมวที่คาบลูกไก่มาวางให้เจ้านายเมื่อเราทั้งหลายอาจคล้ายผู้ที่ถูกทอดทิ้งไว้นานแสนนาน จากสรวงสวรรค์อันงดงาม .

         

 

 

 

 

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

"ปืน กีต้าร คาราโอเกะ" เรื่องเล่าแบบสั้นๆ


ปืน กีต้าร คาราโอเกะ
ภาพนี้ถ่ายตอนกลางวันขณะเล่นกีต้าร์กับพี่หนุ่ย 

 

ที่ป้อมชรบ.แห่งหนึ่ง  ราวๆสามทุ่ม 

ใคร มาฆ่าเรา เราฆ่ามันพี่หนุ่ยชรบ.ผู้เรียกตัวเองว่าทหารเสือพระนเรศวรยกจอกน้ำจันทร์

พูดพลางส่งสัญญาณว่าเรามาบรรเลงเพลงกันต่อ ตาปรือๆ บอกอาการ

ฉันในฐานะนักสันติวิธี  ได้รับการฝึกมาว่าให้ฟังอย่างตั้งใจ 

แต่ก็เสริมเสียหน่อย ใครมาฆ่าเรา เราตาย   ... กรีดนิ้วเริ่มเพลงเพื่อสานงานสันติภาพ

  ปืนลูกซองห้านัดวางอยู่ข้างๆ  คืนนี้เพื่อนร่วมเวรหมู่บ้านสามคนกลับกันหมดแล้ว  เพราะต้องกรีดยางในตอนตีสามหัวรุ่ง  เสียงกีต้ารตุ้งติ้ง ๆ กับเสียงครวญเพลงอาจทำให้  ผู้ไม่ประสงค์ดีที่คิดมาซุ่มโจมตีกลับใจ  และเรามีการวางแผนรองรับไว้แล้ว  ถ้าเกิดอะไรขึ้นให้หมอบ  ยิงปืนให้เสียงดัง  แล้วก็ทิ้งที่มั่น ฝ่าวงล้อมเอาตัวรอด

ในฐานะชาวพุทธ  ฉันเคยสับสนในคืนหนึ่ง เมื่อ ๒ ปีก่อน  คืนนั้นเป็นคืนวิสาขะบูชาเสียด้วย ฉันต้องเข้าเวรหมู่บ้าน  แทนที่จะไปวัดในพิธีเวียนอุโบสถ กลับต้องถือปืนแทนดอกไม้ธูปเทียน ทำสมาธิกับกระบอกปืนสะท้อนแสงจันทร์ในคืนศักดิ์สิทธิ์

ความสับสนอันเป็นเหตุ ในการค้นคว้าอย่างชนิด เข้ารกเข้าพง

 จึงพบว่าในความเป็นจริง  เราไม่ได้เป็นพุทธแบบบริสุทธิ์  แน่นอนมีการผสมกลืนระหว่างเทพเจ้าพราหมณ์ฮินดู การบูชาบรรพบุรุษ  นับถือผี  ผีที่ดีก็เป็นเจ้าที่เทวดา  และรากเหง้าเรื่องขวัญ

ญาติคนหนึ่งถือศีลกินเจ  วันหนึ่งต้องจัดงานศพให้พ่อของเธอ  เธอบอกว่างานนี้ไม่ฆ่าหมู

มีเสียงแซวๆจากลุงผู้นำชุมชนว่า ถ้าไม่ฆ่าแล้วจะให้กินมันเป็นๆรึครับ

งานศพชาวพุทธ  จะสวดศพประมาณสามวัน  มีญาติพี่น้องมาจากไกลๆ  ก็ต้องมีอาหารเลี้ยง  งานนั้นในหมู่บ้านไม่ฆ่าหมู  แต่ก็สั่งหมูมาจากที่อื่น

แล้วศพก็ไม่มีด้วยเพราะพ่อแกอุทิศให้คณะแพทย์ มอ.  พระจึงเทศน์สวดให้รูปภาพแทนศพ

มนุษย์ผูกพันธุ์กับการฆ่า, การล่า มาตั้งแต่ยุคเริ่มต้น ตั้งแต่รู้จักใช้ไม้เขวี้ยงกัน  และเริ่มดุร้ายเมื่อทดลองกินเนื้อ

การฆ่า การล่า  มีเสียงร้องของเหยื่อ ซึ่งทำให้จิตใจหดหู่  ยุคเริ่มต้นจึงมีพิธีกรรมประหนึ่งขอขมา หรือสะกดวิญญาณร้ายของเหยื่อให้สงบ  หรือบอกต่อธรรมชาติ ว่าให้ความสมบูรณ์เช่นนี้ตลอดกาล  อันเป็นจุดเริ่มต้นของการบูชายัญ  การถวายคืนเพื่อรักษาสมดุล  มันโหดร้ายขึ้นเมื่อพวกนักบวชในยุคนั้นเริ่มบอกว่าพระเป็นเจ้าต้องการเลือดสาวพรหมจรรย์  หรือการบูชายัญด้วยหัวของนักรบเผ่าอื่น จึงเกิดมีเสียงกลองป่าและพิธีสวดขับกล่อม  เข้ามาใช้ในพิธี  ช่วยบรรเทาความน่าขนพองสยองเกลานั้นได้

การฆ่าที่ฉันทำครั้งสุดท้ายคงจะเป็นปลาดุก  หรือช่วยเขาจับหมูเพื่อแทง   เสียงร้องของมันแววตาของมันทำให้ฉันรู้สึกเบื่ออาหาร  และตั้งใจว่าจะไม่ฆ่าอีก 

ญาติคนหนึ่งบอกว่า ถ้าไม่กล้าเชือดคอไก่ต่อไปจะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียยังไง

ฉันบอกว่า ซื้อที่ตลาด

วิถีชีวิต  การล่า  การหาเลี้ยงครอบครัวยังมีให้เห็นอยู่ในสายสัมพันธ์สยามและมลายู เช่น  พี่น้องมุสลิมมักจะมาบอกพรานในหมู่บ้านว่า ที่นั้น ที่นี้ มีสัตว์อะไร  ให้เข้าไปล่า  เช่นกระรอกในสวนลองกองที่เยอะเกินไป  หมูป่าที่เข้ามาขุดกินต้นกล้ายางอ่อน แลนหรือแยเวาะตามป่าสาคู  แลนเป็นสัตว์เลื้อยคลานเนื้อเหนียว  นิยมผัดเผ็ดใส่เครื่องเยอะๆ  ถ้าเราเห็นพฤติกรรมการกินของแลนเราอาจกินมันไม่ลง  มันกินขยะ  ของเสีย และซากศพ 

 

วิกฤติอาหารไม่เฉพาะอาหารกายเท่านั้น  อาหารใจก็เช่นกัน

ดนตรีมีสรรพคุณเพื่อในการสร้างสมดุลในจิตใจ  เสียงพิญ ไม่ตึง ไม่หย่อนบอกธรรรมในทางสายกลาง  ดนตรีคืออาหารใจอย่างหนึ่ง  เช่นเดียวกับการทำสมาธิ  สวดมนต์

พ่อชอบร้องคาราโอเกะ  ในงานเกษียรราชการ  พ่อจัดงานที่หมู่บ้าน  แล้วก็เหมาวงคาราโอเกะมา  เสียงลำโพงลั่นแสบแก้วหู จะคุยกันก็ต้องตะเบงเสียง

ฉันไม่ค่อยเห็นด้วย  เพราะรู้สึกว่ามันไม่สด  เหมือนการร้องรำทำเพลงตีกลองเคาะกะละมัง

แต่เพื่อความสบายใจของพ่อ  ฉันก็ร่วมแจมทุกครั้งที่พ่อร้องคาราโอเกะ  มันไม่สนุกเหมือนเล่นกีต้าร  แล้วครวญเพลงแบบสดๆ  ฉันเปรียบเทียบ  ขนมข้าวหมากที่ห่อด้วยใบไม้  กับ ขนมห่อพลาสติกมีผงชูรส  มันต่างกัน  ความสด  ความอร่อยมันต่างกัน  แต่นั้นล่ะ  อาหารการกิน วัฒนธรรมในแต่ล่ะถิ่นที่ย่อมต่างกัน  มันก็ต้องปรับตัวกันตามสภาวะ 

 

พี่หนุ่ย ชรบ.ยังตีเบสต่อไป   ชาวบ้านก็ปิดไฟนอนกันหมดแล้ว

ประหนึ่งว่าหลับเถิดพี่น้อง  ชรบ.จะขับกล่อม

เราแค่เล่น กีต้าร์ ไม่ได้เปิดลำโพงดัง  ไม่เป็นไร   แกบอกอย่างนั้น

ที่เล่ามานี้  อยากให้เห็นปัญหาเรื่อง สุขภาพจิตของคน จชต.  .

ใครขัดแย้งอะไรกับใครนั้นอีกเรื่องหนึ่ง  อันนั้นมันเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว 

เราจะช่วยกันสุ่มไฟหรือดับไฟ  นั้นมันก็อยู่ที่เราคิด พิจารณากันเอาเอง  สงครามหรือสันติภาพ?

ปัญหาที่ว่าก็คือ  เสียงปืน  เสียงระเบิด และข่าวร้าย  ทำให้สุขภาพจิตแย่ลง  ผู้คนอยู่ด้วยความกลัว

คนมีปืนพอเคลียดมากๆ  หรืออยากแสดงออก  อยากจะสื่อสารกับเพื่อนบ้านหรือบอกไปถึงโจร

ก็มักชักปืนมายิง  ยิงซะงั้น  ยิงให้สะใจเล่น  ยิงขู่ทหารแตกแถวบางคนที่เข้ามาเกาะแกะท้ายครัว

ยิงฝากไปถึงคนร้ายที่อาจซุ่มอยู่ที่ทางไปกรีดยาง

โดยเขาไม่รู้ว่าเสียงปืนที่เขาสะใจนั้น  ทำให้ใครหลาย ๆคน โดยเฉพาะคนแก่  เป็นลมเพราะความดันขึ้น  บางคนไม่สบายก็ต้องพยุงกันย้ายที่นอนหาที่ปลอดภัย

 

อย่างน้อยๆดนตรีกับการร้องเพลงก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่ง

มันเยียวยาได้ดีทีเดียว  มันบำรุงหัวใจ  ลดความดัน  คลายเคลียด

หาดนตรีที่เหมาะกับเรา  วันล่ะสักเล็กน้อย  ฟังอย่างผ่อนคลายและวางใจ

สุดท้ายนี้

ขอบคุณชาวญี่ปุ่นที่คิดโปรแกรมคาราโอเกะมา  ขอบคุณมนุษย์คนแรกที่คิดประดิษฐ์ พิณ กีต้าร์

ขอบคุณบทสวดที่เข้ามาทดแทนการบูชายัญด้วยเลือดเนื้อ   ขอบคุณอาหารที่ประทานมาให้...

 

เมื่อถึงเวลา ฉันหอบปืน กี้ตาร์  ทิ้งฐานที่มั่น  กลับบ้านเข้ามุ้งนอนหลับอย่างสงบ   ฟังแมลงกลางคืนกล่อมต่อ

 

ด้วยจิตคารวะ

นวลีย์

๙ มิ.ย.๕๓