วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เจ้าที่


“เจ้าที่”
เรื่องสั้นขนาดสั้น(มากๆ) ภาพและเรื่อง โดย นวลีย์

1.       จุดหมายของฉันอยู่ที่กระท่อมท้ายไร่ยาง ฉันเดินเท้าเข้าไปเพื่อปรึกษาหารือ กับปราชญ์ชาวบ้านส่วนตัวที่ได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานทางการศึกษาแห่งหนึ่ง แปลงมะละกอที่แกปลูกไว้แบบทิ้งขว้างๆ กำลังออกผลทั้งใกล้สุก และขนาดอ่อนๆแก่ๆ พอเหมาะกับการทำส้มตำ สีของมะละกอกระทบแสงตะวันกึ่งเที่ยง กึ่งบ่ายทำให้ใจลอยคิดอะไรแปลก แบบอธิบายไม่ถูกจริงๆนะ
2.       ลุงชาวอิสานบอกกับฉันตรงๆว่า แกเป็นคนลาว แกเล่าว่าแกมาที่นี่เพราะ ถูกพวกคนลาวด้วยกันข่มเหงรังแกให้เจ็บช้ำ จึงข้ามเขตมาทางภาคอิสานของประเทศไทย อยู่อิสานได้สักพักหนึ่ง แล้วก็เดินทางต่อมาเพราะความแห้งแล้งของพื้นดินอิสาน เพื่อหาแหล่งดินดำน้ำชุ่ม ฉันเคยถามว่า “ลุงรู้สึกแค้นคนที่รังแกลุงอีกไหม” แกเล่าต่อว่า การที่ต้องระเห็จเร่ร่อนมาก็เพราะแกไปซุ่มยิงพวกนั้นด้วย แล้วตอนนี้พวกที่เหลือก็คงแก่ตัวกันไปหมดแล้ว และการให้อภัยทำให้เรากินอิ่มนอนหลับ
3.       ฉันคือทายาทของเศรษฐีที่ดิน ทวดของฉันมีชื่อเสียงเรื่องความมั่งคั่งมาตั้งแต่ที่นี่ยังเป็นมณฑลปัตตานี แต่ตระกูลของเราก็ทะเลาะกันอิรุงตุงนัง ดีที่พ่อและฉันไหวตัวทัน เรารู้จักการทำธุรกิจ อย่างสุจริต ฉลาดปลอดภัย และเราสามารถทำบุญทำทาน ช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่เปิดเผยตัวเอง พ่อบอกว่า “การได้ช่วยคนนี้ มันสนุกนะ” ฟังดูก็พอเข้าใจว่า การช่วยคนอื่นอย่างไม่เปิดเผยตัวของพ่อ เป็นการเยียวยาอะไรบางอย่างที่อยู่ในก้นบึ้งของจิตใจท่าน หรือไม่ก็คงเป็นพลังที่สั่งสมไว้ในยีนของพวกเรา ฉันตัดสินใจกินข้าวเที่ยงกับลุงชาวอิสาน ชายผู้มารับจ้างทำงานในสวนยางของเรา ตั้งแต่ฉันยังไม่เกิดเสียละกระมัง กับข้าวของชาวอิสานอร่อยจริงๆ เพราะเขาปรุงอย่างละเมียดละไม ในเครื่องปรุงที่มีคุณค่าอยู่ในความขาดแคลน
4.       เมื่ออิ่มแล้วเราก็คุยกัน สัพเพเหระ ฉันบอกว่าจะแบ่งที่สัก 50 ไร่เพื่อปลูกป่าธรรมชาติ ต้องทำรั้วรอบไม่ให้ใครเข้าไปยุ่ง จนกว่าป่าธรรมชาติจะให้ผลผลิตได้ใช้สอย อย่างเก็บผัก เผารังต่อ เก็บน้ำผึ้ง ตลอดจนล่าสัตว์ที่พอจะกินได้ในฐานะมนุษย์สามัญชน เป็นต้นว่า กระจง นกเปรา แลน ปลาชนิดต่างๆในบ่อที่ว่างเส้นทางน้ำอย่างเป็นธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี  และอย่างน้อยป่าของฉันคงไม่มีช้างมาอาศัยอยู่แน่ๆ
5.       ฉันเดินเท้าออกมาจากกระท่อมท้ายไร่ เดินมาคนเดียวจนถึงปากทาง ชายสามคนรออยู่ หนึ่งคนคือคนขับรถ อีกสองคนคือคนดูแลความปลอดภัย พวกเขาเปิดประตูรถคอยฉันอยู่ โดยจับกลุ่มสูบบุหรี่แล้วหัวเราะคิกคัก ฉันเดาได้ว่าพวกเขากำลังนินทาฉัน กรณีลูกสาวของลุงชาวอิสานผู้เป็นหม้ายจากเหตุการณ์เมื่อสามปีที่แล้ว ฉันร้องบอกว่า “พอกันทีกับการนินทา” เขาคนหนึ่งบอกว่า “แหม นินทาก็เพราะรักนะครับพี่” ฉันจึงบอกว่า “ความรักนี่ มันไร้เหตุผลจริงๆนะ พวกนายรักผม ก็ไม่ต้องมาตายกับผมหรอก เกิดอะไรขึ้นให้สู้พอเป็นพิธี ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ ให้เอาชีวิตรอดไปหาครอบครัวนะครับ”
6.       ฉันลองเขียนพินัยกรรมเล่นๆ ขณะนั่งรถคันโตกลับบ้าน เรื่องการจัดงานศพ ขนาดของโลงศพ พิธีลอยอังคาร เคยคิดเล่นว่า หากเนื้อของฉันเข้าไปอยู่ในท้องนกแร้งแบบชาวทิเบต ก็คงน่าสนุก ว่าแต่คนตายไปแล้วจะรู้สึกสนุกได้ยังไงนะ พ่อเคยเล่าว่าเนื้อของมนุษย์บางคนสุนัขยังไม่กล้ารับประทาน ในพินัยกรรมของฉันมอบเงินให้ เพื่อนร่วมทางสามคนนี้ คนละ 1แสนบาท เมื่อถึงบ้านฉันควักเงินสดให้พวกเขาจำนวนหนึ่งต่างจากเงินเดือน โดยกล่าวสอนสักน้อยหนึ่งว่า “เก็บไว้ให้ลูกไปโรงเรียนมั่ง เออ ไอบุหรี่กับเหล้า เพลาๆ ลงหน่อยก็ดี ...ว่าแต่แหม พูดแล้วเปรี้ยวปาก” เขาคนหนึ่งผู้รู้จักเอาใจพูดขึ้นว่า “พอดีได้เนื้อกระจงมา ว่าจะผัดเผ็ด แล้วก็ตั้งวงกันเลยดีไหมพี่” ฉันนึกห้ามใจ “...อืม พวกนายกินกันเถอะ วันนี้วันพระ”
7.       ในบ่ายตลอดเย็นฉันนอนทำสมาธิบนเก้าอี้โยก โดยฟังพวกสามคนนั้นนินทาสนทนาในวงสุราอย่างสนุกสนาน แม้จะมีเรื่องของฉันอยู่บ้าง บางทีฉันอาจแก้ไขพินัยกรรมในส่วนของพวกเขาเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยแล้วล่ะ. 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น