วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทความกึ่งเรื่องเล่า “ร้านค้า ประชาและเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อนำพายุคสมัย”


บทความกึ่งเรื่องเล่า “ร้านค้า ประชาและเชื่อมสัมพันธ์ เพื่อนำพายุคสมัย”
โดยนวพล ลีนิน  7 กุมภาพันธ์ 2556
                ช่วงต้นปี2556นี้ ถือเป็นทางแยกครั้งสำคัญของชีวิตครั้งหนึ่ง ซึ่งตัวผมเองวางแผนเรื่องนี้ไว้นานแล้ว ในทางเลือกที่ไม่จำเป็นต้องเลือก เพียงแค่จัดสมดุลให้ได้ ระหว่างการสร้างครอบครัวที่จังหวัดปราจีนบุรี บ้านเกิดของภรรยา กับการทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง  ผมตั้งใจเปิดร้านกาแฟเล็กๆโดยขอพื้นที่หน้าร้านร้านชำ  ซึ่งเป็นกิจการของแม่และน้าฝ่ายภรรยา เพื่ออย่างน้อยได้ใช้ชีวิตคู่ที่เป็นครอบครัวมากขึ้น ดั่งที่เธอมักเปรยๆว่า “ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็ไม่รู้จะแต่งงานไปทำไม”  โดยในระหว่างที่ผมวางโครงร่างของร้านกาแฟในฝัน ผมก็ ช่วยงานขายของหน้าร้านไปด้วย  หนึ่งในคอนเซ็ปของร้านกาแฟ นอกจากมีหนังสืออ่าน มีเพลง(ที่ตัวเองชอบ)ฟังคือ เป็นจุดเผยแพร่เรื่องราว ระหว่างคนสามจังหวัด กับคนภาคกลาง ฟังดูเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แต่นั้นละ ผมว่านะ ก่อนการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของผม จำเป็นต้องแก้ปัญหาเพื่อการอยู่รอดของชีวิตตัวเองด้วย  ร้านกาแฟในฝัน อาจกำลังเดินทางมาจากดินแดนแห่งอุดมคติ และตอนนี้สิ่งที่ได้สัมผัสกับการทดลองงาน คนขายของชำ มันทำให้ผมพบกับเสน่ห์ในอีกมุมของโลกทุนนิยมที่ ผมเคยเย้ยหยัน  
<!--[if !supportLineBreakNewLine]-->
<!--[endif]-->
ปฐมบทของการเป็น “คนขายของ” คือรับคำสั่งจากลูกค้า “บุหรี่ ซอง เดะ!” คนหนุ่มคนแก่ หรือใครก็ตาม ที่พูดกับอย่างนี้ ผมฟังแล้วเคืองอารมณ์ จากเดิมผมรู้สึกไม่ดีที่ใครใช้อะไรผมแล้วลงท้ายด้วยคำว่า “เดะ หรือดิ” คำหวานเป็นสิ่งจรรโลงใจ ผมเลือกใช้คำหวานกับทุกคน แม้กับเพื่อนสนิท ที่พูดมึงกู ก็ไม่ลืมที่จะหยอดคำหวานแรกๆของงานขายของทำให้ได้พูดกับคนแปลกหน้าเป็นสิบๆราย แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆกลายเป็นคนคุ้นเคย เข้าใจเช่นนั้นได้จากสิ่งที่สังเกตพบในการสนทนาระหว่าง แม่(ภรรยา)ท่านคุยเรื่องราวสัพเพเหระ กับลูกค้าประจำ โดยคำถามที่ผู้ตอบก็ยินดีที่จะตอบ หรือบอกเล่าเรื่องราว ชายคนขายของเร่ มักแวะมาซื้อเครื่องดื่มชูกำลัง เขาเล่าเรื่องราวปัญหาชีวิตครอบครัวของ ลูกชาย อย่างไม่กลัวว่า เรื่องราวเหล่านั้น อาจถูกนำไปตัดแต่งในบทนินทาประสาสะอย่างไร เขาเล่าด้วยท่วงท่าที่สง่า เสียงสำเนียงชาวบ้าน ไม่ใส่เสื้อ และประกาศกร้าวในจุดยืนของตนเอง ขณะรอตั้งทอน ผมพบว่า  แม่(แม่ภรรยา)รู้จักลูกค้าขาประจำเป็นอย่างดี คุยได้ทุกเรื่อง แล้วแอบนั่งฟังอยู่เงียบๆ...และอดครึ้มใจในการคิดคำนวณ และอัธยาศัยของท่านไม่ได้
                                       บริเวณหน้าร้านที่ ร้านกาแฟในอุดมคติกำลังเดินทางมา

ในบทบาทคนขายของ คำหวานของผมเมื่อได้รับคำสั่งจากลูกค้า เมื่อมีคำสั่งซื้อบุหรี่มา ผมจึงตอบไปโดยพลันว่า “บุหรี่อะไรดีครับพี่”  ในระหว่างนั้น ...เราต้องทำความเข้าใจว่า เราคือพ่อค้า เรารู้ว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากเราไม่ใช่คุณครูในขณะนั้น ครั้งหนึ่งผมเคยทำแบบพยากรณ์ชีวิต จากแบบสอบถามในอินเตอร์เน็ตแล้ว ประมวลจากสิ่งที่ชอบลักษณะนิสัย และความรู้สึก เพื่อหาคำตอบของผลอาชีพที่เหมาะสม พบว่าอาชีพที่เหมาะสมกับผมคือ ครู พระ และศาสนาจารย์  ซึ่งมีความจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แน่นอนว่า ผมเคยเป็นครู แม้ปัจจุบันไม่ใช่ครูโดยตำแหน่งหน้าที ผมยังอุตส่าห์ประกาศตนว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ในความเป็นครูมักมีความร้อนในภูมิธรรมของตนเอง และในบทบาทในการเป็นพ่อค้า ดูคล้ายว่าเซลสมองกำลังแตกปะจุ จากปฏิกิริยาเพื่อปรับสมดุลทางความคิด ระหว่างมโนสำนึกและวิถีแห่งการค้า
ความว่องไว ความกระฉับกระเฉง เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่จำเป็นสำหรับคนขายของ ผมเองโดยปกติมีบุคลิกลุกรี้ลุกรนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บทเรียนการขายของจึงเป็นไปอย่างราบรื่น อุปสรรคสำคัญเรื่องหนึ่งของงานขายของชำคือ การจำจุดที่วางสินค้าที่ผมไม่เคยรู้ระบบมาก่อน จำราคาสินค้าสิ่งละอันพันล่ะน้อย ระบบการจัดวางที่สร้างมาเท่าๆกับ อายุของผม  ร้านค้าที่เปิดขึ้นด้วยทุนเล็กน้อยของแม่ของแม่ภรรยา คือคุณยาย ท่านใช้ชื่อร้านตามนามสกุลว่า “ศรีสังวาล” เปิดมาตั้งแต่ปี 2518 ค้ามากมาย นับจากยาหยอดตา ยันตาปูตอกซีเมนท์ และสิ่งที่ฉันไม่คิดว่าจะมีแต่ที่นี่มี อาทิเช่น สีผสมอาหาร ดินน้ำมัน ฟิวส์สายไฟ ยาย้อมผม และแน่นอนว่าที่นี่มีไม้จิ้มฟัน แม่บอกว่าต้องเรียนรู้เป็นปีถึงจะจำได้หมด ผู้คนในชุมชนโดยรอบรู้จักชื่อร้านนี่ว่าร้านแม่น้ำเชื่อมซึ่งเป็นชื่อเรียกยาย ซึ่งเป็นแม่ของน้าที่ชื่อน้ำเชื่อม(น้าของภรรยา)  ร้านค้าแห่งนี้คือคำตอบของครัวเรือนโดยส่วนใหญ่ เพราะเป็น ร้านชำเพียงร้านเดียวที่อยู่ตรงปากซอยสวนเงาะพอดิบพอดี เป็นทั้ง ห้องครัว ห้องช่าง ห้องยา และอาจเป็นตู้กดเงินของลูกค้าที่สนิทชิดเชื้อกับแม่ ในจุดที่ลงตัวระหว่างชานเมือง ตัวเมือง ของอำเภอเมืองปราจีนบุรี และไม่เป็นที่ทางที่เข้าตาฝ่ายการตลาดของ เซ่เวน อิเลเว่นมากนัก เพราะกำลังซื้อที่พิเศษ อาจนอกไปจากตำราการตลาด หรือหาเรียนยากสักหน่อย ถ้าพวกเขาเปิดโอกาสให้ยายแก่ที่ถือไม้เท้าข้ามถนนมาเชื่อไข่สักสาม ฟองได้ หรือคนที่เชื่อไว้สักสี่ห้าพัน แล้วหายไปไม่มาซื้อของอีกเลย
วัยรุ่นนักเรียนขับมอเตอร์ไซค์มาแวะน้ำมันแบ่งขวด ช่างซ่อมรถแวะซื้อเครื่องดื่มเย็นๆในตู้  คนงานทำถนนมาหาซื้อเหล้าขาวปราจีนสักครึ่งขวด ชาวสวนจากข้างในซอยมาซื้อยาพาราแก้ไข่สักแผง ยายแก่ถือไม้เท้าข้ามถนน คู่หนุ่มสาวที่มารอรถตู้เข้ากรุงเทพ คนทำงานโรงงานที่มารอรถรับส่ง คนเร่ขายเกลือ ทหารจากในค่าย ลูกค้าที่ผ่านเข้ามาแต่ละวันมีเรื่องราว ในชีวิตการดิ้นรน และนั้นคือสิ่งพิเศษที่ร้านขายของชำมีมากกว่า ร้านสะดวกซื้อ จากมิตรภาพในการพูดคุยระหว่างรอบุหรี่แกะซองแบ่งขาย นั้นทำให้ผมพอจะเข้าใจแล้วว่า เหตุใด เซเว่นอีเลเว่น ถึงฝึกให้พนักงานถามว่ารับซาลาเปาเพิ่มไหมครับ เพราะมันมากกว่าการกระตุ้นการขาย หากมันเป็นการสานสัมพันธ์อย่างหนึ่งกับผู้คน
สิ่งที่ร้านสะดวกซื้อขาดไปคือสายสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ร้านมินิมาทร์  พนักงานขายให้ความสำคัญกับเรื่องเวลามากกว่า การพูดคุยสนทนาสัพเพเหระ  จิตวิญญาณของการค้าขายแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งพิเศษที่มีอาจเฉพาะในเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น นอกจากศักดิ์ศรีแห่งวรรณะ พวกนักบวช หรือนักรบ อาจมิอาจหาญมากไปกว่านี้ การร้องขอแลกเปลี่ยน และแสดงจุดยืนของตัวเอง สิ่งนี้คือเสน่ห์ของวรรณะพ่อค้ามาแต่โบราณ  นอกไปจากนี้ การพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราว ในฐานะ มนุษย์กับมนุษย์ ความไว้วางใจในระดับที่น่าสนใจของการเล่าเรื่องราว พ่อค้าวาณิชล้วนเป็นผู้นำข่าวสารจากทีหนึ่งไปยังทีหนึ่ง เรื่องเล่าความอัศจรรย์พันลึก จากดินแดนต่างๆนำมาโดยพ่อค้าส่วนหนึ่ง ด้วยความเป็นผู้มากด้วยอัธยาศัย เล็งผลของการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกัน พ่อค้าเร่แต่ไหนแต่ไรมาจึงกลายเป็นนักเล่าเรื่องไปโดยปริยาย ฉันคิดว่าส่วนหนึ่งที่เป็นไปได้ในการเผยแพร่ศาสนาของพระพุทธเจ้า ในยุคหลังจากที่พระองค์ปรินิพพาน พ่อค้าวาณิชมีบทบาทสำคัญในการนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปบอกเล่ายังดินแดนต่างๆ ซึ่งนั้นให้ผลมากกว่ากำไรขาดทุน พ่อค้าวาณิชย่อมมีแรงบันดาลใจที่มากกว่านั้น เพราะตลอดเส้นทางที่เสี่ยงกระทั้งชีวิต จากการปลดสะดมทรัพย์สินเงินทอง การเดินทางค้าขายทั้งทางบกและทางทะเล จึงไม่แปลกใจว่าเหตุใดจึงมีรูปแกะสลักพระพุทธเจ้าอยู่ตามแนวเส้นทางสายไหม เพื่อจรรโลงใจให้นักเดินทางหาบเร่ค้าขาย ตลอดจนกองเกวียนคาราวาน มีแรงบันดาลใจในการนำสินค้าไปยังดินแดนต่างๆ  และ คือเส้นทางที่นำธรรมวิทยาจากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่งอีกด้วย
                 
อย่างไรก็ตาม เมื่อยุคสมัยผ่านไป ในยุคสมัยต่อมาทุนนิยมได้ซึมลึกเข้าสู่การกลืนกินตัวเองของมนุษย์ ความสัมพันธ์ที่ผิวเผินในความเร่งร้อน ได้สร้างคุณค่าใหม่ของความเฉยเมย  ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ตลอดจนการสนใจใยดีต่อชุมชนรอบข้าง หรือผลกระทบที่เกิดจากกิจการต่างๆที่เกิดขึ้นในชุมชน ยุคสมัยอาจสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา ควบคู่กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ ระหว่างผู้คน ในบริบทของความขัดแย้ง การตู่สู้ที่เปลี่ยนรูปแบบไป ในขณะที่ทุนนิยมส่วนหนึ่งยังทำงานขับเคลื่อนสังคมโลกได้อยู่เสมอ
แม่(แม่ภรรยา)มักโปรยปรายข้าวไว้หน้าบ้าน  ริมถนนสี่เลนที่รถวิ่งเร็วมาก ผมเห็นนกเขาคู่หนึ่งบินลงมาจิกกินเมล็ดปรายข้าวที่แม่หว่านไว้ มันจิกกินอย่างไม่หวั่นกลัวต่อรถที่วิ่งไปมา มีการเกี้ยวพาราศีกัน ทำให้นึกไปถึงวัยเด็กคราวที่ไปช่วยยายปลูกถั่วในไร่ ภาพอย่างนี้มักเกิดขึ้นที่ชายป่า ตามลานดินที่ติดขอบป่ารกทึบ นกเขาตัวน้อยลายน้ำตาลเทากระดกขนหางสั่น ส่งเสียง “กรุ้ก”หยอกคู่บนลานหน้าร้าน เมื่อรถยนต์วิ่งมาจอดหน้าร้าน ทั้งคู่จึงบินหนีไปเกาะบนสายไฟ
              สหายและครูของผมท่านหนึ่ง กล่าวว่า คนไทยอย่างเราๆมีนิสัยดีอย่างหนึ่งคือยิ้มและหัวเราะ “ แฮะๆ” ได้เสมอๆ
ถ้าเรา แฮะๆกับคนจีนเราก็ได้กินน้ำชาและขนมไหว้เจ้า ถ้าเรา “ แฮะๆ” กับฝรั่ง เราก็ได้กินขนมปังกับไวน์ในพิธีต่างๆในโบสถ์คริตส์ และรวมไปถึง แขกอินเดีย แขกมุสลิม “เสียงหัวเราะแฮะๆ” ในความหมายของคำว่าไทคือเสรีชน ผู้ใคร่ค้าขาย ผู้ใคร่เดินทางได้อย่างเสรีภาพ การเดินทางของชาวบ้านป่านาดอย แสวงโชคไปยังดินแดนต่างๆในสุวรรณภูมิ ในสายสัมพันธ์ที่มากกว่าการสู้รบและสงคราม
เราอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจ เพื่อการอยู่ให้ได้บนโลกที่เรารู้สึกไปว่าอย่างนั้นอย่างนี้ หากเราเข้าใจว่าโลกอยู่ยากขึ้นทุกวัน เราอาจอิจฉาใครสักคนที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย หรือในมุมมองที่ว่า คนทำมาหาไม่ต้องคิดอะไรเลยนั้นมีความสุข ต่างจากนักวิชาการ นักวิเคราะห์ ในมหาวิทยาลัย หรือองค์กรใหญ่ในโลกทุนนิยม ในขณะที่คนที่ไม่ต้องคิดอะไรเลย อาจคิดว่า “เอะ! ทำไม ตรูรร คิดไม่ได้อย่างเขา” ตรรกะอาจนำมาซึ่งความทุกข์  เมื่อผมเริ่มขายของ มองคนที่มาซื้อเบียร์ดื่ม แล้วรู้สึกเปรี้ยวปาก แต่คะแนะ ต้นทุนกำไรก็ยั้งใจผมไว้ อย่างน้อยนั้นคือกำไรจากแต้มคะแนนนิยมที่ทางฝ่ายภรรยาลงให้ผมในแต่ละวันแต่ละวัน และเรื่องราวที่ผมได้ยินระหว่างที่ แม่คุยกับลูกค้าในแต่ละวันที่ช่วยงานขายของนั้น มันเป็นกำไรที่ยากจะอธิบาย และสิ่งที่พอจะทำได้คือพยายามลดการแถบถุงพลาสติกให้ลูกค้า โดยถามว่า “ใส่ถุงไหมครับ” ในโอกาสดีๆที่ได้ฟังเรื่องเล่าของลูกค้า ผมคงตอบแทนได้เพียงคำขอบคุณในเสียงหัวเราะ “แฮะ แฮะ” แค่นั้น.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น