เรื่องสั้นกึ่งสารคดี โดย นวลีย์
สเก็ตท์ภาพน้ำตกริมเปลนอน
1. ฉันเรียนรู้ความน้อมนอบจากการเดินป่า คราวที่เคยทำงานผู้ช่วยวิจัยนกเงือก ป่าไม่เฉลยคำตอบที่เราสงสัยได้ ป่าเพียงแสดงปรากฏการณ์ นำสู่การครุ่นคำนึง หากเราไม่แสดงความน้อมนอบ ธรรมชาติก็ไม่อาจเผยปรากฏการณ์ใดๆให้เราเห็น ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด นั้นคือกฎของธรรมชาติ แล้วในที่สุดป่าจะนำเราเข้าไปถึงดินแดนแห่งความสงสัยใคร่รู้อย่างถึงที่สุด ในความหมายของการมีชีวิตอยู่ ความสับสนในคำตอบของคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบ ว่าเราในฐานะมนุษย์ดิ้นรนวิวัฒน์อารยะธรรมไปเพื่อสิ่งใด หรือเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตนอกรีตที่เร้นลี้ออกมาจากกรอบกำหนดแห่งมารดาโลก
2. ปี 2547 เดือนมิถุนายน เป็นช่วงเวลาที่ฉันตระเวนขึ้นลงภูเขาที่อุทยานแห่งชาติบูโดสุไหงปาดี ในช่วงนี้เราพบรังของนกเงือกหัวหงอกที่ภูเขาโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ห่างจากจุดน้ำตกที่เป็นจุดท่องเที่ยว ขึ้นไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร เสียดายแต่ว่าช่วงนั้นฉันยังกรอบแกรบนัก กรอบแกรบในความหมายว่ายังไม่มีเงินมาก แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังกรอบแกรบอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีก็ประทานกล้องถ่ายรูปมาให้มากมาย กระทั่งกล้องถ่ายรูปในโทรศัพท์มือถือที่ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเย้ยหยันว่า โทรศัพท์กับกล้องมันจะเกี่ยวกันยังไง มันไม่เห็นจำเป็นอะไร หากเราจะถ่ายรูปที่ดีที่สุด เราควรถ่ายจากกล้องถ่ายรูป แล้ววันนี้ฉันกลายเป็นพวกที่ชอบถ่ายรูปแล้วโพสในเฟสบุ๊ค ...ด้วยโทรศัพท์!?
3. ในเช้าของการเดินขึ้นภูเขาเช้าหนึ่ง เส้นทางในพื้นที่ที่สถานการณ์ไฟใต้กำลังเริ่มร้อน ในความครุ่นคำนึงระแวงภัย ระหว่างทางที่ฉันกำมีดไว้เพื่อความอุ่นใจ เส้นทางในป่าสายเล็กๆขนาดคนหนึ่งคนเดิน มี หอยทาก ,กิ้งกือยักษ์,มดป่า และสิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ที่เดินทางไปพร้อมๆกัน ในเส้นทางสั้นๆ ยาวๆ ตามแต่เป้าหมายของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่ป่าบอกกับเราคือ พื้นดินที่เราเหยียบนั้นยังมีอีกหลายชีวิต หรือแม้แต่บ้านของแมลงกลางคืนและงูกะปะ ดังนั้นแต่ละย่างก้าวจึงต้องระมัดระวัง แปลกว่า ความยั่วยวนของป่านั้นทำให้ฉันลืมความกลัวไปชั่วขณะ ความกลัวทำงานด้วยตัวของมันเองด้วยเชื้อเพลิงที่แสนไว ในความอ่อนไหวของจิตใจที่ไม่สงบนิ่ง ดูคล้ายเสือร้ายเดินผ่านไปมาในมโนภาพ ในเงามืดครึ้มของเส้นทางในป่า สองข้างทางที่โอบคลุ้มด้วยไม้ชั้นล่าง แม้การเดินขึ้นเขาไปจุดเฝ้านกเงือกในครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่สัญชาตญาณ บางอย่างทำให้สติฉันตื่นอยู่เสมอ ในทุกครั้งที่เดินป่า การเดินป่าคนเดียวทำให้เราได้พบกับ ตะกอนความหวาดกลัวที่นอนนิ่งอยู่ในใจ เรื่องเล่าของรุ่นน้องในพื้นที่คนหนึ่ง บอกว่าจุดที่ ครูปรีชา แซ่ลิ้ม ถูกฆ่าตายก็ไม่ไกลจากที่นี่นัก แล้วคนที่ฆ่าก็เป็นคนแถวๆนี้ ครูปรีชา ถูกโจรเรียกค่าไถ่จับไป เป็นข่าวดังเมื่อสัก20 ปีก่อน ตะกอนความคิดผุดพราย ทั้งความกลัวระคนเสน่ห์ยั่วยวนของป่าอันเร้นลับ ทำให้แต่ละอย่างก้าวช่างหฤหรรษ์อย่างพิสดารนัก
ภาพแนวเขาโต๊ะเด็ง บูโดสุไหงปาดี
4. ทันใดนั้น! ฉันสัมผัสได้ด้วยหูและจมูก ทางข้างหน้าที่ร่มครึ้มมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวผิดแปลก ฉันหยุดเดินแล้วเร้นกายอย่างปกติ ไม่หมอบคลานให้มีพิรุด แค่เดินเลี่ยงอยู่ตรงพุ่มไม้ข้างทาง กลิ่นเหงื่อของมนุษย์มาพร้อม เสียงผู้ชายพูดภาษามลายูดังฮึมฮัม พวกเขาน่าจะมีมากกว่า 2 คน ห่างจากที่ฉันยืนเร้นอยู่สัก 200 เมตรโดยประมาณ ฉันกำมีดแน่นขึ้น ปลดกระดุมด้ามมีดพร้อมสำหรับถอดด้ามโดยฉับพลัน ในจุดที่มองค่อนข้างลำบาก พวกเขามาจากข้างบนภูเขาที่สูงชัน ใบไม้และโพลงพุ่มกิ่งไม้บังทางโค้งเอาไว้ สักชั่วอึดใจ ค่อยๆปรากฏชาย 2 คน พวกเขากำลังหาบสิ่งของบางอย่าง ทั้งสองโพกศีรษะด้วยผ้าเก่าๆ ใส่เสื้อแขนยาวมอมแมม มีพร้ายาวสีขาวเหน็บเอว ดูรวมๆก็คือชุดชาวบ้านทำสวนโดยทั่วไป แต่เป็นไปได้ว่าคนข้างหลังอาจสะพายปืนด้วย นั้นไง มันเป็นปืนจริงๆด้วย ส่วนฉันนั้นอยู่ในชุดเดินป่ารัดกุม มีกล้องส่องนก เป้สะพาย หมวกแก๊ป และสิ่งหนึ่งที่ดูแปลกแยกคือสวมแว่นตา ความคิดเริ่มทำงานอีกครั้ง หรือพวกนี้กำลังขนอะไรบางอย่างที่ผิดกฎหมาย พวกอาวุธปืน หรือสารตั้งตนเพื่อผลิตยาเสพติด หากเราเผชิญหน้ากันตอนนี้ เป็นไปได้ว่าฉันอาจถูกฆ่าปิดปาก ศพของฉันจะตกเป็นอาหารของหนอน หอยทาก และจุลลินทรีย์ และคนที่บ้านพ่อแม่ต้องโศกเศร้าเพียงไร เรื่องเล่าของครูปรีชาทวนทบด้วยตัวของมันเองอย่างรวดเร็ว “ซ่อนตัวดีไหม?” นั้นเป็นประโยคคำถามในใจ พวกเขาเริ่มใกล้เขามา “ทำไมไม่รีบซ่อนตัว ?” ความคิดเอาชีวิตรอดเริ่มทำงาน แต่ความรู้สึกกลัวทำให้ฉันนิ่ง หากซ่อนก็ต้องรีบเสียในตอนนี้ เสียงฝีเท้าของพวกเขาเดินใกล้เข้ามา เสียงย่ำบนใบไม้ เสียงขากางเกงกระทบใบไม้พุ่มเตี้ย ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วเสียงคนใดคนหนึ่งร้องถามเป็นภาษามลายู ถามว่า “จะไปไหน” แย่ล่ะ พวกเขาเห็นฉันเสียแล้ว ฉันออกมาจากพุ่มไม้ข้างทางบอกพวกเขาว่า “จะไปดูนกหัวหงอกที่บนภูเขา” เขาถามต่อไปว่า “พาข้าวห่อไหม” ฉันบอกว่า “พา” เขายืนฟักสะตอหนึ่งพวกให้ฉันเอาไปกินกับข้าวห่อ ฉันกล่าว “ขอบคุณ” ไม่ทันพูดอะไรมาก พวกเขาเดินหาบสะตอผ่านไป ทั้งสองเดินลงภูเขาอย่างกระฉับกระเฉง และในระหว่างที่ความงงเข้ามาแทนที่ความกลัว ความคิดที่ว่าฉันควรเชื่อมสัมพันธ์พวกเขาไว้ดีไหม มันก็ไม่ทันเสียแล้ว อย่างน้อยฉันรู้สึกโล่งใจขึ้น และความครุ่นคำนึงก็เริ่มกลับมาตั้งต้นใหม่อีกครั้ง
5. เมื่อถึงซุ้มดูนก บริเวณลานน้ำตกมีน้ำจากหลายๆสายไหลผ่านโขดหินที่ชุ่มชื้นทั้งเฟิร์นและไลเคนเกาะคลุมเป็นพรมนุ่ม สีเขียวกระทบแสงที่ไรลอดร่มไม้ใหญ่ ระยิบคลื่นธารน้ำใสส่องเงาน้ำเคลื่อนไหวที่ฉากม่านใบไม้เหนือขึ้นไป น้ำสายเล็กไหลมารวมกัน ฉันเดินไปสังเกตลานใต้ต้นที่มีรังของนกหัวหงอกเพื่อเก็บข้อมูล ก่อนกลับเข้ามานั่งสงบใจในซุ้มดูนก ฉันนั่งพิจาณามีดพกแล้วรู้สึกขำ เพราะมันขึ้นสนิมน้อยเหมาะใช้ผ่าฟื้นมากกว่าต่อสู้กับอะไรทั้งสิ้น มองฟักสะตอที่แขวนไว้อย่างครึ้มใจว่ากับข้าวมื้อเที่ยงนี้พิเศษนัก กว่าครึ่งวันในซุ้มบังไพร เสียงของธรรมชาติประสานกันตามกาละแห่งป่า จากเช้า ,เที่ยงถึงบ่าย กล่อมเกลาให้รู้สึกเบาใจ เสียงป่ายามบ่ายเริ่มร้องเตือนให้ฉันเดินกลับบ้านพักที่อุทยานได้แล้ว หากช้าไปกว่านี้ อาจต้องเดินดงตอนกลางคืน
6. ในเย็นที่เส้นทางเริ่มมืดครึ้ม ระหว่างทาง ฉันเริ่มกำด้ามมีดไว้แน่นอีกครั้ง ความอยากในตัวตนร้องอกว่า “ขอดาบวิเศษสักด้าม ขอทองคำที่ซุกซ่อนไว้ ขออำนาจวาสนา ขอสาวงามที่เร้นกายในไพรพฤกษ์ ขอความรักอันไม่จบสิ้น ซึ่งทุกสิ่งอาจซุกซ่อนอยู่ในโพรงถ้ำที่ไหนสักแห่ง และขอวิชาตัวเบาที่ฉันจะเหยียบไปบนใบไม้ อย่างเบาสบายสู่ที่พัก” ยอดผักกูดยักษ์ที่ธารน้ำกำลังอวดก้านงาม หากลวกแล้วจิ้มน้ำพริกรสชาติจะกรอบหวานมาก แต่ฉันไม่มีแก่ใจจะเก็บอะไรไปเสียแล้ว ตะวันลับแมกไม้ที่ยอดเขาโต๊ะเด็งไปแล้ว แต่เสียงป่าสั่งให้ละวางความอยากในตัวตน คล้ายป่าร้องกู่เสียงหัวเราะของผีสางว่า ...ให้เท้าฉันเร่งเดิน ให้มือฉันกำด้ามมีดไว้มั่น.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น