เกมบอกว่า “มานพเขายังไม่ถึงเวลา”
เรื่องสั้น ขนาดสั้น ภาพเรื่องโดย นวลีย์
เรื่องสั้น ขนาดสั้น ภาพเรื่องโดย นวลีย์
1. คนสนิทกันนั้น หากเขาตายไปได้สักหนึ่งเดือน คนสนิทกันที่ยังมีชีวิตอยู่มักพูดถึงเขามากขึ้นในช่วงนั้น
ว่ากันว่า จิตวิญญาณของสิ่งที่เราพูดถึงมักมาอยู่ใกล้ๆเสมอ
ในยามที่เราพูดถึงสิ่งสิ่งนั้น คนเราไม่ค่อยปล่อยว่างอะไรง่ายๆ
สำหรับคนที่ตายไปแล้วนั้นใครจะไปรู้ ที่แน่ๆคนที่เหลืออยู่ต่างหากที่ไม่ย่อมปล่อยวางคนที่ตายไปแล้ว
และเราจะรู้สึกว่าเขาอยู่ใกล้ๆด้วยตัวเองเท่านั้น...เท่านั้นจริงๆ
2. น้องคนหนึ่งชื่อเกมบอกว่า “สิ่งสุดท้ายที่มานพเห็นในชีวิต
คือท้ายของรถสิบล้อ” ฉันบอกว่า “เออจริงสินะ!ถ้าอย่างน้อย เป็นบั้นท้ายของพยาบาลสักคน ก็คงดีกว่า” อดคิดถึงความตายของตัวเองไม่ได้ ฉันตัดสินใจว่า “จะอย่างไร
ก็อย่างไร ฉันขอเลือกตายอย่างสงบที่บ้าน” ท่ามกลางลูกหลานห้อมล้อม
แล้วก็สั่งเสียกันก่อนตาย อาจมีน้ำตาและเสียงหัวเราะของลูกหลานเกเรเกตุงบางคนบอกว่า
“ปู่ครับผมรักปู่ ชาตินี่ผมทำความดีไม่ทันให้ปู่เห็น ชาติหน้าจะขอมาเกิดเป็นหลานปู่อีก ” ฉันจะยิ้มตอบรับเขาเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้าย
3. ย้อนกลับมาที่เดิมที่ลานสวนหลังบ้าน เรายังคุยกันถึงการจากไปของมานพ ประมาณหนึ่งว่า เขายังเดินไปเดินมาอยู่แถวนั้น เพราะเขายังไม่ถึงเวลาที่จะจากไป มันกะทันหันเกินไป ควันไฟจากฟืนไม้ทีก่อไว้ต้มกาแฟทำฉันแสบตา น้ำตาซึมของฉัน ฉันเริ่มคิดถึงมานพ แล้วก็เริ่มตระหนักว่า เรากำลังทำงานแข่งกับเวลา
งานที่ฉันเองก็อธิบายไม่ถูกว่ามันคืออะไร เพราะมันดูไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
กับผลลัพธ์อันสะเปะสะปะ กับการเดินเที่ยวตามสวนป่าท้ายหมู่บ้าน
ก่อกองไฟต้มน้ำกินกาแฟ แล้วตั้งวงเล่นดนตรี แล้วพวกเราก็แยกย้ายกันไป อย่างไม่ใยดีตัวชี้วัด แต่เราก็อาจเบาใจสักกึ่งหนึ่งว่า ทุกอย่างถูกจัดวางไว้แล้ว โดยพระธรรมชาติเจ้าอันยิ่งใหญ่ เราจึงไม่ควรเร่งรัดจนเกินไปในฐานะมนุษย์น้อย
“มนุษย์น้อยธรรมดาๆ” แต่นั้นล่ะ
เด็กวัยรุ่นหนึ่งคนตายไป!เด็กน้อยที่เคยวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ มานพเคยมาเล่นที่ที่เรานั่งคุยกัน เขาเคยขึ้นไปนั่งบนห้างส่องนกห้างเล็กๆที่พวกเราช่วยกันทำขึ้นที่สวนหลังบ้าน พวกเขาเกม มานพและคนอื่นอีกหลายคนมักมาเล่นที่นี่
จนกระทั่งโลกที่สนุกกว่าดึงพวกเขาไป โลกของผู้ใหญ่วงสุราประสาสะ หากเกมเชื่อเรื่องผีสักนิด ฉันคงบอกเขาว่าเราจะลองทำพิธีเชิญดวงวิญญาณของมานพดีไหม
และพวกเราโดยส่วนใหญ่มักกล้าหาญกับเรื่องผีเสมอในตอนกลางวัน
4. มีลมอ่อนๆ กิ่งทางใบละไมไหวเอื้อย ต้นละไมสูงร่มครึ้มมีใบแห้งเต็มลาน
...ทุกอย่างนั้นก็ปกติดีสำหรับเวลาบ่าย สุนัขไม่ได้หอนด้วย กลางวันแสกๆ ไม่มีอะไรมาทำให้เราสัมผัสได้ว่า ผีหรือวิญญาณมานพมาหาเรา ดังนั้นขนเราจึงไม่ลุกอีกด้วย เรายังคุยกันถึงเรื่องมานพ พูดถึงความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน กลอนสัปดนที่เขาเคยไปแอบเขียนไว้ที่ห้องน้ำของแม่ชี
คราวที่บวชเณรภาคฤดูร้อน นั้นคือเป็นผลงานด้านลบของมานพ ส่วนผลงานด้านบวกในความเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน
เขาเคยเขียนคำขวัญของหมู่บ้าน ตั้งแต่อายุน้อยๆ
คนเขียนคำขวัญหมู่บ้านได้ตั้งแต่อายุน้อยย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
เขาเคยแสดงบทบาทของมัคคุเทศก์ประจำหมู่บ้าน แม้ครั้งหนึ่งมานพเคยบอกฉันว่า
“พี่นั้นชอบคิดอะไรเกินจริง” คราวที่ฉันบอกกับมานพว่า เราสร้างหมู่บ้านของเราให้กลายเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวแบบในโทรทัศน์
แล้วพวกเรานี่แหละเป็นคนนำเที่ยว ...ฉันคุยกับเกมจากบ่ายจนใกล้ค่ำ
และเรามั่นใจว่า มานพอาจอยู่ใกล้ๆ แม้เกมจะแสดงจุดยืนชัดเจนว่า เขาเชื่อในวิทยาศาสตร์ และหากเขาจะเชื่อเรื่องผีก็ควรมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ
ดังนั้นพอตกค่ำตะวันคล้อย เราจึงตัดสินใจแยกย้ายกันกลับบ้านทิ้งลานกาแฟที่สวนหลังบ้านไป
แล้วถ้ามานพเขามาจริงๆ เขาก็คงมึนงงในการแยกย้ายไปเสียเฉยๆอย่างนั้น
5. มานพไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ
หากความตายเป็นเรื่องธรรมดา พ่อกับแม่ของเขาถูกยิงเสียชีวิตในสวนยาง
เขาตายในช่วงห้าปีให้หลังจากนั้น
เหลือน้องหนึ่งคนอยู่กับปู่ย่าและทวดซึ่งอายุมากแล้ว
เขาตายในขณะที่เป็นกำลังหลักช่วยงานครอบครัวคือน้องชายปู่ย่าและทวด การตายด้วยอุบัติเหตุของเขาไม่ธรรมดาแน่ๆ คงเป็นบทเรียนให้เด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านอีกด้วย
เขาไม่ได้ฝากอะไรไว้ให้พวกเรามากมาย นอกจากสิ่งละอันพันละน้อย เช่น แผ่นป้ายที่เขาเขียนไว้ตอน ป.6 รอยระบายสี ภาพวาดแบบเด็กๆ ต้นไม้ที่เขาปลูก คลิปวีดีโอ และภาพถ่ายเก่าๆ ฉันกับเกมเราคุยกันว่ารออีกสักหนึ่งปีเราจะจัดงานรำลึกมานพ
ในความเป็นเพื่อนระหว่างเกมกับมานพ ฉันไม่อาจเข้าใจได้ว่า
สิ่งที่พูดกันเหมือนล้อเล่นนั้น เกมเขาจะรู้สึกหว้าเหว่เพียงไร เพื่อนที่เรามักเห็นภาพเขาเสมอเมื่อเรานึกถึงวัยเด็ก ภาพของเขาคนนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาแทบทุกสถานการณ์ทั้งสุขทุกข์
เมื่อความเป็นผู้ใหญ่ทำให้ความรู้สึกของฉันดิบด้านมากขึ้น
และเพื่อนในวัยเยาว์คงไม่มีความหมายอะไรมากมายนัก จึงไม่อาจเข้าใจความรู้สึกเช่นนั้นได้มากนัก
6. เราพูดถึงเขามากขึ้นเมื่อเขาตายไปได้สักหนึ่งเดือน
ว่ากันว่า สิ่งที่เราพูดถึงมักมาอยู่ใกล้ๆ
และหลังจากนั้นสองสามปี ผู้คนคงพูดถึงเขาน้อยลง เขาค่อยๆกลายเป็นภาพความทรงจำที่เป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดไป
คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็คงพูดคุยในสิ่งที่เขาพบเจอ
และความจริงก็คือ เมื่อเราตายนั้น ผู้คนอีกมากมายยังมีชีวิตอยู่ คนที่มีชีวิตอยู่คือคนที่ยังมีเวลาเหลืออยู่ ชีวิตคือเวลา หากเวลาของเราหมด ชีวิตของเราก็หมด มีบางคนบอกว่ามานพเขายังไม่ถึงเวลา หากใครสักคนถามว่าความตายคืออะไร ฉันยังยืนยันอย่างอหังการว่า ฉันไม่เชื่อในความตาย แม้ฉันรักตัวกลัวตายมากเพียงไร หรือใครสักคนอาจให้ตอบเราได้? เราจะหาคำตอบได้อย่างไรว่าชีวิตอาจมากกว่าลมหายใจ?

ตามมาอ่าน
ตอบลบ