โรงเรียนสันติวิธี:ความเป็นไปได้ในการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมกันที่ชายแดนใต้
โดยนวพล ลีนิน
โดยนวพล ลีนิน
เชื่อหรือไม่ว่า สังคมน่าอยู่ขึ้นทุกวัน
สังคมดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อยในการเคลื่อนไหวแบบ ก้าวถอยหลัง 3 ก้าว เพื่อ ก้าวกระโดดไปข้างหน้า 5 ก้าว ?
ลองสมมติว่าหากผู้คนยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนทั้ง
ผู้ชาย ผู้หญิง คนแก่ คนพิการ คนหนุ่มสาวและเด็กมีสิทธิในการแสดงส่วนร่วมต่อโลกที่เขาอาศัยอยู่
รากฐานของสังคมและชุมชนคือคุณภาพชีวิตของผู้คน
ในสังคมที่เข้มแข็งกติกาที่วางไว้จึงได้รับความเคารพ
ความเคารพในสิทธิและหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น
ดังที่กล่าวมานี้ทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระบวนการเรียนรู้ของแต่ละสังคมนั้น การเรียนรู้ที่สามารถสร้างความตระหนักได้ว่า
“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในตัวแห่งตน” จากจุดเล็กๆในบ้าน สู่โรงเรียน
และการเรียนรู้ด้วยการใช้ชีวิตในชุมชน ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างยิ่งในการสร้างความน่าอยู่ให้กับชุมชน
สำหรับเด็กและเยาวชนโรงเรียนมีความสำคัญมาก ปัญหาที่จำเป็นต้องให้ความสนใจคือ
เหตุใดโรงเรียนจึงไม่สามารถสร้างพื้นที่ที่น่าอยู่ให้กับเด็กนักเรียนบางกลุ่ม
ทั้งที่มีการกล่าวกันว่าโรงเรียนเปรียบเหมือนบ้านหลังที่2 บ้านซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งสร้างการเรียนรู้ที่จำเป็นในการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจในตัวตน
และยังสามารถสานความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้
“โรงเรียนสันติวิธี”เป็นแนวคิดในการสร้างการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์
เน้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน นักเรียนกับนักเรียน โรงเรียนกับชุมชน
โดยนำแนวทางสันติวิธีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการโรงเรียน
และปรับกระบวนการเรียนการสอนในแต่ละรายวิชา
วิธีการสอนที่มุ่งสร้างพฤติกรรมมากกว่าการเร่งเร้าให้นักเรียนเป็นในสิ่งที่เขาอาจยังไม่เข้าใจ
โรงเรียนสันติวิธีเป็นโรงเรียนที่พร้อมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับนักเรียน
พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น พื้นที่การมีส่วนร่วม พื้นที่ปลอดภัย
นำสู่การสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ในวิชาพื้นฐานได้ดีขึ้นด้วย
ในช่วงกว่า 2 ปี (พ.ศ.2553-2555)ที่ผ่านมา
ผู้เขียนในฐานะผู้จัดการโครงการได้ลงพื้นที่โรงเรียนมัธยมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
จากการลงพื้นที่โรงเรียนเป้าหมาย 12 โรงเรียน ในพื้นที่ 3 จังหวัด 9
ได้แก่
อำเภอกะพ้อ, อำเภอสายบุรี, อำเภอเมือง, ของจังหวัดปัตตานี อำเภอยะหา, อำเภอรามัน,
อำเภอเมือง, ของจังหวัดยะลา และ อำเภอรือเสาะ, อำเภอสุคิริน, อำเภอเมือง,ของจังหวัดนราธิวาส
โดยโครงการกำปงซือแนเป็นหนึ่งในโครงการของสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล
และองค์กรร่วม 2 องค์กร คือมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และองค์กรช่วยเหลือเด็ก(Save
the Children) มีเป้าหมายเพื่อการส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ให้กับเด็กในพื้นที่เป้าหมาย
ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน และชุมชน ด้วยการใช้แนวทางด้านสันติวิธี สิทธิเด็ก
และวินัยเชิงบวก(Positive Discipline) โดยในส่วนของโรงเรียน
ในช่วงเริ่มต้นได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน
จัดสนทนากลุ่มกับคณะครูในโรงเรียน และจัดการสนทนากลุ่มกับนักเรียน
ก่อนการนำกิจกรรมในโครงการเข้าไปส่งเสริมในโรงเรียน
โรงเรียนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นโรงเรียนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงโดยตรง
ตลอดระยะเวลาในพื้นที่การต่อสู้ นับจากอดีตการต่อสู้ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน
จนกระทั่งถึงช่วงเหตุการณ์รุนแรงระลอกใหม่นับจากปี 2547 เป็นต้นมา
โดยกลุ่มขบวนการที่ถือแนวทางชาตินิยมมลายู
ถือว่าโรงเรียนเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐไทย
โรงเรียนไทยในภาษาที่ชาวไทยเชื้อสายมลายูปัตตานีเรียกคือ “ซึกอเลาะซีแย”
หมายถึงโรงเรียนสายสามัญของรัฐบาล ที่แฝงเร้นนโยบายกลืนกรายวัฒนธรรมมลายูแฝงอยู่ ดังนั้นโรงเรียนและบุคลากรทางการศึกษาจึงตกเป็นเป้าหมายของการก่อเหตุร้ายมาโดยตลอด
ทั้งการเผาโรงเรียน ฆ่าและทำร้ายครู การข่มขู่คุกคามครูในรูปแบบต่างๆ จากคำบอกเล่าส่วนของครูผู้หญิงซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีน
ที่เกิดและเติบโตในพื้นที่อำเภอระแงะจังหวัดนราธิวาสเล่าว่า “ พวกเขานำมีดที่เปื้อนเลือดมาวางบนโต๊ะทำงานของเธอ
แล้วเธอก็เห็นไก่ที่ถูกแขวนแทนที่ธงชาติ...หลังจากนั้น พี่ก็ขอย้ายออก
พอย้ายไม่ได้ก็ไม่กล้าเข้าไปสอน ไม่นาน ผอ.โรงเรียนใกล้ก็ถูกยิง ...” อีกหลายเรื่องราวในสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความกลัว
ความหวาดระแวง เป็นเรื่องที่น่าสนใจในการปฏิบัติหน้าที่ของครูว่ามีวิธีการใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ได้อย่างไร
ความรู้สึกโดยรวม ความหวังต่ออนาคตทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างไร
ที่สำคัญคือ ความท้าทายว่าครูในพื้นที่มีมุมมองในแนวทางสันติวิธีเช่นไรในสถานการณ์ที่กำลังครุกรุ่นเช่นนี้
แม้คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนโดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธี
แต่ความต้องการความปลอดภัยย่อมสำคัญกว่า ในขณะนี้สันติวิธีจึงยังไม่สามารถเป็นทางเลือกที่สร้างความเชื่อมั่นแก่คุณครูในพื้นที่ได้
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าครูจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
อีกทั้งการแข่งขันทางวิชาการของโรงเรียนในประเทศไทยในปัจจุบัน
การเร่งสร้างผลงานของครู
ทำให้คุณครูมองว่าหากนำแนวทางสันติวิธีมาปรับใช้กับกระบวนการเรียนการสอน
อาจทำให้คุณภาพหรือความเข้มข้นในเนื้อหาวิชาลดลง ในวงสนทนากลุ่มกับครู
มีคำถามที่ว่า ครูคิดอย่างไรกับสุภาษิตไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี”
ครูโดยส่วนใหญ่ยังให้ความเชื่อมั่นกับสุภาษิตนี้
โดยเห็นว่าการสอนที่ดีต้องเข้มงวดกวดขันกับนักเรียน
ในส่วนของประเด็นการส่งเสริมเรื่องสิทธิเด็ก โดยภาพร่วมครูให้ความสนใจในเรื่องสิทธิเด็ก
ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ
โดยกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนได้รับนโยบายเบื้องต้นมาแล้ว
การปรับใช้ในโรงเรียนยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรมมากนัก โดยครูส่วนหนึ่งมีข้อกังวลว่า
การส่งเสริมสิทธิเด็กโดยไม่สร้างความเข้าใจเรื่องหน้าไปด้วย
อาจเป็นสาเหตุให้นักเรียนรวมกลุ่มกันเรียกร้องสิทธิมากจนเกินไป
และอาจส่งผลกระทบต่อการจัดการระเบียบวินัย
เกี่ยวโยงไปถึงเรื่อปัญหาพฤติกรรมเรื่องเพศและยาเสพติด
อย่างไรก็ดี
หลายโรงเรียนเปิดรับในกิจกรรมสร้างสรรค์จากองค์กรภายนอก แม้ในมุมมองของครูในโรงเรียนซึ่งเป็นหน่วยงานราชการมีความกังวลต่อกลุ่ม
NGO ที่เข้ามาทำงานในพื้นที่ โดยกังวลว่า
องค์กรเหล่านี้อาจนำประเด็นต่างๆที่เกิดขึ้นในโรงเรียนไปเผยแพร่สู่สื่อสาธารณะ
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของโรงเรียน อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมากิจกรรมที่โรงเรียนเปิดรับเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนกิจกรรมของโรงเรียน
หากสร้างผลงานหรือชื่อเสียงให้กับโรงเรียนก็เป็นเรื่องดี
และหากกิจกรรมที่องค์กรภายนอกเข้าไปส่งเสริมในโรงเรียนสามารถสร้างผลงานเชิงประจักษ์ได้
ตัวอย่างเช่น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียน สร้างแกนนำที่ช่วยเหลืองานของโรงเรียนได้
พบว่าทางโรงเรียนยินดีให้ความร่วมมือมากขึ้น
อีกสาเหตุหนึ่งของการไม่ให้ความสำคัญกับองค์กรจากภายนอกคือ
หน่วยงานราชการในพื้นที่ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง
ที่ใช้สายงานในระบบราชการประสานงาน โครงการหลายๆโครงการของหน่วยงานราชการที่มุ่งกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชน
กิจกรรมค่ายที่ไม่ได้วางกระบวนการที่เหมาะสมสำหรับเด็ก
กระบวนกรที่ทำงานกับผู้ใหญ่เล่นเกมสองแง่สองงาม
เกมหรือกระบวนการที่คุกคามความรู้สึกของเด็ก
หรือกระทั่งมาร่วมกิจกรรมเซ็นชื่อแล้วรับเงินค่าเดินทางกลับบ้าน
ส่งผลกระทบต่อช่วงเวลาในการจัดการเรียนการสอนของครูและนักเรียน เกิดปัญหาการตั้งแง่ว่าโครงการที่ผ่านมามีเบี้ยประชุม
มีเบี้ยเลี้ยง เป็นต้น ในส่วนนี้เองที่สะท้อนให้เห็นว่า
สายสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่
หัวหน้าหน่วยงานที่ยังไม่เห็นด้วยกับแนวทางสันติวิธี
หรือเห็นว่าการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ในการเข้ามาประสานงานเพื่อจัดกิจกรรมของเจ้าหน้าที่ดังกล่าว
อาจสร้างทัศนคติในเชิงลบให้กับแนวทางสันติวิธี จากการพูดคุย
พบว่าผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูบางท่านมีมุมมองที่เห็นว่าสันติวิธีคือการยอมจำนนต่อผู้ก่อเหตุ
โดยให้ข้อเสนอแนะเปรียบเทียบกับการจัดการนักเรียนในโรงเรียนว่า
หากโรงเรียนใช้สันติวิธีกับนักเรียนที่มีพฤติกรรมด้านลบ เท่ากับเป็นการตามใจเด็ก
ซึ่งในการประสานงานกับครูและผู้บริหารสถานศึกษาจำเป็นต้องเข้าใจในวิธีการที่ละเอียดอ่อน
ที่มองข้ามไม่ได้คือวุฒิภาวะของคณะทำงาน
ว่าทำอย่างไรจึงสามารถทำให้ครูและผู้บริหารโรงเรียนเข้าใจแนวทางสันติวิธีที่แท้จริง โดยไม่ทำให้ท่านเหล่านั้นเกิดความรู้สึกเสียความมั่นใจ
และพูดคุยในความเห็นที่แตกต่างได้ ทำความเข้าใจว่าสันติวิธีไม่ใช่การยอมจำนน
แต่เป็นการหาทางออกร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน
จากการดำเนินโครงการที่ผ่านมา
มีเพียงสามโรงเรียนที่เห็นความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง การขยายผลไปสู่เพื่อนครูยังมีอยู่น้อยมาก
ถือว่าโรงเรียนสันติวิธียังไม่สามารถแจ้งเกิดได้ อย่างไรก็ดี พบความเป็นไปได้ในการทำให้โรงเรียนสันติวิธีเกิดขึ้นได้จริง
โดยการสานความสัมพันธ์กับคณะครูและผู้บริหารโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง
การทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และหากเป็นไปได้คือ
คณะทำงานขององค์กรที่ประสานงานกับโรงเรียน เข้าร่วมรับฟังปัญหาของโรงเรียน ยินดีที่จะร่วมคิดแก้ปัญหาให้กับโรงเรียน
หากโรงเรียนเปิดโอกาส และส่วนที่สำคัญที่สุดคือ พลังของเด็กนักเรียนในโรงเรียน
หากกิจกรรมสร้างสรรค์สามารถดึงแกนนำนักเรียนที่หลบอยู่ในมุมมืด
ให้กลายเป็นแกนนำนักเรียนที่ใช้พลังในตัวตนสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ของโรงเรียนได้ “โรงเรียนสันติวิธี”คือทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
เมื่อเด็กในวันนี้เรียนรู้ว่า เขามีสิทธิที่จะอยู่ร่วมกันในชุมชน
เขามีช่องทางในการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาในชุมชน โดยการเปิดทางจากผู้ใหญ่
ในขณะที่พื้นที่ที่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงเป็นโจทย์ที่เด็กเผชิญอยู่จริงๆในพื้นที่
อาจเป็นไปได้ว่าแรงกดดันนั้น ทำให้พวกเขาค้นพบคำตอบของแนวทางสู่สันติภาพแล้ว
แต่คำตอบเหล่านั้นกลับถูกเก็บไว้ในมุมมืด ใครล่ะจะสามารถเปิดพื้นที่ตรงนี้ได้? “โรงเรียนสันติวิธี”เกิดขึ้นได้หรือไม่
ในฐานะผู้ใหญ่จำเป็นต้องขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง?
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น