ในความเป็นคนธรรมดาเรามีมิตรสหายด้วยกันทั้งนั้น หากในความเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้เราก็มักหาครูบาอาจารย์ ครูทั้งในระบบนอกระบบ มิตรสหายอาจเป็นครูให้กันและกันในฐานะครูไร้ระบบ มากไปกว่านั้นผู้แสวงหาความหมายในชีวิต ย่อมหาครูบาอาจารย์ทางจิตวิญญาณ หรือมิตรสหายทางจิตวิญญาณ คำนี้ฟังดูยิ่งใหญ่ ในความหมายที่ยิ่งใหญ่เช่นกัน เพราะนั้นหมายถึงผู้ร่วมวิพากษ์ทางออกอันซับซ้อนของความหมายของชีวิต แล้วร่วมปลดเปลือยความสงสัยในบางเรื่องที่ อาจเป็นความสงสัยนอกรีตนอกรอยจากสังคมทั่วไป กระทั่งเรื่องจารีตศีลธรรมที่หนักแน่น กับความเปราะบางทางอารมณ์ที่เหย้ายวน จนความแปลกแยกที่เราอาจต้องหาครูทางจิตวิญญาณที่สามมารถสร้างความสมดุลให้กับชีวิต
หากพูดถึงเขาใหญ่ผมคงโอ่ออกรสได้ว่า “อ๋อเขาใหญ่รึ ไปมาหลายครั้งแล้ว” แล้วอาจสอดเสริมหากได้ฟังใครๆสนทนาถึงเขาใหญ่ “...อย่างผาเดียวดาย มันสวยจริงๆนะ ลมพัดเย็นมองไปเห็นทิวเขาที่โอบเว้า หากส่องกล้องกันดีๆ ก็อาจเห็นไกลไปถึงยอดตึกใบหยก” นั้นก็น้อยหนึ่งในความรู้ผิวเผินที่ตัวเองได้สัมผัสเขาใหญ่มา เขาใหญ่อาจเป็นปฐมบทของนักท่องไพร ถนนที่ตัดผ่านกลางเขาใหญ่จากทางปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ถึง เมืองปราจีนบุรี สายถนนที่ตัดจากเส้นใหญ่ไปตามจุดท่องเที่ยวต่างๆบนเขาใหญ่ หรือตัวแค้มป์ ตัวอาคารที่พัก บ้านพัก สำนักงานต่างๆ ที่สร้างขึ้นใหม่ อาจเป็นมุมมองที่ปรามาสว่า เขาใหญ่ในปัจจุบันเหมาะเป็นที่ท่องเที่ยวมากว่าจะเดินป่าประเภทบุกน้ำลุยโคลน หรือเหมาว่าที่นี่แค่สถานที่ท่องเที่ยวพื้นๆที่นักท่องเที่ยวพื้นๆชอบกางเต็นท์กินเหล้าประสาคนเมือง เนื่องจากระยะทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพขับรถมาสักสามสี่ชั่วโมงก็ถึงใจกลางเขาใหญ่ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์เขาใหญ่ดูบอบช้ำ จากการสนองความอยากเสพสมบรรยากาศสราญไพรของบรรดามนุษย์เราๆท่านๆโดยทั่วไป
ช่วงหนึ่งของชีวิต สิ่งดีๆเรื่องหนึ่งของชีวิต เมื่อได้ร่วมกิจกรรมเครือข่ายธรรมชาติ ได้รู้จักกับมิตรสหายกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ กลุ่มรักษ์เขาใหญ่ทำให้ผู้เขียนได้พบความคิดใหม่ จากเดิมสิ่งที่คิดไปนั้นเป็นการสรุปอย่างผิวเผิน เขาใหญ่ยังมีความลึกในตัวเอง ทั้งสถานที่ทางธรรมชาติ และผู้คนที่สัมผัส การประสานเครือข่ายกิจกรรมเชื่อมจากเขาใหญ่พื้นที่ภาคกลางและอีสาน สู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้ เดินทางแลกเปลี่ยนเยี่ยมเยียนกัน ทำให้ผู้เขียนได้รู้จักผู้คนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยความรักในตัวตนที่มีความสนุก หนึ่งในนั้นมีผู้เป็นที่เคารพนับถือ กระทั่งได้รับคำเรียกขานจากเหล่าเพื่อนพ้องรุ่นน้องและบรรดาศิษย์ว่า “พระอาจารย์”เป็นคำเรียกที่แสดงถึงความเป็นครูมากกว่าหยอกล้อเอาสนุกปาก ท่านผู้เป็นอาจารย์และสหายทางจิตวิญญาณท่านหนึ่งของผม ท่านคืออาจารย์นพรัตน์ พูนเสริม อดีตคุณครูโรงเรียนปากช่องวิทยา ท่านลาออกตามนโยบายเออลีริไทของรัฐบาลเมื่อสัก 7 ปีที่แล้ว หลังจากใช้ชีวิตครูที่สอนศิษย์มากว่า 30 รุ่น จากหนุ่มกรุงเทพที่พึ่งสอบบรรจุครูใหม่ๆ กลับมาหลงใหลในวิเวกแห่งป่าเขาใหญ่ กระทั่งกลายเป็นคนพูดสำเนียงลิ้นเหน่อโคราชไปแล้ว ผมได้พบท่านครั้งแรกที่ค่ายธนรัตน์ บนเขาใหญ่เมื่อราว 5 ปีที่แล้ว เมื่อได้สนทนาจนสนิทใจกัน จึงเรียกท่านว่า “อาจารย์นพ” จนติดปาก เราพบกันในค่ายเยาวชนงานรำลึกช้างที่เขาใหญ่ เมื่องานเสร็จต้องจากกันตามภาระหน้าที่ของแต่ละคน ช่วงที่ผมกลับไปภาคใต้อาจารย์นพมักส่งหนังสือมาให้อ่าน ส่งมาทางไปรษณีย์ โดยมีกระดาษแผ่นเล็กๆเขียนอย่างประณีตทั้งภาษาและตัวอักษร โดยสรุปว่า “อ่านให้จบแล้วค่อยมาคุยกัน” เล่มแรกคือ พลานุภาพแห่งเทพปกรณัม เล่มหนาของโจเซฟแคลพพ์เบลล์ และ บิล โมเยอ และ เรื่องเล่าของพลัง ของนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว หนังสือของอาจารย์นพเปิดมุมมองเรื่องความเชื่อและศรัทธาที่นอนตะกอนนิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดมานานนม ดูคล้ายถูกกวนให้ขุ่นขับบรรดา เทพเจ้า และภูตผี ผู้ที่ถูกหมายตราว่าตัวอุปสรรคสู่นิพพาน ให้ประดาท่านเหล่านั้นออกมาร่ายรำอย่างสนุกสนาน เมื่ออาจารย์นพยืนยันชัดเจนว่าท่านนับถือผี ทั้งหยอกเหน็บว่า “ผมอยู่ฝ่ายอธรรม คุณหวังนิพพานอยู่ฝ่ายธรรมมะ” และนั้นเป็นดั่งพันธะสัญญาที่เราต้องเดินทางไปพบกัน ไม่วันใดก็วันหนึ่งเพื่อพูดคุยกัน
ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2556 เป็นช่วงประชุมปิดโครงการที่ผมทำงานในตำแหน่งผู้จัดการโครงการมาสามปี โดยคณะทำงานเลือกสถานที่จัดประชุมสรุปโครงการ ณ รีสอร์ทแห่งหนึ่งที่ปากช่อง เป็นช่วงว่างวรรคของชีวิต การเดินทางเพื่อไขปมทางจิตวิญญาณมาถึงอย่างบังเอิญ แน่นอนว่ามันไม่บังเอิญในกำหนดการณ์ที่ผมวางไว้ในใจ ซึ่งนานมากจนอาจลืมไปแล้ว อย่างไรก็ดีเราต้องนัดแนะกันให้ชัดเจนทางโลกอินเตอร์เน็ต เพราะอาจารย์นพพึ่งใช้เฟสบุ๊คเมื่อไม่นานมานี่ แต่ท่านไม่ใช้โทรศัพท์มือถือมาตั้งแต่มันถือกำเนิดขึ้นบนโลก เมื่อเสร็จประชุมอาจารย์นพขับรถมารับผมออกเดินทาง เราแวะหาอะไรรองท้องกันก่อน ในการเบิกฤกษ์การพูดคุย มีหนังสือเล่นหนามาเพิ่มอีก 2 เล่มคือ “ประวัติมหาสมุทรอินเดีย”ของ ดร.ธิดา สาระยา กับ “รักและบ้าเก็บยา”ของนิพัทธ์พร เพ็งแก้ว ให้ผมหอบกลับไปอ่านเป็นการบ้าน
เราวางแผนการเดินทางกันเล็กน้อยกับช่วงเวลา 2 คืนก่อนออกเดินทาง เส้นทางบนเขาใหญ่จากโคราชข้ามมาปราจีนบุรีเพื่อเยี่ยมเยียนเครือข่ายรักษ์เขาใหญ่ พอดีกับงาน” ลานเพลินฯ” ซึ่งเป็นกิจกรรมเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ในตัวเมืองปราจีนบุรี เย็นวันนั้นผมได้พบความกว้างขว้างของอาจารย์นพ กับภาพผู้คนและลูกศิษย์ลูกหาเข้ามาสวัสดี สำหรับที่หลับนอนในคืออาคารบ้านไร่ซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมจัดสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสมุนไพรของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ เป็นหนึ่งในองค์กรที่สนับสนุนงานกิจกรรมเครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติ ใน คืนนี้เราเปิดวงสนทนาขึ้นที่บ้านไร่ทางขึ้นเขาใหญ่ มีหนุ่มสาวทีมรักษ์เขาใหญ่ที่มาช่วยงาน เข้าร่วมวงสนทนาด้วย7-8 คน ทั้งสาละวนเก็บข้าวของ ลังอุปกรณ์ เดินไปมา อาบน้ำกินข้าว กันตามประสาคนทำกิจกรรม
พี่แขกหนึ่งในนักดนตรีวงรักษ์ พี่แขกไว้ผมยาวในท่วงท่าของโยคีมากกว่าศิลปินนักร้อง พี่แขกเกากีต้าร์ร้องเพลงคลอไปเรื่อยอิ่ง บางคราวเสียงพูดคุยก็เงียบลงอย่างไม่ได้นัดหมาย เมื่อถึงช่วงบทซึ่งของเสียงเพลง เมื่อพี่แขกร้องเพลง “ความรัก”ของน้าหงา คาราวาน เป็นเหตุให้ในวงสนทนา นำโดยอาจารย์นพขอให้พวกเราช่วยนิยามความหมายของความรัก คนละประโยค เด็กหนุ่มสาวกลุ่มรักษ์เขาใหญ่เขินอายเมื่อคำถามมาถึงรอบตนเอง พวกเขาพูดกันสั้นๆ ความรักอาจเป็นสิ่งที่เราไม่รู้ในความหมาย ผู้คนในโลกใบนี้ให้นิยามต่างกันไป สำหรับผมแล้วความรักเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป ในราตรีที่พบเจอ เสียงเพลงสดๆดั่งเตรียมไว้ต้อนรับกันจากพี่แขก ทำผมอดไม่ได้ต้องจับกีต้าร์อีกตัวมาเล่นร่วมกัน บทเพลงนำพาเราไปสู่รอยต่อของคำถาม วงสนทนาที่เราตั้งคำถาม กับคำตอบที่ว่ากันไปในความคิดเห็น และราตรีที่ล่วงเลยไปจนถึงรุ่งสาง
เที่ยงวันต่อมา อาจารย์นพขับรถพาผมออกเดินทางขึ้นเขาใหญ่ สู่จุดหมายปลายทางลานแค้มป์ลำตะคอง คนที่เขาใหญ่หลายคนรู้จักอาจารย์นพ พวกเจ้าหน้าที่บอกไม่เก็บเงินค่าบำรุง แต่อาจารย์นพยินดีที่จะจ่ายเงินมากกว่า นี้คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ผมประทับใจอาจารย์นพ ด้วยท่วงท่าเยือกเย็น เอาใจใส่ให้ความเป็นธรรมกับอารมณ์ความรู้สึกมากๆ ว่ากันไปแล้วตลอดการเดินทางร่วมกัน อาจารย์นพไม่ย่อมให้ผมจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียว เมื่อผมเสนอตัวขอรับผิดชอบค่าข้าวสักมื้อ ท่านอาจารย์บอกว่า “ถึงขนาดต้องทำหนังสือขออนุญาตอย่างเป็นทางการเชียวล่ะคุณ...”
ทุ่งลานกางเต็นท์มีกวางหลายตัว กวางทีนี้เสี่ยงต่อโรคหลายอย่าง เนื่องจากการกินอาหารขยะ ถังขยะตะแกรงเล็กทำไว้อย่างดี ตาชั้นของตาข่ายเพียงชั้นเดียวทำให้ลิงมาคุ้ยเอาขยะได้ ขยะมาจากนักท่องเที่ยวทำให้กวางและลิงติดใจในรสชาติ ขยะที่พวกเราเหล่ามนุษย์นำขึ้นไป เป็นของแปลกใหม่หอมไกล นอกจากกวางและลิงแล้วยังล่อสัตว์หลายชนิดจากดงลึกเข้าอีกด้วย อาจารย์นพส่งถุงเต็นท์ให้ “พิสูจน์ฝีมือ...” ผมนึกในใจว่า...แหม เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ถึงกับต้องทดสอบกันเลยนะ... เมื่อกางเต็นท์เข้าจริงๆ ไขมันหน้าท้องก็เป็นอุปสรรคทำให้การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัวนัก จนอาจารย์นพต้องเข้ามาช่วยพยุงเต็นท์เพื่อให้เสร็จเร็วขึ้น “เวลามาตรฐานในการกางเต็นท์หลังหนึ่งเขาใช้กี่นาทีครับอาจารย์” ผมถาม “ 20 นาทีโดยประมาณกระมัง” อาจารย์นพตอบ “ถ้างั้นก็ยังโอเคอยู่นะครับ แหะๆ”ผมหัวเราะ อาจารย์นพไปผูกเปลที่ต้นไม้ทำท่าจะเอนหลังลงบนเปล แต่ยังนั่งแกว่งๆทดลองดูก่อน
เราวางแผนการร่ายบทกลอนชมดาวข้างกองไฟในคืนนี้ แต่เมื่อกางเต็นท์ได้ไม่นานฝนก็ค่อยๆลงเม็ดตกลงมา รอดูท่าที่สักครู่หนึ่ง อาจารย์นพจึงเก็บเปล แล้วเราก็ช่วยกันยกเต็นท์ไปหลบในห้องน้ำของอุทยาน ห้องน้ำอุทยานบริเวณลานกางเต็นท์ลำตะคองมีมากกว่า 4 หลัง ในหนึ่งหลังมีโถงสำหรับอ่างล้างหน้า ห้องแถวปีกซ้ายเป็นห้องอาบน้ำ ห้องแถวปีกขวาเป็นห้องอาบน้ำ เมื่อฝนหยุดไปได้สักครู่ เราจึงลองยกเต็นท์ออกมาตั้งไว้ลานร่มไม้ ผมคาดการว่าฝนไม่น่าตกแล้ว ผมหันไปทางอาจารย์นพ ในฐานะผู้มีองค์ภูมิความรู้ซึ่งน่าจะพยากรณ์ฟ้าฝนได้ “ผมไม่อาจรู้ได้...”คำตอบของชายวัย 57 ผู้แต่งกายในชุดผ้าม่อฮ่อมสะพายย่ามและผ้าพันคอ ซึ่งท่วงท่าของนักปราชญ์แห่งขุนเขา คำตอบนั้นทำผมเคืองขำเล็กน้อย เมื่อไม่รู้ฟ้าฝนหากรอไปก็เสียเวลาเปล่า เลยตั้งเตาเพื่อต้มน้ำกินกาแฟ อาจารย์นพช่วยหากิ่งไม้แห้งและเศษกระดาษใบเสร็จสมุดจิปาถะมาเป็นเชื้อเพลิง ก่อไฟตั้งเตาได้ไม่นาน ฝนเริ่มตกลงมาอีก แรกๆก็พอทนได้ ร่มไม้พอประทังฝนได้สักพัก แต่เมื่อฝนเริ่มหนักขึ้น เราเลยช่วยกันย้ายเตาและเครื่องเสบียงไปไว้ในห้องน้ำ ทิ้งเต็นท์ไว้อย่างนั้น ระหว่างรอน้ำเดือด เราหามุมนั่งทบทวนตัวเองกันคนละมุมในห้องน้ำ ท่าทางฝนคงตกอยู่อย่างนี้อีกนาน เมื่อน้ำเดือดผมชงกาแฟให้อาจารย์นพและตัวเอง ดื่มกาแฟมองสายฝน
ฝนซาในช่วงบ่ายแก่ๆ กวางออกมาสะบัดตัว อาจารย์นพยืนมองไก่ป่าคู่หนึ่งออกมาหาไซคน เรามองไก่ป่ากันอยู่ห่างๆ ผมผละจากการชมไก่ป่า เดินลงไปที่ริมห้วย นกเงือกพันธุ์นกแก็กคู่หนึ่งออกมาสะบัดคนให้กันอยู่บนกิ่งไม้ตรงต้นไม้ใหญ่อีกฝั่งหนึ่ง ลำตะคองหนึ่งในสายต้นน้ำแม่น้ำชีแม่น้ำมูลมูล ก่อนไหลไปรวมกับสายแม่น้ำโขง น้ำในห้วยลำตะคองที่เขาใหญ่มีสีดำสองฝั่งอุดมด้วยพืชใบพุ่ม ก่อบอน ต้นเฟิร์น หวาย และไม้ยืนต้นใหญ่ มีตะกวดว่ายน้ำอยู่เงียบๆ ลำตัวของมันไหวเบาๆเพื่อดันร่างให้พุ่งไป เวลาว่ายน้ำขาหน้าและขาหลังของตะกวดปล่อยลู่ไปด้านหลัง ผมแอบมอง แล้วชวนให้นึกถึงจระเข้ที่เขาใหญ่ มีคนพบเห็นจระเข้ที่เขาใหญ่ เป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ใครก็ไม่รู้เอามาปล่อยไว้ อาจหวังผลเป้าหมายทางการตลาดการท่องเที่ยว หรือแก้บ่นอะไรสักอย่าง
เมื่อฝนไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเราจึงตัดสิ้นใจจัดที่นอนตรงห้องโถงในห้องน้ำ ที่นอนกำลังพอเหมาะ เราเริ่มเปิดวงคุยกันอีกครั้ง ประเด็นของการบูชาผี หรือเทพปกรณัม ตลอดจนพระเจ้า สองส่วนที่เชื่อมโยงกันระหว่างด้านใน กับด้านนอก เราพูดกันถึงความเชื่อดั้งเดิมที่มีเพศหญิงเป็นศาสดา หมอทรงหมอมดที่เป็นผู้หญิง จากหนังสือ”เรื่องเล่าของพลัง” ของ นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว พลังของความเชื่อความศรัทธาที่มีมาก่อน อันเป็นปฐมบทของการไขปริศนาทางความคิดที่ผมเองคล้ายปลุกจิตวิญญาณอีกด้านให้ออกมาทักทายตัวตนอีกด้านหนึ่ง
การบูชานับถือผีแสดงออกด้วยพิธีสังเวยด้วยไวน์แก้วแรกที่เปิดวางไว้สักครู่ หากคนที่ตายไปแล้วคือ “ผี” เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ บรรดาศาสดา ล้วนเป็นมนุษย์ที่ตายไปแล้ว หากกล่าวต่างกันไปตามตำนาน แยกชั้น พระภูมิเจ้าที่ เทวดา รุกขเทพ อิน พรหม ยม ยักษ์ หรือวิญญาณบรรพบุรุษ ทั้งหมดรวมหมู่อยู่ในศัพท์ที่ถูกเหยียดไปให้ต่ำต้อยด้วยคำว่า “ผี” แม้เรารังเกียจ หวาดกลัว หรือเหยียดเยาะอย่างไรก็ตาม กระทั่งตัวของเราเองก็หนีการเป็นผีไปไม่พ้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง บนกฎของกาลและเทศะ แล้วอภิมหาอภิปรัชญาก็เฟื่องฟุ้งออกมาจากลลมปากของผม อย่างสนุกสนานบันเทิงใจ
อาจารย์นพระหว่างการสนทนาในห้องน้ำที่เขาใหญ่
ไฟนีออน 10 กว่าหลอดส่องแสงสีขาวสว่างทั่วร่มชายคาห้องน้ำ พื้นที่โดยรอบมืดฝน บางครั้งมีเสียงช้าง หรือสัตว์ป่าอื่นๆคำรามมา เตาถ่านส่งกลิ่นอุ่น เรื่องเล่าในชีวิตของคน 2 คนเล่าสู่กันและกันอย่างปลดเปลือย ชีวิตของเราดูเป็นตัวละครที่กระโดดโหลดเล่นอยู่ในหน้าจอฉากสีมืด ที่ตัดกรอบกับแสงขาวทางออกห้องน้ำ เราทั้งสองแลกเปลี่ยนเรื่องราวกันพอสมราคา อาจารย์นพเล่าเรื่องราวชีวิตตั้งแต่วัยเด็ก มารดาหาเลี้ยงส่งตนเรียนด้วยอาชีพกรรมกรในโรงงานยาสูบ ถึงตอนนี้มีบทติดตลกว่า “นี่แหละ! ทำไมผมจึงสูบบุหรี่...” ชีวิตที่ต้องเลือกความรักสองแพร่ง ระหว่างความรักของแม่กับการเลือกเรียนเพาะช่างเพื่อใช้ชีวิตศิลปินตามที่ฝันไว้ ท่านเลือกความรักของแม่ด้วยติดอยู่ในกลุ่มเด็กเก่ง จากเด็กช่างยนต์มาสอบเรียนครู และบรรจุได้โดยไม่ยาก เมื่อบรรจุได้ครั้งแรกที่โรงเรียนปากช่องก็ไม่ยอมย้ายไปไหนอีก เพราะหลงในมนต์ป่าของเขาใหญ่ สมัยก่อนเมื่อเครียดจากงานที่โรงเรียนก็มักขับรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมานอนเล่นบนเขาใหญ่ จนกระทั่งลูกศิษย์ลูกหาร่วมกันตั้งกลุ่มรักษ์เขาใหญ่ ชีวิตในวัยเด็กเป็นเรื่องเล่ายิ้มเปื้อนโศก กับครอบครัวที่ต้องแยกกันไปอยู่คนละที่ พี่ชายพี่สาวต้องไปอยู่กับพ่อ และอาจารย์ตัดสินใจเลือกอยู่กับแม่ ชีวิตครูของอาจารย์นพที่ทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วนในงานทะเบียน ทำงานโดยไม่ได้ขอโอที กระทั่งเออร์ลี้ รีไทน์ออกมาแล้ว อาจารย์นพก็ยังไปช่วยงานทะเบียนที่โรงเรียน โดยให้คำอธิบายว่าเราเป็นข้าราชการทำงานเพื่อในหลวง แม้อาจมีเสียงแซวอยู่บ้างก็ช่างเขา เพราะตนเองมั่นใจว่า หากตายไปแล้วก็สามารถไหว้ศพตัวเองได้อย่างไม่อาย
คำใหม่อีกคำหนึ่งที่อาจารย์นพบอกกับผม นอกจากคำว่า “ยืนยันว่าผมนับถือผี”คือคำว่า “เส้นทางโนบอดี้” นั้นคือเส้นทางไร้ตัวตน นั้นคือสิ่งที่ผมพยายามทำความเข้าใจว่า มันดีหรือไม่อย่างไร? ชีวิตที่เดินทางไปอย่างไร้ร่องรอย บนความว่างเปล่าของชื่อเสียงใดๆ วิถีแห่งเต๋าที่ผมฟังแล้วรู้สึกเบาใจทุกครั้ง
ระหว่างนั้นผมรู้สึกว่าปวดปัสสวะ จึงขัดบทสนทนาไว้ก่อน และขออนุญาตประหนึ่งห้องเรียนประถมว่า
“อาจารย์ครับผมขอเข้าห้องน้ำนะ ...แต่เอะ! เราอยู่ในห้องน้ำแล้วนี้นะ” เราเลยหัวเราะกันกังวาลห้องน้ำนั้น
อาจารย์นพ ต่อท้ายระหว่างที่ผมกำลังทำธุระปะปัง “หิวก็ต้มมาม่า ปวดท้องเข้าห้องน้ำ ง่วงก็นอน แต่ถ้าต้องการเรื่องอย่างว่าก็ต้องรอพรุ่งนี้ จะไปส่งบ้านได้เจอคนรัก ฮ่าๆๆ” และราตรีก็ยังเอื่อยเรื่อยต่อไป กล่อมด้วยเสียงเรไรแมลง นกกลางคืน และสัตว์เล็กใหญ่
“อาจารย์ครับผมขอเข้าห้องน้ำนะ ...แต่เอะ! เราอยู่ในห้องน้ำแล้วนี้นะ” เราเลยหัวเราะกันกังวาลห้องน้ำนั้น
อาจารย์นพ ต่อท้ายระหว่างที่ผมกำลังทำธุระปะปัง “หิวก็ต้มมาม่า ปวดท้องเข้าห้องน้ำ ง่วงก็นอน แต่ถ้าต้องการเรื่องอย่างว่าก็ต้องรอพรุ่งนี้ จะไปส่งบ้านได้เจอคนรัก ฮ่าๆๆ” และราตรีก็ยังเอื่อยเรื่อยต่อไป กล่อมด้วยเสียงเรไรแมลง นกกลางคืน และสัตว์เล็กใหญ่
ในชีวิตหนึ่งหากพบผู้มากด้วยความรู้สักและประสบการณ์ชีวิตสักคน ว่ากันว่า!อย่ารอช้าที่จะติดตามเข้าไปซักถาม เมื่อพบว่าอย่างไรก็ดียังมีคนอื่นที่คิดคล้ายๆหรืออาจคิดต่าง แต่ยอมรับฟังกันและกัน เมื่อนั้นเราจะพบว่าโลกไม่ได้ประทานความเปลี่ยวเหงาหรือแค่ห้องแคบๆมาให้เรา หรือพบใครก็ตามที่ทำให้เราสามารถวางใจได้ว่า โลกก็เป็นโลกอยู่เช่นนี้ แล้วเมื่อเราเปิดใจให้ขยายออกเสียบ้าง โลกก็น่าอยู่ขึ้น.


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น