ไทใหญ่ บทเรียนชาตินิยมที่ไทสยามควรรู้
บทความโดย นวพล ลีนิน
บทความโดย นวพล ลีนิน
ความรู้เรื่องไทใหญ่สำหรับประชาชนคนไทยโดยทั่วไปมีน้อยมาก
ในชุดวิชาประวัติศาสตร์ไทยระดับมัธยมปลายที่ผ่านมา กล่าวถึงความเป็นมาของไทใหญ่ในฐานะพี่น้องหนึ่งในกลุ่มเผ่าพันธุ์
ชาน-ไต โดยลำดับญาติตามความคล้ายคลึงในภาษาพูด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าที่อพยพโยกย้ายจากตะวันตกของจีนโบราญ
ลงมาทางใต้ เลยตลอดไปถึงชายฝั่งทะเลจีนใต้ โดยมากความรู้เรื่องไทใหญ่มักเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์
เมื่อไม่นานมานี้ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรส่วนหนึ่งมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับอาณาจักทางตอนเหนือ
ที่เป็นพันธมิตรร่วมรบต่อสู้กับพม่ารามัน หนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญคือพวกไทใหญ่ ซึ่งยังคงเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่คนเชื้อสายไทยใหญ่มีอยู่ในราชอาณาจักรไทยมานานแล้ว
กล่าวกันว่าชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนกว่า 80 เปอร์เซ็นมีเชื้อสายไทใหญ่ ในอีกหลายๆจังหวัดทางภาคเหนือมีคนเชื้อสายไทใหญ่ดั้งเดิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกันชาวไทใหญ่อีกจำนวนมากที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเมืองไท
เนื่องจากสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลทหารพม่ากับกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่(รัฐฉาน)
โดยเฉพาะหญิงสาวไทใหญ่ซึ่งมีใบหน้าที่สะสวย ผิวพันธุ์ขาวเนียน
ต้องหลบหนี้จากการข่มขืนของทหารพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยหรือต่อไปยังประเทศที่สาม ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องทำงานขายบริการในเมืองใหญ่ของประเทศไทย
อาทิเช่น เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต หาดใหญ่สงขลา บางส่วนอาจทำงานเป็นแม่บ้านและงานอื่นๆตามโอกาสที่มี
![]() |
| เคี้ยวหมากกับหมอยาไทใหญ่ขณะเดินป่า |
ดังนั้นชาวไทใหญ่ในประเทศไทยจึงจัดเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มคนไทใหญ่ที่เป็นพลเมืองดั้งเดิมของประเทศไทยถือบัตรประชาชนไทย
กับกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่เพื่อทำมาหากินและลี้ภัยสงครามสงบสุข
ยังไม่มีบัตรประชาชนไทย อาจพยายามมีบัตรส่วนหนึ่ง
บางส่วนอาจต้องการเดินทางไปหาโอกาสยังประเทศที่3 บางส่วนต้องการทำงานเก็บเงินแล้วเดินทางกลับรัฐฉานในวันที่บ้านเมือ
องค์ความรู้ของประชาชนไทยหรือชาวไทสยามที่รู้เรื่องราวของไทใหญ่มีน้อยมาก
ทั้งที่ประเด็นเรื่องราวไทใหญ่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ
หากศึกษาในสายสัมพันธ์ความเป็นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน
ในภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่น่าสนใจ อาหารการกิน หลักการดำเนินชีวิต
และเรื่องราวของหมอยาไทใหญ่ หมอสมุนไพรพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้ว่า
หมอยาไทใหญ่ยังมีชีวิตทำงานรักษาคนไข้อยู่ในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน
ความเข้มแข็งในการรักษาจารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมที่ยังมีอยู่ในชีวิตประจำวัน
ความเคร่งครัดศรัทธาในพุทธศาสนา ความเชื่อที่สืบสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบ อันเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญในการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์และผู้คนในดินแดนที่ถูกปล่อยทิ้งจากการพัฒนาของรัฐบาลพม่า
ข้อมูลบางส่วนในวิกีพีเดียกล่าวว่า
ไทใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได
ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่อันดับสองของพม่า ส่วนมากอาศัยในรัฐฉาน ประเทศพม่า และบางส่วนอาศัยอยู่บริเวณดอยไตแลง ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า คนไทใหญ่ในประเทศพม่ามีประมาณ 3 หรือ 4 ล้านคน
แต่มีไทใหญ่หลายแสนคน
ที่ได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหนีปัญหาทางการเมืองและการหางาน
ตามภาษาของเขาเองจะเรียกตัวเอง ไต หรือ ไต (ตามสำเนียงไทย)
![]() |
| ภูมิทัศน์ที่งดงามชวนนึกถึงหนังกำลังภายใน |
ในช่วง ต้นปี 2553 ผมโอกาสในการลงพื้นที่ไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่คืออำเภอเมือง
อำเภอเวียงแหงและอำเภอไชยปราการ ไปเป็นเพื่อนว่าที่ภรรยา(ในตอนนั้น)
เธอเรียนต่อปริญญาโทในคณะร่วมระหว่างวิทยาศาสตร์กับเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล
โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีเป้าหมายส่งเสริมใช้สมุนไพร
การผลิตยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการพึ่งพาตัวเองของทางยาคนไทย
งานวิจัยของเธอคือเรื่องหมอยาไทใหญ่
ผมจึงได้โอกาสติดสอยห้อยตามในฐานนะผู้ช่วยวิจัย จึงได้พบกลุ่มเป้าหมายงานวิจัย
คือหมอยาพื้นบ้านและครอบครัวในหมู่บ้านไทใหญ่ ทั้งกลุ่มในตัวเมือง ในหมู่บ้าน
ลงพื้นที่เส้นทางในป่า เสี้ยวหนึ่งเมื่อมาสัมผัสความเป็นไทใหญ่
ผมรู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตของคนไทใหญ่มาก
มันคล้ายกับการเดินทางสู่ดินแดนในรากเหง้าทางจิตวิญญาณ ดินแดนเรื่องราวในม่านหมอกแห่งความจริงและตำนานของเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าไท
ระหว่างที่ภรรยากำลังเก็บพันธุ์ไม้
สาละวนกับการสอบถามข้อมูลหมอยา ผมได้ค้นหาในสิ่งที่สนใจใคร่รู้ของตนเอง
เรื่องราวของกองกำลังจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋งที่เข้ามาจับมือกับไทใหญ่เพื่อจัดตั้งกองทัพ
ความสัมพันธ์ของเจ้ากอนเจิงกับขุนส่า สู่ยุคปัจจุบันผู้นำที่มีมุมมองกว้างไกลคือเจ้ายอดศึก
การต่อสู้ในรัฐชาติฉาน ผมอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงสู่ประเด็นพี่น้องมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ดูคล้ายรัฐฉานของพม่ามีความคล้ายคลึงกับปัตตานี(และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้)
ในความเป็นดินแดนกันชนระหว่างรัฐ อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากยุคหลังอาณานิคมอังกฤษ
หนุ่มสาวไทใหญ่ที่มีความรักชาติเข้มข้น รักษาประเพณีและวัฒนธรรมไว้
ในความภาคภูมิใจบนทาง 2 แพร่งที่ว่า ไทใหญ่ไม่มีเอกราชแต่มีประเพณีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง
คือความเคร่งครัดในศาสนาพุทธ
ประเพณีการแต่งกายที่มีร่องรอยอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่รวมถึงประเพณีที่มีตามฤดูกาลอย่างที่ประเทศไทยมักจัดกัน
หากของไทใหญ่ยังจับต้องและหยิบกินอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่า
ในขณะที่ไทสยามมีเอกราช มีอำนาจอธิปไตย
แล้วก็ต้องแลกกับวิถีชีวิตของตนเองสู่โลกของการแข่งขัน
ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งกระจายมากไปกว่านี้
ป่าเขาลำเนาทุ่งคือจังหวะของการปล่อยวาง เพื่อเสพทัศนียภาพอันวิเศษเบื้องหน้า
มีผู้ประสานงานเกี่ยวกับเรื่องยาสมุนไทยใหญ่ที่เชียงใหม่
เขาชื่อสุธี เขาเป็นประชาชนคนไทย
แล้วก็เป็นผู้สนับสนุนกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ในพม่าด้วย ได้รู้จักเขาเพราะ เขาเป็นผู้ช่วยงานวิจัย ตะลอนพาคณะและคนรักของเรา ลุยป่า ลุยดง
พ่อของเขาเป็นหมอยาไทใหญ่ ที่ไม่ธรรมดาคือเป็นอดีตนายพลของกองทัพเมิงไต(เมืองไท) ปัจจุบันเป็นที่ประธานที่ปรึกษาหรืออะไรสักอย่างนี่แหละของเจ้ายอดศึกผู้นำกองทัพเมิงไต ผมได้รู้จักและพูดคุยกับเขา จนคุ้นเคยประหนึ่งญาติ
แล้วได้รู้ว่าคนไทใหญ่เคร่งศาสนากว่าคนเมืองเชียงใหม่ และคนไทยไทยโดยทั่วไป
เมื่อกลับจากรบชายชาวไทใหญ่จะเด็ดดอกไม้ไปไหว้พระ เมื่อเข้าวัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ
ชายไทใหญ่ส่วนใหญ่จะหันมาถือศีลไม่ฆ่า
ไม่ดื่มของมึนเมา ไม่โกหก
ไม่ผิดลูกเมีย และลักทรัพย์หรือฉ้อโกง คือศีลห้าอันปกติธรรมดานั้นเอง
วันพระเป็นวันที่คนไทใหญ่ปล่อยวางทุกอย่างเข้าวัดแล้วก็ไม่คุยธุระทางโลก คนไทใหญ่ภาวนาด้วยสร้อยประคำ เคยเห็นหมอยาคนหนึ่งสาธิตการนับลูกประคำ
ใช้นิ้วโป้งเลื่อนลูกประคำ
สี่นิ้วรองไว้ที่สายแต่ล่ะลูกภาวนา
อนิจจัง(ความไม่เที่ยงทุกอย่างเคลื่อนไป)
ทุกขัง(ความทุกข์)
อนัตตา(ความไม่มีตัวตน) จนครบรอบแล้วเวียนกลับมาใหม่
ไม่ข้ามตรงปลายที่เป็นหัว
ถึงอย่างไรกระแสทุนก็กระชากหญิงไทใหญ่ไม่น้อยให้เข้าไปทำงานในเมืองเชียงใหม่ ตามเมืองใหญ่
และต่างประเทศ ที่รัฐฉานในพม่า
การกระทำชำเรา การเกณฑ์แรงงาน
การเผาหมู่บ้าน การข่มขืน เกิดขึ้นอยู่ตลอด ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ
ในผู้คนไทใหญ่ คนกลุ่มน้อยต่าง ทั้งชายหนุ่ม กระทั่งเด็กและผู้หญิง
พวกเขากำลังจับอาวุธขึ้นสู้ หากพิจารณาให้มากขึ้น ระยะทางของดินแดนแห่งการสู้รบ
ไม่ได้ไกลจากกรุงเทพมหานคร โดยสารรถยนต์เพียงไม่เกิน 2 วันแน่นอนว่าหากการจัดการความขัดแย้ง
หรือสร้างสันติภาพในพม่าไม่ราบรื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ผู้ประสานงานเล่าว่า “ตอนนี้กองทัพไทใหญ่ไม่ได้มุ่งหวังถึงขนาดเป็นรัฐเอกราช กองทัพเมิงไตเกิดขึ้นเพื่อเอกราชในตอนแรก และเปลี่ยนนโยบายทวงดุลความเหี้ยมโหดที่รัฐบาลปฏิบัติรัฐชานในภายหลัง
คนเชื้อสายไทใหญ่ มีอยู่ไม่น้อย ในภาคเหนือ
อย่างแม่ฮ่องสอนเกือบทั้งจังหวัดมีเชื้อสายไทใหญ่ คนภาคเหนือทั่วไปจะเรียกตัวเองว่าคนเมือง(ล้านนา) เรียกคนภาคกลางว่าคนไทย และไทใหญ่ก็ไม่ถือว่าตัวเองเป็นคนเมือง” ปมของความขัดแย้งหนึ่งที่พบ คือคนเมืองมักเหยียดล้อกลุ่มชนเผ่าอื่นๆหรือชาติพันธุ์อื่นๆ
จนดูเป็นกาลเล่นที่เป็นกันเอง ในกาลเล่นของกาลเวลาด้วยที่ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป ปัจจุบันวัยรุ่นไทใหญ่เดินตามกระแสมากขึ้น ข้อวิตกว่ากระแสจากภายนอกจะเข้าไปเปลี่ยนวิธีชีวิตนั้น ในความเป็นจริงมันเกิดขึ้นนานแล้ว คนไทใหญ่รุ่นใหม่กำลังปรับตัวให้อยู่กันได้กับกระแสการเปลี่ยนแปลง ผู้ประสานงานเล่าต่อว่า “มีพระไทใหญ่ที่ได้ทุนจากเจ้ากอนเจิง(อดีตผู้นำผู้ล่วงลับ)ไปเรียนจบปริญญาเอกที่ออกฟอร์ด
ที่เดียวกับนายกฯ(สมัยคุณอภิสิทธิ์)
แล้วก็สร้างวัดไทยที่นั้นโด่งดังพอสมควร
แต่ด้วยความเป็นไทใหญ่ก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับจากรัฐไทย...ไทน้อยเท่าใดนัก และไทใหญ่ก็ยังมีความเป็นไทใหญ่ ในขณะที่ไทน้อยตั้งความหวังจะไปฟุตบอลโลก”
ในบทสนทนาทีย้อนเข้าหาความเป็นตัวตน เราต้องเสียบางสิ่งเพื่อแลกกับบางสิ่ง คือตัวตนที่ถูกกลืนกินเพื่อเข้าสู่สังคมโลกอันเป็นสากล เรามีเอกราชแต่
เราก็ไม่รู้ว่าความเป็นเราอยู่ตรงไหน
และเราจะนุ่งโจงกระเบนผ้าม่วงในโอกาสพิเศษมากกว่าวิถีชีวิตประจำวัน เรามีฐานการผลิตเพื่อเสริมพลังทางเศรษฐกิจแต่เราได้มลพิษตามมา เราหวังเป็นหนึ่งในประเทศที่ยืนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีสายตาของชาวโลก แต่เมื่อมองมาทางไทใหญ่ มุมมองที่เรามีต่อเพื่อนบ้าน
คนกลุ่มน้อย ไม่เฉพาะมุมมองในส่วนของเราเอง
สิ่งเหล่านี้อาจมีความหมายมากหมายในวันหนึ่ง
เมื่อคุณค่าในความเป็นชาติของเราเสื่อมค่าไปตามกาลเวลา และเราเพียงหวังว่าในความขัดแย้งระหว่าง
ความก้าวหน้ากับอนุรักษ์ชาตินิยม ทำให้เกิดคุณค่าใหม่ในดินแดนแถบนี้
เมื่อเผ่าพันธุ์ต่างๆเริ่มเรียนรู้ผลของสงครามมากขึ้น พวกเขาและเรา เขาแปลงไฟแค้นในอดีตสู่วิถีต่อสู้อย่างสร้างสรรค์ อย่างน้อยนั้นก็คือจุดหมายร่วมของความเป็นประชาคมชาติ
ความมีเสรีภาพในดินแดนร่วมกันมากกว่าการแย่งชิง .


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น