วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ไทใหญ่ บทเรียนชาตินิยมที่ไทสยามควรรู้


ไทใหญ่ บทเรียนชาตินิยมที่ไทสยามควรรู้
บทความโดย นวพล ลีนิน
ความรู้เรื่องไทใหญ่สำหรับประชาชนคนไทยโดยทั่วไปมีน้อยมาก ในชุดวิชาประวัติศาสตร์ไทยระดับมัธยมปลายที่ผ่านมา กล่าวถึงความเป็นมาของไทใหญ่ในฐานะพี่น้องหนึ่งในกลุ่มเผ่าพันธุ์ ชาน-ไต โดยลำดับญาติตามความคล้ายคลึงในภาษาพูด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าที่อพยพโยกย้ายจากตะวันตกของจีนโบราญ ลงมาทางใต้ เลยตลอดไปถึงชายฝั่งทะเลจีนใต้ โดยมากความรู้เรื่องไทใหญ่มักเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์  เมื่อไม่นานมานี้ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรส่วนหนึ่งมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับอาณาจักทางตอนเหนือ ที่เป็นพันธมิตรร่วมรบต่อสู้กับพม่ารามัน หนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญคือพวกไทใหญ่  ซึ่งยังคงเป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์  ทั้งที่คนเชื้อสายไทยใหญ่มีอยู่ในราชอาณาจักรไทยมานานแล้ว กล่าวกันว่าชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนกว่า 80 เปอร์เซ็นมีเชื้อสายไทใหญ่  ในอีกหลายๆจังหวัดทางภาคเหนือมีคนเชื้อสายไทใหญ่ดั้งเดิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ขณะเดียวกันชาวไทใหญ่อีกจำนวนมากที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในเมืองไท เนื่องจากสถานการณ์สู้รบระหว่างทหารฝ่ายรัฐบาลทหารพม่ากับกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่(รัฐฉาน) โดยเฉพาะหญิงสาวไทใหญ่ซึ่งมีใบหน้าที่สะสวย ผิวพันธุ์ขาวเนียน ต้องหลบหนี้จากการข่มขืนของทหารพม่าเข้ามาทำงานในประเทศไทยหรือต่อไปยังประเทศที่สาม  ส่วนหนึ่งจำเป็นต้องทำงานขายบริการในเมืองใหญ่ของประเทศไทย อาทิเช่น เชียงใหม่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต หาดใหญ่สงขลา บางส่วนอาจทำงานเป็นแม่บ้านและงานอื่นๆตามโอกาสที่มี
เคี้ยวหมากกับหมอยาไทใหญ่ขณะเดินป่า

ดังนั้นชาวไทใหญ่ในประเทศไทยจึงจัดเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มคนไทใหญ่ที่เป็นพลเมืองดั้งเดิมของประเทศไทยถือบัตรประชาชนไทย กับกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่อพยพเข้ามาใหม่เพื่อทำมาหากินและลี้ภัยสงครามสงบสุข ยังไม่มีบัตรประชาชนไทย อาจพยายามมีบัตรส่วนหนึ่ง บางส่วนอาจต้องการเดินทางไปหาโอกาสยังประเทศที่3 บางส่วนต้องการทำงานเก็บเงินแล้วเดินทางกลับรัฐฉานในวันที่บ้านเมือ องค์ความรู้ของประชาชนไทยหรือชาวไทสยามที่รู้เรื่องราวของไทใหญ่มีน้อยมาก ทั้งที่ประเด็นเรื่องราวไทใหญ่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากศึกษาในสายสัมพันธ์ความเป็นมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในภูมิปัญญาและวิถีชีวิตที่น่าสนใจ อาหารการกิน หลักการดำเนินชีวิต และเรื่องราวของหมอยาไทใหญ่ หมอสมุนไพรพื้นบ้านที่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หมอยาไทใหญ่ยังมีชีวิตทำงานรักษาคนไข้อยู่ในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน ความเข้มแข็งในการรักษาจารีตประเพณี ขนบธรรมเนียมที่ยังมีอยู่ในชีวิตประจำวัน ความเคร่งครัดศรัทธาในพุทธศาสนา ความเชื่อที่สืบสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษสืบ อันเป็นภูมิปัญญาที่สำคัญในการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์และผู้คนในดินแดนที่ถูกปล่อยทิ้งจากการพัฒนาของรัฐบาลพม่า
 ข้อมูลบางส่วนในวิกีพีเดียกล่าวว่า ไทใหญ่คือกลุ่มชาติพันธุ์ในตระกูลภาษาไท-กะได ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่อันดับสองของพม่า ส่วนมากอาศัยในรัฐฉาน ประเทศพม่า และบางส่วนอาศัยอยู่บริเวณดอยไตแลง ชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า คนไทใหญ่ในประเทศพม่ามีประมาณ 3 หรือ 4 ล้านคน แต่มีไทใหญ่หลายแสนคน ที่ได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทยเพื่อหนีปัญหาทางการเมืองและการหางาน ตามภาษาของเขาเองจะเรียกตัวเอง ไต หรือ ไต (ตามสำเนียงไทย)
ภูมิทัศน์ที่งดงามชวนนึกถึงหนังกำลังภายใน

ในช่วง ต้นปี 2553 ผมโอกาสในการลงพื้นที่ไทใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่คืออำเภอเมือง อำเภอเวียงแหงและอำเภอไชยปราการ ไปเป็นเพื่อนว่าที่ภรรยา(ในตอนนั้น) เธอเรียนต่อปริญญาโทในคณะร่วมระหว่างวิทยาศาสตร์กับเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนจากมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ ซึ่งเป็นมูลนิธิที่มีเป้าหมายส่งเสริมใช้สมุนไพร การผลิตยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และการพึ่งพาตัวเองของทางยาคนไทย งานวิจัยของเธอคือเรื่องหมอยาไทใหญ่ ผมจึงได้โอกาสติดสอยห้อยตามในฐานนะผู้ช่วยวิจัย จึงได้พบกลุ่มเป้าหมายงานวิจัย คือหมอยาพื้นบ้านและครอบครัวในหมู่บ้านไทใหญ่ ทั้งกลุ่มในตัวเมือง ในหมู่บ้าน ลงพื้นที่เส้นทางในป่า เสี้ยวหนึ่งเมื่อมาสัมผัสความเป็นไทใหญ่ ผมรู้สึกประทับใจในวิถีชีวิตของคนไทใหญ่มาก มันคล้ายกับการเดินทางสู่ดินแดนในรากเหง้าทางจิตวิญญาณ ดินแดนเรื่องราวในม่านหมอกแห่งความจริงและตำนานของเรื่องราวความเป็นมาของเผ่าไท
ระหว่างที่ภรรยากำลังเก็บพันธุ์ไม้ สาละวนกับการสอบถามข้อมูลหมอยา ผมได้ค้นหาในสิ่งที่สนใจใคร่รู้ของตนเอง เรื่องราวของกองกำลังจีนคณะชาติหรือก๊กมินตั๋งที่เข้ามาจับมือกับไทใหญ่เพื่อจัดตั้งกองทัพ ความสัมพันธ์ของเจ้ากอนเจิงกับขุนส่า สู่ยุคปัจจุบันผู้นำที่มีมุมมองกว้างไกลคือเจ้ายอดศึก การต่อสู้ในรัฐชาติฉาน ผมอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงสู่ประเด็นพี่น้องมลายูในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดูคล้ายรัฐฉานของพม่ามีความคล้ายคลึงกับปัตตานี(และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) ในความเป็นดินแดนกันชนระหว่างรัฐ อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องมาจากยุคหลังอาณานิคมอังกฤษ หนุ่มสาวไทใหญ่ที่มีความรักชาติเข้มข้น รักษาประเพณีและวัฒนธรรมไว้ ในความภาคภูมิใจบนทาง 2 แพร่งที่ว่า ไทใหญ่ไม่มีเอกราชแต่มีประเพณีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง คือความเคร่งครัดในศาสนาพุทธ ประเพณีการแต่งกายที่มีร่องรอยอยู่ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  ไม่รวมถึงประเพณีที่มีตามฤดูกาลอย่างที่ประเทศไทยมักจัดกัน หากของไทใหญ่ยังจับต้องและหยิบกินอยู่ในชีวิตประจำวันมากกว่า ในขณะที่ไทสยามมีเอกราช มีอำนาจอธิปไตย แล้วก็ต้องแลกกับวิถีชีวิตของตนเองสู่โลกของการแข่งขัน
ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งกระจายมากไปกว่านี้ ป่าเขาลำเนาทุ่งคือจังหวะของการปล่อยวาง  เพื่อเสพทัศนียภาพอันวิเศษเบื้องหน้า
มีผู้ประสานงานเกี่ยวกับเรื่องยาสมุนไทยใหญ่ที่เชียงใหม่ เขาชื่อสุธี  เขาเป็นประชาชนคนไทย  แล้วก็เป็นผู้สนับสนุนกองทัพกู้ชาติไทใหญ่ในพม่าด้วย  ได้รู้จักเขาเพราะ  เขาเป็นผู้ช่วยงานวิจัย  ตะลอนพาคณะและคนรักของเรา ลุยป่า ลุยดง      พ่อของเขาเป็นหมอยาไทใหญ่  ที่ไม่ธรรมดาคือเป็นอดีตนายพลของกองทัพเมิงไต(เมืองไท)    ปัจจุบันเป็นที่ประธานที่ปรึกษาหรืออะไรสักอย่างนี่แหละของเจ้ายอดศึกผู้นำกองทัพเมิงไต  ผมได้รู้จักและพูดคุยกับเขา  จนคุ้นเคยประหนึ่งญาติ  แล้วได้รู้ว่าคนไทใหญ่เคร่งศาสนากว่าคนเมืองเชียงใหม่ และคนไทยไทยโดยทั่วไป  เมื่อกลับจากรบชายชาวไทใหญ่จะเด็ดดอกไม้ไปไหว้พระ  เมื่อเข้าวัยกลางคนหรือวัยสูงอายุ ชายไทใหญ่ส่วนใหญ่จะหันมาถือศีลไม่ฆ่า  ไม่ดื่มของมึนเมา  ไม่โกหก ไม่ผิดลูกเมีย  และลักทรัพย์หรือฉ้อโกง คือศีลห้าอันปกติธรรมดานั้นเอง วันพระเป็นวันที่คนไทใหญ่ปล่อยวางทุกอย่างเข้าวัดแล้วก็ไม่คุยธุระทางโลก  คนไทใหญ่ภาวนาด้วยสร้อยประคำ เคยเห็นหมอยาคนหนึ่งสาธิตการนับลูกประคำ ใช้นิ้วโป้งเลื่อนลูกประคำ  สี่นิ้วรองไว้ที่สายแต่ล่ะลูกภาวนา อนิจจัง(ความไม่เที่ยงทุกอย่างเคลื่อนไป)  ทุกขัง(ความทุกข์)  อนัตตา(ความไม่มีตัวตน) จนครบรอบแล้วเวียนกลับมาใหม่ ไม่ข้ามตรงปลายที่เป็นหัว
ถึงอย่างไรกระแสทุนก็กระชากหญิงไทใหญ่ไม่น้อยให้เข้าไปทำงานในเมืองเชียงใหม่  ตามเมืองใหญ่  และต่างประเทศ   ที่รัฐฉานในพม่า การกระทำชำเรา การเกณฑ์แรงงาน  การเผาหมู่บ้าน  การข่มขืน  เกิดขึ้นอยู่ตลอด ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ในผู้คนไทใหญ่ คนกลุ่มน้อยต่าง ทั้งชายหนุ่ม กระทั่งเด็กและผู้หญิง พวกเขากำลังจับอาวุธขึ้นสู้ หากพิจารณาให้มากขึ้น ระยะทางของดินแดนแห่งการสู้รบ ไม่ได้ไกลจากกรุงเทพมหานคร โดยสารรถยนต์เพียงไม่เกิน 2 วันแน่นอนว่าหากการจัดการความขัดแย้ง หรือสร้างสันติภาพในพม่าไม่ราบรื่น ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทย
ผู้ประสานงานเล่าว่า “ตอนนี้กองทัพไทใหญ่ไม่ได้มุ่งหวังถึงขนาดเป็นรัฐเอกราช  กองทัพเมิงไตเกิดขึ้นเพื่อเอกราชในตอนแรก  และเปลี่ยนนโยบายทวงดุลความเหี้ยมโหดที่รัฐบาลปฏิบัติรัฐชานในภายหลัง คนเชื้อสายไทใหญ่  มีอยู่ไม่น้อย  ในภาคเหนือ   อย่างแม่ฮ่องสอนเกือบทั้งจังหวัดมีเชื้อสายไทใหญ่  คนภาคเหนือทั่วไปจะเรียกตัวเองว่าคนเมือง(ล้านนา)  เรียกคนภาคกลางว่าคนไทย  และไทใหญ่ก็ไม่ถือว่าตัวเองเป็นคนเมือง”  ปมของความขัดแย้งหนึ่งที่พบ คือคนเมืองมักเหยียดล้อกลุ่มชนเผ่าอื่นๆหรือชาติพันธุ์อื่นๆ จนดูเป็นกาลเล่นที่เป็นกันเอง ในกาลเล่นของกาลเวลาด้วยที่ทำให้หลายอย่างเปลี่ยนไป  ปัจจุบันวัยรุ่นไทใหญ่เดินตามกระแสมากขึ้น  ข้อวิตกว่ากระแสจากภายนอกจะเข้าไปเปลี่ยนวิธีชีวิตนั้น  ในความเป็นจริงมันเกิดขึ้นนานแล้ว  คนไทใหญ่รุ่นใหม่กำลังปรับตัวให้อยู่กันได้กับกระแสการเปลี่ยนแปลง  ผู้ประสานงานเล่าต่อว่า “มีพระไทใหญ่ที่ได้ทุนจากเจ้ากอนเจิง(อดีตผู้นำผู้ล่วงลับ)ไปเรียนจบปริญญาเอกที่ออกฟอร์ด ที่เดียวกับนายกฯ(สมัยคุณอภิสิทธิ์)  แล้วก็สร้างวัดไทยที่นั้นโด่งดังพอสมควร  แต่ด้วยความเป็นไทใหญ่ก็ไม่ค่อยได้รับการตอบรับจากรัฐไทย...ไทน้อยเท่าใดนัก    และไทใหญ่ก็ยังมีความเป็นไทใหญ่  ในขณะที่ไทน้อยตั้งความหวังจะไปฟุตบอลโลก”
ในบทสนทนาทีย้อนเข้าหาความเป็นตัวตน  เราต้องเสียบางสิ่งเพื่อแลกกับบางสิ่ง  คือตัวตนที่ถูกกลืนกินเพื่อเข้าสู่สังคมโลกอันเป็นสากล  เรามีเอกราชแต่ เราก็ไม่รู้ว่าความเป็นเราอยู่ตรงไหน  และเราจะนุ่งโจงกระเบนผ้าม่วงในโอกาสพิเศษมากกว่าวิถีชีวิตประจำวัน   เรามีฐานการผลิตเพื่อเสริมพลังทางเศรษฐกิจแต่เราได้มลพิษตามมา  เราหวังเป็นหนึ่งในประเทศที่ยืนอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีสายตาของชาวโลก  แต่เมื่อมองมาทางไทใหญ่ มุมมองที่เรามีต่อเพื่อนบ้าน คนกลุ่มน้อย ไม่เฉพาะมุมมองในส่วนของเราเอง  สิ่งเหล่านี้อาจมีความหมายมากหมายในวันหนึ่ง เมื่อคุณค่าในความเป็นชาติของเราเสื่อมค่าไปตามกาลเวลา และเราเพียงหวังว่าในความขัดแย้งระหว่าง ความก้าวหน้ากับอนุรักษ์ชาตินิยม ทำให้เกิดคุณค่าใหม่ในดินแดนแถบนี้ เมื่อเผ่าพันธุ์ต่างๆเริ่มเรียนรู้ผลของสงครามมากขึ้น  พวกเขาและเรา เขาแปลงไฟแค้นในอดีตสู่วิถีต่อสู้อย่างสร้างสรรค์  อย่างน้อยนั้นก็คือจุดหมายร่วมของความเป็นประชาคมชาติ ความมีเสรีภาพในดินแดนร่วมกันมากกว่าการแย่งชิง . 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น