วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความรัก! เพศ! หรือ อเมริกา! คือต้นเหตุของสงคราม



ความรัก! เพศ! หรือ อเมริกา! คือต้นเหตุของสงคราม
โดย นวพล ลีนิน
เจ้าแม่กาลีหนึ่งในสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของเทพเจ้าเพศหญิง

                                               ความรักกับความหมายเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ รอเรือ ยังเป็นอักษรที่ต้องมนต์ เมื่อผู้คนมึนงงในการผสม เสียงสระอะกับกอไก่ จากรากความหมายของคำว่าราคะ หรือสิ่งที่ตีค่าเป็นราคา ซึ่งฟังดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง กับความหมายว่ารักคือการเสียสละ ยิ่งไปกว่านั้นรักอาจเป็นสิ่งที่ยอมกันไม่ได้ เช่นรักศักดิ์ศรี รักชาติ รักแผ่นดิน รักศาสนา รักคนรัก รักพ่อแม่ รักพี่น้อง รักเพื่อนรักตัวเอง รักครอบครัว รักงานที่ทำ รักที่จะทำงานอะไรสักอย่าง รักอาจเป็นเรื่องที่โยงใยไปถึงเรื่องของความสุข ความทุกข์ ทัศนะทางศิลปะที่หยามเยาะความรักด้วยกุหลาบสีดำ หรือมโนภาพที่สื่อออกมาจากก้นบึ้งของจิตใต้สำนึก ที่แสดงออกมาให้ผู้คนได้เห็นว่าความรักคือบ่อเกิดของความทุกข์ ในโลกยุคปัจจุบันคู่รักถูกหยามหยันว่าฉาบฉวยในรักแรกพบ โอกาสที่มนุษย์เพศหญิงชายได้พบกันมากขึ้น การทำความเข้าใจว่ารักหรือสิ่งที่ต้องการคืออะไรกันแน่ โลกยุคใหม่ขับเคลื่อนไปสู่จุดที่ทำให้ทุกนิยามความรักสมหวัง ทั้ง หญิงรักชาย ชายรักชาย หญิงรักหญิง หรือรักต่างวัย รวมถึงความอบอุ่นในครอบครัว โดยเห็นว่ามนุษย์ควรได้รับความรักอย่างเต็มที่ เท่าที่เขาควรได้รับในชีวิตชีวิตหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ก้าวล้วงไปถึงโลกวิญญาณ หรือดินแดนแห่งพระเจ้า
ในทางเต๋า อธิบายว่าสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ มีแห้งมีเปียก มีร้อนมีเย็น เช่นเดียวกัน มีรักย่อมมีชัง ว่ากันไปแล้วสาเหตุของความขัดแย้งหรือสงครามในโลกล้วนมีสาเหตุมาจากความรัก การแย่งชิงในสิ่งล้ำค่า แย่งชิงพื้นที่ยุทธศาสตร์ เส้นทางการค้าที่ได้เปรียบในโลก กรณีการมีอิทธิพลเหนือช่องแคบมะละกา ของกลุ่มประเทศมหาอำนาจตั้งแต่อดีต จนถึงยุคสงครามตัวแทน พื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างประเทศสิงค์โปร์ ที่มหาอำนาจอเมริกาพยายามเข้ามามีอิทธิพล ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกแห่งหนึ่ง หากเราศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ช่องแคบดังกล่าวเปรียบดังสาวงามที่หนุ่มนาๆชาติต่างเดินทางใกล้เข้ามายึดครอง กรณีใหม่ในยุคที่มหาอำนาจเข้าครอบงำเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ราคะ ของน้ำมันช่างหอมหวาน มหาอำนาจต่างมุ่งเข้ามายึดครองทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยนักจัดการยุทธศาสตร์ในยุคปัจจุบันยังสามารถใช้ประเด็น “ความรัก” ในการสร้างกองกำลัง สร้างนักรับ ประเด็นการเหยียดเชื้อชาติ การหยามศักดิ์ศรี ล้วนเชื่อมโยงไปสู่ความรัก และรากเหง้าทางเผ่าพันธุ์ แล้วกระแสการต่อสู้ในเรื่องวัฒนธรรม จากโลกหนึ่งไปสู่โลกหนึ่ง ด้วยพลานุภาพลึกๆของ ราคะ แทบทั้งสิ้น
ความรักสามารถเข้าใจได้ด้วยการสัมผัสกับมัน เมื่อยิ่งสัมผัสอาจยิ่งไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้ ทั้งที่เข้าใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ความรักอาจไม่ใช่คำที่เอื้อนเอ่ยอย่างหอมหวาน หากปรนนิบัติมันด้วยความรู้สึก ซึ่งมันลึกซึ้งกว่าความใคร่อยากในกามรส ขณะที่สัญชาติญาณแห่งชีวิต ก็ค่อยกระตุ้นในพลังของขั้วเพศ ขั้วเพศทำงานด้วยตัวของมันเอง อย่างมหัศจรรย์ มันคือปะจุแห่งสติแรกที่ไวเกิดกว่ามนุษย์โดยทั่วไปจับทันได้ จากจุดเล็กๆในระดับปัจเจกชนนำสู่พลังมหาชนในการขับเคลื่อนสังคมในระดับโครงสร้าง โดยโครงสร้างทางสังคมไทยของเราอยู่ในรูปแบบสังคมที่เพศชายมีอำนาจเพศหญิงโดยการยอมรับ แม้ในขณะนี้นักเคลื่อนไหวในเรื่องสิทธิสตรีพยายามเพรียกหาความเสมอภาคระหว่างชายหญิง หากร่างเหง้าที่ฝังลึกมายาวนานของเราคือวิธีคิดแบบพุทธที่ให้เหตุผลว่ากรรมกำหนดสถานะในทางเพศ เชื่อมร้อยกับพราหม์ฮินดูที่ฝังรากการบูชาศิวะลึงค์ หรือสัญลักษณ์แห่งอำนาจนิยมที่บ่งบอกถึงนัยยะแห่งสัญชาตญาณ การทะลวงเข้าสู่ทวารแห่งจักรวาล  ในคราวถัดมาศาสนาจากฝั่งทะเลทรายคืออิสลามและคริตส์เริ่มเข้ามาผสานรากเหง้า  โดยศานาจารย์ผู้ผูกพาดบันไดสู่สรวงสวรรค์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย เข้าใจได้ง่ายจากพระคัมภีร์ที่ระบุว่าพระเจ้าสร้างเพศหญิงจากชายซี่โครงข้างซ้าย ในโลกที่บุรุษเพศเป็นใหญ่ในโครงสร้างทางวัฒนธรรม อำนาจเสนอหาความรักจึงเป็นเรื่องของบุรุษ
ครั้งหนึ่งศาสนจักรเคยเป็นหนึ่งเดียวกับอาณาจักร ในยุคที่ศรัทธาชนยังเข้มแข็ง ความรุ่งเรืองในยุคมืดของทวีปยุโรป ฟังดูขัดกันอย่างไรพิกล ยุคที่ศาสนารุ่งเรื่องกลับได้ชื่อว่าเป็นยุคมืด ในช่วงระหว่างที่ผู้รู้ตามชายขอบ พวกฤๅษีชีไพรถูกโยนข้อหาพ่อมดหมอผี การกวาดล้างพวกรู้เกินพระคัมภีร์ ทำให้นักคิดนักค้นทั้งหญิงชายกลายเป็นพ่อมดหมอผีถูกติดตามกวาดล้างทรมานจับกุมคุมขังกันไปตามท้องเรื่อง จากหนังหรือภาพยนตร์จากฝั่งตะวันตกในยุคปัจจุบัน ที่พยายามเชื่อมโยงสู่เนื้อหาการปฏิปักษ์ต่อศาสนา สะท้อนโศกนาฏกรรมอันเป็นผลพ่วงที่เกิดจากอำนาจของฝ่ายเคร่งครัดจารีตศีลธรรมในยุคนั้น การกระทำของพวกเคร่งครัดจารีตในภาพยนตร์ สะท้อนภาพที่พยายามโน้มน้าว ให้ผู้คนเข้าใจ เพื่อเห็นว่า สงครามระหว่างโลกมุสลิมกับโลกเสรีตะวันตกในยุคปัจจุบัน ถือว่าเป็นการท้วงคืนอำนาจของฝ่ายที่ไม่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้า เป็นเหตุผลทางวิภาษวิธีที่เหมาะสมควรเหตุสมผลแล้ว สำหรับเหล่านักปราชญ์ในอดีต ผู้ท้าทายต่ออำนาจในทางโลกของฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรนั้น เป็นไปเพื่อองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ พวกเขาอิงอยู่กับความจริงในธรรมชาติ พลังอำนาจที่อ่อนโยนของชีววิทยา ห่วงโซ่อาหาร การวิวัฒนาการ ธรณีวิทยา ดาราศาสตร์ และวิทยาการลี้ลับในทางจิตวิญญาณ ในสิ่งลี้ลับที่พวกเขาสัมผัสได้นั้นถูกเหยียดให้กลายเป็นไสยศาสตร์หรือพวกอวิชชา เป็นมนต์ดำต้องห้ามขัดกับหลักศาสนาอันบริสุทธิ์  ในทัศนะที่พวกเขาเหล่านั้นเชื่อว่าในพลังชีวิตที่ธรรมชาติมอบให้ ประหนึ่งว่าพระเจ้า คือเพศหญิงอันเป็นมารดาแห่งโลก
เพศหญิงมีอำนาจเหนือเพศชายในความเป็นผู้ให้กำเนิด ความกล้าหาญในการปกป้องดูแล การโอบอุ้มชีวิต และเผชิญกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสโดยธรรมชาติในระหว่างการคลอดบุตร สรีระและเรือนร่างเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นพลังอำนาจดึงดูดบุรุษเพศ นั้นคือต้นปะจุกามราคะที่บุรุษโดยส่วนใหญ่สยบยอม เพราะครรภ์มารดาคือครั้งหนึ่งบ้านที่เหล่าบุรุษเองก็อาศัยอยู่ที่นั้น ในทางจิตวิญญาณเรือนร่างจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หากมนุษย์เพศชายคือเพศที่พุ่งไปสู่การวิวัฒน์สู่สิ่งใหม่ พวกเขามักออกร่อนเร่พเนจร ออกล่าสัตว์มาเป็นอาหาร หรือออกรบกับคนต่างเผ่า เรือนร่างของเพศหญิงคือ องค์ปะติมาที่ดึงรั้งให้เพศชายคิดถึงภูมิเผ่าลำเนาค่าย ที่ตนจากมา คำว่า“ซบอก” จึงเป็นคำอธิบายได้ดีถึงจุดอ่อนของบุรุษเพศ และนี้คือหนึ่งในหลายปัจจัยที่ได้ให้กำเนิดความพยายามสร้างโครงสร้างใหม่ในอดีตกาล โครงสร้างอำนาจที่บุรุษพยายามสร้างขึ้น ค่อยๆก่อตัวขึ้นด้วยความพยายามปลีกออกจากชุมชนเดิมของตน ออกค้นหาสัจจะธรรมด้วยตัวเอง เช่นสัตว์โทนที่ปลีกตัวออกจากฝูง อย่างไรก็ดี เป้าหมายหนึ่งก็เพื่อกลบเกลื่อนจุดอ่อนในความเป็นบุรุษเพศของตนเอาไว้ การต่อสู่เพื่อการกดทับในทางวัฒนธรรม ระหว่างพลังของบุรุษและสตรีจึงขับเกรียวกันมานับตั้งแต่นั้นมา
เมื่อค้นพบโลกใหม่ผู้คนมากมายอพยพสู่อเมริกา ในจำนวนนั้นเป็นพวกที่ต้องการเสรีภาพในความเป็นมนุษย์เสรีภาพที่เคยถูกกดทับด้วยโครงสร้างอำนาจ และเสรีภาพในการค้นคิด พวกเขาร่วมมากับคลื่นคนผู้อพยพสู่ดินแดนแห่งโอกาส แน่นอนว่า ที่นั้นคือ อเมริกา! นั้นคือดินแดนแห่งการฟื้นฟูพลังแห่งศาสดาเพศหญิงขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยอำนาจแห่งสรีระปกรณัมยุคปัจจุบันคือดาวดาราในวงการมายาที่เผยเรือนกายแห่งสตรี ลีลาท่าทางที่ทะลายตบะพรตของเหล่าบุรุษผู้บำเพ็ญที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกตะวันออก วิถีชีวิตที่ให้เหตุผลในการปฐิเสธต่อบทบัญญัติทางศีลธรรม แสดงออกอย่างซื่อสัตย์ในความต้องการของมนุษย์ โดยตรงไปตรงมาของธรรมชาติ ผ่านเสรีภาพในทางเพศ การเสพสุราและสิ่งเสพติด การฆ่าที่สมควรฆ่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะอธิบาย ในกรณีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การดูแลสัตว์เลี้ยงเปิดเพลงให้ วัวที่เลี้ยงไว้เพื่อป้องกันความเครียด วัวเติบโตขึ้นอย่างสบายใจแล้วฆ่าเป็นอาหาร ในขณะที่ทัศนะการโอบอุ้มชีวิตที่นอกเหนือจากมนุษย์ กลุ่มผู้รณรงค์เพื่อต่อต้านการทรมานสัตว์ก็ก่อเกิดมาพร้อมๆกับอารยะธรรมในโลกใหม่ แสงแห่งสิทธิเสรีภาพจากคบเพลิงแห่งเทวีพุ่งเข้าสู่หัวใจของเทวรูปบุรุษแห่งตะวันออกโดยตรง .
สงครามหลายรูปแบบปะทะกัน สงครามเต็มรูปแบบระหว่าง อเมริกากับเวียดนาม หรือในตะวันออกกลาง ผันรูปสู่สงครามเศรษฐกิจ สงครามก่อการร้าย
หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือการเพิ่มจำนวนของหนังสือโป๊ หนังโป๊ สื่อลามกต่างมากมาย ทั้งที่ครั้งหนึ่งภาพผู้หญิงเปลื้องผ้าสักภาพไม่อาจได้รับการยอมรับให้เผยแพร่สู่สาธารณะ แต่ในปัจจุบันสื่อเหล่าในง่ายต่อการเข้าถึง จัดแสดงเปิดช่องทางให้เข้าชมอยู่ทั่วไป ทั้งหมดผลิตออกมากมายที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาในอารยะธรรมมนุษย์ คือการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ทรงพลังต่อการยั่วยุทางอารมณ์ สะท้อนสู่สังคมในยุคบรรพกาล ในยุคที่สตรีเป็นแม่หมออยู่ในชนเผ่า การเปลือยร่างกายถือเป็นเรื่องปกติ วัฒนธรรมที่ยกย่องสตรีในฐานะแม่หมอผู้ชี้นำแนวทางให้บรรดานักรบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุรุษออกสู่รบ ในโลกทุนนิยมการรื้อฟื้น “ปกรณัมแห่งสตรีเพศ” ปรากฏชัดในงานโฆษณาสื่อที่ใช้สรีระของเพศหญิงเป็นพลังดึงดูดที่มีอำนาจมาก พลังอำนาจในยุคใหม่คือพลังแห่งเรือนร่างสตรี ส่งผ่านสื่อสาธารณะอันกระทบสู่วัฒนธรรมของเหล่าบุรุษ อันเป็นชุมชนประเทศที่ศาสดาบุรุษที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลก
โดยเฉพาะซีกโลกตะวันออก เพื่อให้เกิดการละวางตบะพรตของบรรดาผู้บำเพ็ญเหล่านั้น ผู้บำเพ็ญพรตทั้งหลายที่พยายามค้นหาความรู้ในทางจิตวิญญาณ และขบคิดประเด็นแห่งอำนาจในทางโลกบุรุษพร้อมๆกันด้วย ในวิธีการที่พวกเขาใช้คือการละวางหรือควบคุมกิเลสกามไว้ และ เพื่อเข้าสู่สัจจะธรรมหรือการมุ่งสู่การสื่อสารกับพระเป็นเจ้า ตลอดจนการสร้างอุดมคตินำกลุ่มจิตวิญญาณรัฐชาติของนักรบในฝ่ายบุรุษ ปกรณัมสตรีเพศต่างก็ได้สำแดงฤทธานุภาพเพื่อให้บรรดาบุรุษผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้นละวางความเคร่งขรึมจริงจัง และลดความเอาใจใส่ในเรื่องเป้าหมายเชิงโครงสร้างในโลกอุดมคติของบุรุษ ด้วยการดึงความสนใจสู่การหาความสุขของเป้าหมายชีวิตในระดับปัจเจก
ความพยายามปลีกตัวและกำเนิดศาสดาบุรุษเพศ
ธรรมชาติในความขัดแย้งระหว่างความรัก สงครามกับสันติภาพ ดูคล้ายการดึงรั้งบุตรคือมวลมนุษย์ ระหว่างบิดาเพศชาย และมารดาเพศหญิงที่ผลัดกันแพ้พลัดกันชนะ มายาวนาน ในขณะที่โลกเสรี โลกอนุรักษ์นิยมต่างมีเป้าหมายที่ดึงดูดใจ คล้ายๆกันในเรื่องของสันติภาพ ความสงบสุข แล้วต่างชูธงแห่งคุณธรรมเพื่อดึงดูผู้คนเข้าสู่องคาพยพ เพื่อสร้างองค์ธรรมที่ตนวางเป็นตนแบบ ธรรมชาติของพลังทางเพศจึงเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของความรัก ความชัง สงครามและสันติในจุดที่ถึงพร้อม ด้วยแรงหมุนของกาลเวลาและปัจจัยสนับสนุนต่างๆ หาก “ความรัก”ที่ต่างฝ่ายก็กล่าวอ้างในความงดงามและสงบสุข ความรักที่ว่านั้น อยู่บนทาง 2 แพร่ง ระหว่างเหนี่ยวนำพลังแห่งการยึดครอง หรือละวางให้เกิดอิสรภาพ ขึ้นอยู่กับสภาวะของผู้เข้าถึงซึ่งความรักนั้นนั่นเอง.


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น